โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฮูหยินลวงรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 เม.ย. 2567 เวลา 03.26 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2567 เวลา 03.26 น. • อันหยางลี่
ใต้ฟ้าทั่วหล้ามีใครบ้างไม่รู้ว่าคนสกุลหลี่กับคนสกุลเฉินไม่ถูกกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ทว่าความบาดหมางของสองสกุลกลับเป็นประโยชน์ต่อบัลลังก์ฮ่องเต้ จึงได้พระราชทานงานมงคลสมรสให้ทั้งสอง

ข้อมูลเบื้องต้น

ลี่ฝากนิยายจีนเรื่องแรกด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ใต้ฟ้าทั่วหล้ามีใครบ้างไม่รู้ว่าคนสกุลหลี่กับคนสกุลเฉินไม่ถูกกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

ทว่าความบาดหมางของสองสกุลกลับเป็นประโยชน์ต่อบัลลังก์มังกรของฮ่องเต้

จึงได้พระราชทานงานมงคลสมรสให้บุตรสาวของอัครเสนาบดีหลี่กับแม่ทัพใหญ่เฉิน

แน่นอนว่าคนสกุลหลี่ย่อมไม่มีทางยอม

เคราะห์ครั้งนี้จึงมาตกที่บุตรบุญธรรมอย่างหลี่อี้เฟินแทน

ลำพังกิตติศัพท์เรื่องความโหดเหี้ยมน่ากลัวของเฉินอวี้หงก็ทำให้หวั่นใจพอแล้ว

แต่ยังต้องหลอกลวงคนทั้งสกุลเฉินอีก

การแต่งงานครั้งนี้จึงเท่ากับใช้ชีวิตของนางเป็นเดิมพัน หลี่อี้เฟินคิดว่าชีวิตในฐานะฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เฉินคงจะยากแค้นแสนเข็ญ

ทว่าความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสามีผู้เคร่งขรึมปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติ

ซ้ำยังคอยยื่นมือมาช่วยเหลือทุกครั้งที่นางเจอปัญหา

แล้วแบบนี้…จะห้ามไม่ให้เกิดความรักขึ้นในหัวใจได้อย่างไร หวังก็แต่เพียงเรื่องลวงที่เก็บงำไว้

จะคงอยู่กับนางตราบสิ้นลมหายใจเท่านั้น…

นิยายเรื่องนี้ มีเนื้อหาโจ่งแจ้งบางช่วง ชื่อตัวละคร สถานที่ และการกระทำล้วนเป็นเรื่องสมมติ เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น อ่านเพื่อความสนุกค่ะ หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดผิดผลาดนักเขียนกราบขออภัยด้วยนะคะ ติชม พูดคุยกันได้ค่ะ จะนำไปปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณทุกคนที่แวะมาค่ะ ฝากเอ็นดูนักเขียนมือใหม่ด้วยนะคะ ❤️????

สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามคัดลอก ทำซ้ำดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายไปเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ ก่อนได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด

ตอนที่ 1#1

รัชศกเหวินยี่ปีที่แปด ในช่วงต้นคิมหันต์อากาศอบอุ่น ทุ่งหญ้าทอดยาวเขียวขจี เหล่าบุปผาต่างแข่งกันเบ่งบานอวดโฉมให้แก่ผู้พบเห็น ราวกับธรรมชาติกำลังอำนวยอวยชัยให้กับแผ่นดินในปกครองของฮ่องเต้ซุนเยี่ยน แห่งแคว้นต้าเฉียง

ตลอดร้อยปีที่ผ่านมามีแคว้นต้าเฉียงนั้นได้ทำสงครามกับแดนเหนืออยู่เสมอ ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่สามารถยึดครองควบรวมดินแดนเหล่านั้นได้ แม้แดนเหนือจะเป็นเพียงกลุ่มชนเผ่าซึ่งมีความเจริญทางด้านยุทโธปกรณ์ด้อยกว่า หนำซ้ำกำลังพลยังน้อยกว่าถึงสามเท่า แต่ด้วยชัยภูมิที่เป็นหุบเขาสูงชันและสลับซับซ้อน หากมิใช่ชนเผ่าที่อาศัยอยู่มาแต่โบราณกาลย่อมไม่คุ้นชินกับการศึกบนเขา

ทว่าในที่สุดชัยชนะก็ตกมาเป็นของแคว้นต้าเฉียงจนได้ หลังจากฮ่องเต้มีพระบัญชาให้เหล่าขุนพลยาตราทัพกว่าสามแสนนายเดินทางไปตั้งค่ายตีเมือง ใช้เวลากว่าสองปีจึงได้รับสารรายงานจากเหล่าขุนพลว่าบัดนี้หัวเมืองน้อยใหญ่ของทุกแคว้นทางตอนเหนือล้วนตกอยู่ใต้อำนาจปกครองของพระองค์ทั้งสิ้น นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง!

