5 หุ้นจิ๋วแต่แจ๋ว! กำไรโดดเด่น แถมราคาพ้นจุดต่ำสุด
หุ้นขนาดเล็กเป็นหุ้นอีกกลุ่มที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนอย่างมาก ซึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีหุ้นขนาดเล็กหลายบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และราคาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ วันนี้ Wealthy Thai จึงมีมุมมองการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กจากนักวิเคราะห์มาฝาก มาดูกันว่าหุ้นไหนจะเข้าตา และมีแนวโน้มที่กำไรจะเติบโตดีในปี 2567 บ้าง
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ประเมินแนวโน้มกำไรปี 2567 จะเติบโตดีจากปีก่อน ในขณะที่ราคาหุ้นผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ได้แก่ AU, ONEE, SECURE, KLINIQ และ HTC
ในส่วนของแนวโน้มการดำเนินงานของ AU นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดแนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 1/67 จะเติบโตสูงจากไตรมาส 1/66 จากฐานที่ต่ำ เพราะการบริโภคและยอดขายสูงกว่าปีก่อน
ขณะเดียวกันคาดมีโอกาสเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า เพราะไตรมาส 4/66 ฐานไม่สูง โดยการเติบโตได้รับปัจจัยจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีน, การขยายสาขาใหม่ และการออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง
โดยฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567-2568 ที่ 225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน และ 270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ตามลำดับ ปัจจัยหนุนมาจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่เพิ่มขึ้น 7%
รวมถึงการขยายสาขา After you และ Luggaw เร่งขึ้นต่อราว 8 และ 5 สาขา ขณะที่คาดอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ดีขึ้น ตาม economies of scale ที่รายได้เร่งขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบบางอย่างถูกล็อกไว้แล้ว คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 12.60 บาท
ถัดมา ONEE นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปี 2567 เติบโต 14% จากปีก่อน เป็น 576 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
1.ธุรกิจทีวีและสื่อโฆษณา ในปีนี้บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ โดยการยกระดับคอนเทนต์คุณภาพมากขึ้น คาดมีละครฟอร์มใหญ่หลายเรื่อง เช่น แม่หยัว, บางกอกคณิกา, การุณยฆาต, Love Lesson และทิชา ซึ่งมีการดึงดาราแม่เหล็กมาร่วมงาน คาดว่าจะชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นและอัตราค่าโฆษณาดีขึ้น
2.เพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่นๆ นอกจากกลุ่มทีวี ได้แก่ อีเว้นท์คอนเสิร์ตและ Artist management โดยดำเนินกลยุทธ์ Export to the world ผลักดันนำคอนเทนต์ส่งออกและเผยแพร่สู่สายตาชาวโลกและขยาย Event Fan meet ในต่างประเทศที่นอกเหนือจากทวีป Asia ไปยังทวีปอเมริกายุโรปและตะวันออกกลาง อีกทั้งมีแผนขยายฐานเจาะกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น 3. ต่อยอดจากธุรกิจหลักเข้าสู่ธุรกิจสินค้าอุปโภค-บริโภค (FMCG) โดยจะผลิตสินค้าที่ระลึกแบรนด์ศิลปิน-ดาราแม่เหล็กของบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เพิ่มช่องทางรายได้ คงคำแนะนำ ซื้อ และมูลค่าพื้นฐานปี 2567 ที่ 5.50 บาท
SECURE นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตที่ 20% ถือเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้น จากที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดรายได้ปี 2566 จะโต 12.6%
โดยให้เหตุผลว่าจะมีการเจาะตลาดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ คือ กลุ่มสาธารณูปโภค เนื่องจากเป็นตลาดใหม่และมีความต้องการที่สูง ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะใกล้เคียงปีก่อน โดยประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ใกล้เคียงกับที่ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ ยกเว้นการเติบโตของรายได้ที่เราทำไว้ที่ 10% เนื่องจากเราขอรอดูผลตอบรับของกลุ่มลูกค้าใหม่ที่บริษัทเตรียมจะเจาะตลาดเพิ่มก่อน ทำให้ภาพรวมคาดว่ากำไรสุทธิปี 2567 จะอยู่ที่ 108 ล้านบาท เติบโต 17.2% จากปีก่อน
ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” มองว่า SECURE เป็นหุ้นที่ยังเติบโตบนความต้องการด้าน Cybersecurity ประกอบกับราคาหุ้นยังไม่สะท้อนภาพการฟื้นตัวของกำไรที่ดีขึ้น ให้ราคาเป้าหมาย 18 บาท
KLINIQ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 365 ล้านบาท โต 26% จากปีก่อน จากรายได้รวมเติบโต 16% จากปีก่อน ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว, SSSG ปรับตัวเพิ่มขึ้น, การเพิ่มบริการและการขยายสาขา (บริษัทตั้งเป้า 15 สาขา ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 10 สาขา) รวมถึง SG&A to total sales ปรับตัวลดลง จาก economy of scale
แม้ราคาหุ้นจะ outperform SET 5% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา โดยปัจจุบัน KLINIQ เทรด PER ปี 2567 อยู่ที่ 25.5 เท่า ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาปัจจุบันยังน่าสนใจ ยังไม่สะท้อนกำไรต่อหุ้นที่เติบโตเฉลี่ย 33% ในปี 2565-2567 คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 50 บาท
สุดท้าย HTC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) คงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการปี 2567 คาดจะทำ New High ได้ต่อ จาก 1. คาดปริมาณขายสูงขึ้นจากการรับรู้กำลังการผลิตใหม่ได้เต็มปี และมีปัจจัยหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงขึ้น ประกอบกับการบริโภคในประเทศที่สูงขึ้นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐและอากาศที่ร้อนกว่าปกติจากการได้รับผลกระทบของเอลนีโญ
และ 2. บริษัทจะรับรู้ราคา PET Resin ที่ปรับลงต่อและมี U-rate ที่สูงขึ้นตามยอดขาย หนุน GPM คาดสูงขึ้นเป็น 42.7% และมี Upside จากการออกสินค้าใหม่ที่นอกเหนือจากกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม คาดจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนมี.ค. 67
ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังปรับประมาณการกำไรปี 2567 ขึ้น 2.4% เป็น 696 ล้านบาท โต 11.2% ทำ New High ต่อ แม้มีฐานสูงในปี 2566 จากการปรับสมมติฐานรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นขึ้น
นอกจากนี้ ครึ่งหลังปี 2567 บริษัทมีแผนเพิ่มเครื่องจักรผลิตขวดแก้วด้วยเงินลงทุน 800 ล้านบาท คาดจะเริ่มเห็นความชัดเจนในเดือนมี.ค. นี้ ทั้งนี้ มองราคาหุ้นยังอยู่โซนต่ำและยังไม่สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการ แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ขึ้นเป็น 19.60 บาท