แน่นอนว่าฮ่องเต้ทรงพอพระทัยอย่างมาก เมื่อเมืองต่าง ๆ ยอมศิโรราบต่อความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกองทัพแห่งต้าเฉียงแล้ว ก็ทรงมีราชโองการเรียกตัวเหล่าแม่ทัพนายกองกลับสู่เมืองหลวง เพื่อพระราชทานยศและศักดินาตามลำดับ

บรรยากาศแห่งความยินดีกำจายไปทั่วราวกับลอยอยู่ในสายลม เหล่านักรบทั้งหลายที่จากบ้านไปไกลถึงสองปีต่างมีรอยยิ้มแย้มแต่งแต้มบนใบหน้า ยิ่งได้ยินเสียงแซ่ซ้องร้องต้อนรับพวกเขาจากเหล่าชาวเมือง หัวใจก็ยิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความปีติยินดี

คราแรกพวกเขาขอเพียงแค่มีชีวิตรอดกลับมาก็ถือว่ามีบุญหนักหนาแล้ว แต่เมื่อจะได้อวยยศ เพิ่มศักดินา ได้รับรางวัลพระราชทานมากมาย นำชื่อเสียงมาให้วงศ์ตระกูล และมีผู้คนสรรเสริญสืบไป ยิ่งเรียกว่าคุ้มค่าที่มีชีวิตอยู่ และยังชวนให้ใจฮึกเหิมกระหายความสำเร็จในศึกหน้าด้วย

งานเลี้ยงต้อนรับเหล่าขุนศึกมากความสามารถถูกจัดขึ้นในโถงตำหนักต้าเย่แห่งพระราชวังหลวง ขุนนางไม่ว่าฝ่ายใดก็ต้องเข้าร่วมเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้

ขุนนางบุ๋นตั้งแต่ขั้นหนึ่งถึงเก้าล้วนแต่งตัวเต็มยศ ด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดี สวมรัดเกล้าจากหยกหรือไม่ก็ทองคำ ส่วนขุนนางฝ่ายบู๊นั้นล้วนดูงามสง่าสมกับที่โอรสสวรรค์เรียกขานว่าเป็นป้อมปราการอันมั่นคงของแคว้น

โดยเฉพาะ เฉินอวี้หง แม่ทัพผู้โด่งดัง ร่างสูงก้าวเข้ามาในงานด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยราวกับเป็นเจ้าของงาน

“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” ชายหนุ่มก้าวเข้าไปทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการต่อเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ ส่งผลให้พระโอษฐ์แย้มบางและมีเสียงพระสรวลเบาเอื่อยไปกับสายลม

“เงยหน้าขึ้น เราอยากดูหน้าคนที่ช่วยพลิกวิกฤตของแคว้นเป็นชัยชนะอันงดงามเช่นนี้ให้ชัดๆ”

“รับด้วยเกล้า” เฉินอวี้หงกล่าวแล้วเงยหน้าขึ้น สบนัยน์พระเนตรของฮ่องเต้อย่างที่ไม่ค่อยจะมีผู้ใดมีโอกาสเช่นนี้ด้วยความแน่วนิ่ง ไม่มีสั่นกลัวหรือหวั่นเกรงต่ออำนาจล้นฟ้าของโอรสสวรรค์ ยิ่งเสริมบุคลิกห้าวหาญและความน่ายำเกรงที่แผ่รัศมีออกมาทั่วกายมากขึ้น

“คนหนุ่มที่กล้าหาญเช่นนี้ น้อยนักจะมีในแคว้นของเรา” พระองค์ตรัส ขณะที่เหล่าขุนนางหนุ่มอ่อนประสบการณ์ต่างมองแม่ทัพเฉินด้วยความเลื่อมใส ส่วนขุนนางผู้เฒ่าทั้งหลายที่รับใช้มานานปีล้วนลอบสบตาแลกเปลี่ยนความคิดกันในความเงียบ

ผู้คิดดูทิศทางลมเป็นย่อมมองว่าต่อไปภายหน้าการสวามิภักดิ์กับสกุลเฉินไว้ย่อมเป็นการดี แต่จะให้ภักดีต่อกันนั้นย่อมไม่ใช่ ด้วยขุนนางอาวุโสทั้งหลายต่างมีความคิดเก่าครึ มองว่าเฉินอวี้หงนั้นใจร้อน กล้าบ้าบิ่น โอหัง แน่นอนว่าความคิดต่อจากนั้นย่อมเป็นเรื่องการหาผลประโยชน์ก่อนใส่ความแม่ทัพยังหนุ่มผู้นี้ โดยยกอุปนิสัยมากล่าวอ้าง

ทว่าฮ่องเต้ซุนเยี่ยนกลับมองต่างออกไป แม่ทัพผู้นี้เพียงแค่เป็นคนเถรตรงและซื่อไปสักหน่อยเท่านั้น…คนเช่นนี้แหละที่เหมาะแก่การนำมาใช้งานเยี่ยงวัวเยี่ยงควาย

“เราได้ยินชื่อของเจ้ามานาน ตั้งแต่เข้าร่วมกองทัพล้วนสร้างผลงานชั้นดีไว้มากมาย ไต่ระดับจนได้เป็นแม่ทัพก็แล้ว แต่ยังมิได้หลงใหลในอำนาจ ครั้นถึงการศึกก็จัดทัพนำขบวนอย่างไม่กลัวตาย เช่นนี้จึงเรียกว่าเป็นคนน่ายกย่องสรรเสริญ”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เฉินอวี้หงทำเพียงตอบรับน้อยคำตามประสาคนไม่รู้จักพูด มีปากแต่เหมือนไม่มี ใช้การกระทำให้เป็นที่ประจักษ์อย่างเดียวเท่านั้น

“ก่อนหน้านี้เราได้อ่านฎีกาที่แม่ทัพใหญ่หลิวส่งมา เขาชื่นชมเจ้าเอาไว้หลายอย่าง และได้รู้ว่าเจ้าเองที่เป็นคนนำทหารสองหมื่นนายขึ้นสำรวจทางเขาก่อน อีกทั้งยังพาคนเพียงหยิบมือเข้าฝ่าค่ายกลของพวกเผ่าเตี้ย ตีจนแตกพ่ายจากภายในได้สำเร็จ”

ฮ่องเต้ตรัสพลางผายพระหัตถ์กว้างเฉกเช่นพระโอษฐ์ที่แย้มยิ้ม นี่เป็นการยกย่องเฉินอวี้หงอย่างออกหน้าออกตา โดยไม่มีผู้ใดกล้าขัดทั้งสิ้น ต่างรู้ดีว่าการเอาเรือขวางกลางสายธารในยามนี้มีแต่จะเรือแตกจมน้ำตายกันไปเท่านั้น

ตอนที่ 1#2

บรรดาขุนนางที่นึกอิจฉาและระคายหูอย่างยิ่งยามที่แม่ทัพเฉินได้รับคำยกยอ ก็จำต้องสงบเสงี่ยมเจียมตน อีกทั้งยังต้องทำยิ้มประจบประแจงร่วมยินดีในชัยชนะของผู้อื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และหนึ่งในผู้ที่เอาตัวรอดเก่งกว่าใคร ก็คืออัครเสนาบดีฝ่ายขวานามหลี่เสียงตง

“ฝ่าบาทตรัสหนักไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เดิมทีกระหม่อมไปออกรบก็ด้วยพระราชโองการของฝ่าบาทผู้มองการณ์ไกลเล็งเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า จึงไม่ทำให้กระหม่อมต้องเอาชีวิตไปทิ้ง อีกทั้งยังมีเหล่ากุนซือสมองเพชรทั้งหลายที่ช่วยวางกลยุทธ์ สุดท้ายยังมีเหล่าขุนพลร่วมทัพและทหารทั้งหลายที่ไม่ทอดทิ้งหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ร่วมกันฟันฝ่าไปทุกสมรภูมิจนรวมหัวเมืองทั้งเขตเหนือแคว้นต้าเฉียงมาได้พ่ะย่ะค่ะ”

‘ผู้ใดว่าเฉินอวี้หงมีปากเหมือนไม่มีกัน!? หนนี้ได้โอกาสพูดก็พูดประจบเอาหน้าเสียยืดยาวเลยเห็นหรือไม่!’ อัครเสนาบดีวัยกลางคนคิดในใจ หากไม่เกรงว่าคอจะถูกบั่นกลางตำหนักฉางเย่แห่งนี้แล้ว เขาคงเผลอหลุดสีหน้าสะอิดสะเอียนกับเสียงจิ๊ปากหมั่นไส้ออกมา

แม้จะเป็นลูกสิงห์ที่ฉลาดกว่าเพื่อนในฝูง รู้ว่าเวลาใดควรโอ้อวดเสียงคำรามของตน

แต่ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ลูกสัตว์หน้าขนเท่านั้น!

หลี่เสียงตงยังคงกล่าวว่าเพียงในใจต่อไป ขณะที่ฮ่องเต้วัยไม่ห่างกันเพียงสดับฟังแล้วยิ่งสรวลดังขึ้นกว่าเดิม

“คนหนุ่มกล้าหาญแต่ไม่โอหังนั้นหาได้น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่สี่ฉางกง”พระองค์หันไปหาขันทีเฒ่าผู้ยืนอยู่ต่ำกว่าบัลลังก์เล็กน้อย ขันทีประจำพระองค์ผู้นี้ย่อมเห็นดีเห็นงาม “เป็นเช่นที่ฝ่าบาทรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ”

“เราชอบใจยิ่งนัก เช่นนั้นจากนี้ให้เฉินอวี้หงเป็นแม่ทัพใหญ่เฉิน คุมกองพลร่วมห้าแสนนาย”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงมีพระเมตตาต่อกระหม่อมยิ่งนัก” เฉินอวี้หงกล่าวแล้วแสดงความเคารพเต็มพิธีการอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศยินดีจอมปลอมสำหรับลาภยศที่เขาจะได้

ก่อนหน้านี้ใคร ๆ ก็รู้ดี ตอนที่แม่ทัพใหญ่หลิวถวายฎีกากล่าวชมเชยเฉินอวี้หงผู้เปรียบเสมือนลูกศิษย์ของเขานั้น ฮ่องเต้ได้พระราชทานรางวัลมากมายแก่เฉินอวี้หงไปแล้ว ทั้งเงินหมื่นตำลึง ที่ดินบนเขาหูสี่ตะวันออกสามพันหมู่ และยังได้บริวารจากหลวงอีกหนึ่งพันคนด้วย

มาตอนนี้ถึงขั้นได้รั้งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น นับว่าวาสนาหล่นทับหัวโดยแท้

แล้วผู้มากด้วยวาสนาพ่วงความสามารถเป็นกระสอบเช่นนี้ จะไม่น่าจับคู่กับลูกหลานที่จวนได้อย่างไร

ผู้ใดอยากจะคิดแผนหาทางล้มแม่ทัพเฉินผู้นี้ก็คิดไปเถิด ยังมีขุนนางเฒ่าอีกมากที่ลอบมองใบหน้าแม่ทัพใหญ่ยังหนุ่มแล้วพิจารณาในใจว่าเหมาะสมให้ส่งพ่อสื่อแม่สื่อไปเยือนบ้านเท่าใด

เฉินอวี้หงผู้นี้ เรียกว่าตอนเกิดดั่งสวรรค์ประทานพรด้วยรักให้เขาอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะยังหนุ่มแน่น มีบุคลิกดี มีความสามารถ หน้าตาก็หาได้ด้อยไปกว่าใครในเมืองหลวง ผิวพรรณขาวผุดผ่องแม้กรำศึกอยู่ชายแดนที่ยืดเยื้อยาวนานเป็นแรมปี รูปหน้าเรียวแต่ไม่ดูซูบตอบจนเกินไป เครื่องหน้าอันสมบูรณ์ประกอบด้วยดวงตาเรียวรูปหงส์ซึ่งข้างในแฝงลูกแก้วสีนิลเปล่งประกายดูทรงพลังและมักฉายแววชวนให้ผู้คนหนาวสั่นยามจับจ้อง เป็นที่น่าเกรงขามแม้ริมฝีปากไม่หนาไม่บางเกินไปนั้นจะยังคงรอยยิ้มนิด ๆ ไว้ก็ตาม สันจมูกโด่งได้รูปขณะที่ส่วนปลายทรงหยดน้ำรับกับกระจับปากหยักลึกกำลังดี

เรียกว่ามองส่วนใดก็ดูดี พวกผู้เฒ่าที่มักอิจฉาความงามของผู้อื่นในสมัยยังเป็นหนุ่มบัดนี้ไฟอิจฉาได้มอดดับไปหมดแล้ว เหลือแต่ความหวังว่าจะผูกมิตรให้แม่ทัพเฉินเป็นเขยให้ได้ และเริ่มคิดแผนวางกลยุทธ์กันไปแล้วกว่าครึ่ง

ผู้ใดจะไม่อยากให้บุตรหลานได้ดีเล่า การได้แต่งกับผู้ที่ฮ่องเต้โปรดปราน ย่อมมีลาภยศลอยมาสู่มือเขาด้วยมิใช่หรือ…

แต่แล้วความคิดที่จะทูลขอพระราชทานสมรสให้แก่บุตรหลานตนจากฮ่องเต้ ก็คงเป็นได้เพียงการวาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ เมื่อโอรสสวรรค์ผู้ประทับบนบัลลังก์วางจอกสุราอย่างสำราญใจแล้วตรัสขึ้น

“จริงสิ… เราให้รางวัลเจ้าไปตั้งมาก กลับลืมเรื่องสำคัญอย่างคู่ครองไปได้อย่างไร”

ภายในโถงตำหนักฉางเย่พลันเงียบกริบไปชั่วอึดใจ แม้แต่เสียงหายใจของคนนับร้อยก็ไม่มีให้ได้ยิน จนกระทั่งฮ่องเต้ตรัสขึ้นอีก

“เรารู้นะว่าพวกท่านทั้งหลายต่างก็หมายตาแม่ทัพเฉิน แต่เห็นทีงานนี้เราต้องขอทำตามใจตัวเองสักครั้ง หวังว่าจะไม่มีใครถือสา”

แล้วผู้ใดจะอาจหาญถือสาบัญชาสวรรค์เล่า…

ยามนี้แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังนั่งเงียบรอฟังอย่างใจจดใจจ่อว่าฮ่องเต้จะรับสั่งว่าอย่างไร

“แม่ทัพเฉิน เจ้าเป็นคนหนุ่มลักษณะดี มีความสามารถชาติตระกูลสูงส่ง คู่ครองที่เหมาะสมย่อมต้องมาจากตระกูลที่ดีมีรัศมีเทียบเท่า เพื่อให้ยืนคู่กับเจ้าในจวนได้อย่างไม่น่าขายหน้า และยังต้องเป็นกุลสตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติรอบด้าน”

ใช่…เดิมทีมันก็สมควรเป็นอย่างนั้น

แต่พอลอบมองรอยยิ้มอันไม่น่าวางใจของฮ่องเต้แล้ว เฉินอวี้หงก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าพระองค์ตรัสขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ใด

“ในเมืองหลวงนี้ คนที่เราได้ยินกิตติศัพท์ลือลั่นที่สุด และยังได้ข่าวว่างดงามเป็นอันดับหนึ่งในหมู่สาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เห็นจะเป็นบุตรีของอัครเสนาบดีหลี่”

บุตรีของอัครเสนาบดีหลี่!!?

เหล่าขุนนางต่างสูดลมหายใจเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก และผู้ที่ตกใจที่สุดเห็นจะเป็นหลี่เสียงตง

จะให้บุตรสาวเขาแต่งเข้าจวนแม่ทัพเฉินได้อย่างไร ทุกคนในแคว้นต้าเฉียงต่างรู้ว่าสกุลหลี่กับสกุลเฉินนั้นไม่ถูกกัน!

ตอนที่ 2.1

สกุลเฉินกับสกุลหลี่ไม่ถูกกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ คนสกุลหลี่มีปัญญาหลักแหลม ทำงานรับใช้อดีตฮ่องเต้มามากมาย ส่วนสกุลเฉินนั้นบ่มเพาะลูกหลานขึ้นมาให้เป็นหอกดาบเล่มสำคัญของฮ่องเต้ตั้งแต่รุ่นแรก

ชนวนเหตุความบาดหมางของสองสกุลนั้น…ต้องเล่าเท้าความไปตั้งแต่สมัยทวดเห็นจะได้

ทวดของทวดสกุลหลี่มีนามหลี่ซานตู้ ยามนั้นหลี่ชานตู้มีเรื่องขัดหูเคืองตา บาดหมางกับทวดของทวดสกุลเฉินนามเฉินเชียนชิว เรื่องนี้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่หลี่ชานตู้ใส่ความเฉินเชียนชิว ทำให้อดีตฮ่องเต้ในรัชสมัยนั้นคิดว่าเฉินเชียนชิวตั้งใจก่อกบฏล้มราชบัลลังก์ จึงสั่งประหารเฉินเชียนชิวและตระกูลทั้งเก้าชั่วโคตร เหลือไว้เพียงตระกูลพี่ตระกูลน้องที่เป็นสาขารอง ซึ่งแทบไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องอันใดกัน แต่ก็ยังถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดนของแคว้นในพื้นที่กันดารห่างไกล

กว่าสกุลเฉินจะลุกขึ้นมาเป็นใหญ่ได้อีกครั้งก็ครารุ่นพ่อของเฉินอวี้หง ที่ได้เลื่อนยศเป็นนายกอง แต่สุดท้ายก็ยังถูกส่งไปตายในสมรภูมิแดนใต้ ปล่อยให้เฉินฮูหยินทำหน้าที่ดูแลจวนเพียงลำพัง ความยากลำบากที่ต้องเผชิญในคราวนั้นนับว่าหนักหนาสาหัสไม่ต่างกันกับในอดีต จึงกล่าวได้ว่ากว่าเฉินอวี้หงจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เช่นนี้แล้วฮ่องเต้จะบังคับให้เขาต้องแต่งกับตระกูลคู่อริเพื่อการใด…หากมิใช่เพื่อผลักให้สกุลเฉินกลับไปสู่จุดตกต่ำอีกครา และให้สกุลหลี่มีความดีอยู่ค้ำฟ้าตลอดกาล

คิดแล้วก็ช่างน่าขำ หากฮ่องเต้ประสงค์เช่นนั้นก็ไม่น่าพระราชทานลาภยศเงินทองหรือบรรดาศักดิ์ให้เขาแต่แรกเลย…

กระแสลมเปลี่ยนทิศไวฉันใดก็ฉันนั้น ยามนี้ที่เฉินอวี้หงกำลังจะถูกโยนลงหลุมกลับสู่แดนนรกอีกครา ก็ไม่มีขุนนางผู้เฒ่าคนใดคิดอยากส่งบุตรสาวไปเป็นภรรยาจวนนั้นแล้ว

“ว่าอย่างไรอัครเสนาบดีหลี่” พระองค์ทรงหันไปทางหลี่เสียงตงซึ่งเป็นผู้อาวุโสกว่าเฉินอวี้หง

‘ว่าอย่างไร!?…หึ! จะต้องว่าอย่างไรล่ะ' ในใจหลี่เสียงตงนั้นไม่มีความยินดีปรากฏขึ้นสักเสี้ยว กระนั้นก็ยังต้องฉีกยิ้มอย่างพอดี

“ฝ่าบาททรงมีน้ำพระทัยกว้างขวางดุจสายน้ำ เพียงทอดพระเนตรเห็นถึงความสำคัญของบุตรีตัวเล็ก ๆ ของกระหม่อมเท่านี้ก็นับว่าเป็นวาสนาอันสูงส่งของนางแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาย่อมพูดได้ดีสมเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายขวาที่รับใช้ฮ่องเต้พระองค์นี้มานาน

เมื่อลมโหมแรงแล้วต้นไผ่ก็ต้องลู่ตาม มิเช่นนั้นก็เตรียมโค่นหักสถานเดียว

“แล้วเจ้าล่ะ แม่ทัพใหญ่เฉิน”

“กระหม่อมเป็นผู้ขึ้นมาจากขุมนรก ในชีวิตไม่เคยพบเจอความสวยงามใดมาก่อน เช่นนี้หากจะปฏิเสธราชโองการจากสวรรค์อีก ก็คงนับว่าไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นแม้แต่มนุษย์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ซุนเยี่ยนฟังถ้อยคำประจบประแจงเสียงนิ่งแล้วก็สรวลตอบเบา ๆ เหมือนเคย ทว่ารอยยิ้มนั้นช่างดูเลือดเย็นเหลือเกิน

“เช่นนั้นก็…”

“ฝ่าบาท”

ผู้บังอาจขัดวาจาศักดิ์สิทธิ์ของโอรสสวรรค์คือใคร… ฮ่องเต้ซุนเยี่ยนนิ่งไปฉับพลันพลางกวาดนัยน์พระเนตรไปตามทิศเสียง ชวนให้ผู้ยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงหนาวกายสั่นใจสะท้าน

คนผู้นั้นไม่เพียงกล้าเอ่ยขัดฮ่องเต้ แต่ยังก้าวออกมาจากแถวโต๊ะของตน ทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการต่อเบื้องพระพักตร์อย่างไม่กลัวตาย

“ขอฝ่าบาทโปรดอภัย แต่กระหม่อมเห็นว่ามีเรื่องต้องทูล”

“เช่นนั้นก็จงพูด เรามีน้ำใจพอจะฟังวาจา”

การกล่าวยกย่องตนโดยไม่อายนี้เป็นคุณสมบัติของฮ่องเต้ซุนเยี่ยน และยังเป็นการตำหนิอีกฝ่ายที่ดูจากเสื้อผ้าและตราหยกห้อยเอวแล้วบ่งบอกว่าไม่ได้มียศสูงส่งอันใด แต่ช่างหาญกล้าก้าวออกมาอย่างไม่เกรงศีรษะจะโดนบั่น

“เดิมทีสกุลเฉินกับสกุลหลี่ไม่ลงรอยกัน มีเรื่องบาดหมางใหญ่โตถึงขนาดทำให้ตระกูลหนึ่งต้องล่มสลาย ผู้คนสังเวยชีวิตนับร้อย ยังต้องทนตกอยู่ในนรกตรากตรำอีกนับพัน หากวันนี้จะให้ลืมเลือนความแค้นเคืองที่มีต่อกันไปเสียง่ายๆ เกรงว่าตายไปคงไม่มีใครมีหน้าไปพบบรรพชนสกุลเฉินผู้เสียสละทว่ากลับต้องเคราะห์ร้ายเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางชั้นผู้น้อยในกรมกลาโหมกล่าว เขามีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องของเฉินอวี้หง นามว่าเฉินฝูเกอ

“เจ้าบอกว่าเราเป็นผู้ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่นอย่างนั้นหรือ”

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียง…เพียง…”

หากกล่าวว่าเฉินฝูเกอผู้นี้ช่างเถรตรงจนออกแนวซื่อบื้อเกินไปก็ไม่ผิดนัก ในยามที่ฮ่องเต้ดำริสิ่งใดด้วยความสำราญเช่นนี้ไม่สมควรทำตัวเป็นจระเข้ขวางสายน้ำจริงๆ

“เพียงอะไร เห็น ๆ อยู่ว่าเจ้ากำลังตำหนิเรา”

“มิบังอาจ…กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ” เฉินฝูเกอหน้าซีดตัวสั่น ผู้ใดเล่าจะหาญกล้าทัดทานฮ่องเต้ได้

แต่ก็เห็นอยู่ว่าเขาทำไปแล้ว…ซ้ำยังทำไปโดยไม่ไตร่ตรองอีกด้วย สุดท้ายจึงกลายเป็นขายหน้าสกุลเฉิน นอกจากนี้ยังทำบรรยากาศเสีย และผลร้ายที่สุดคืออาจโดนลงทัณฑ์โทษฐานหมิ่นเบื้องสูงด้วย

“ฝ่าบาทโปรดอภัยให้ญาติผู้น้องของกระหม่อมด้วย” เฉินอวี้หงก้าวขึ้นหน้าอีกครั้ง และคำนับต่อเบื้องพระบาท เฉินฝูเกอเห็นดังนั้นก็รีบทรุดเข่าลงคำนับตามด้วย

“ฝ่าบาทโปรดอภัยให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“โอ…ถึงขั้นที่แม่ทัพใหญ่ต้องทำถึงเพียงนี้ เราจะโกรธลงได้อย่างไร” สุรเสียงเย็นเยียบถึงกระดูกชวนให้เฉินฝูเกอตัวสั่นกว่าเดิม

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...