โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โฮเต็ลพญาไท” โรงแรมหรูรับลูกค้ากระเป๋าหนัก สมัยรัชกาลที่ 7

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 12.48 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2567 เวลา 22.00 น.
พระราชวังพญาไท ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น

โฮเต็ลพญาไท คือโรงแรมระดับลักชัวรีในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่ปรับปรุง “พระราชวังพญาไท” ให้เป็นโรงแรมรับแขกกระเป๋าหนัก เพื่อลดภาระพระคลังข้างที่ในการดูแล พระราชวังพญาไท พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่เปิดได้ไม่ถึง 10 ปี ก็เป็นอันต้องปิดกิจการในยุคคณะราษฎร

ที่มาของการปรับ-แปลง พระราชวังพญาไทให้เป็นโรงแรม ต้องเล่าย้อนไปถึงการที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดมหกรรมนาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เพื่อประโยชน์ด้านการค้าขายกับต่างประเทศ พระราชทานนามมหกรรมนี้ว่า “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” กำหนดจัด 50 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ปี 2468 (นับปีใหม่แบบเก่า) ที่สวนลุมพินี

เมื่อเป็นมหกรรมครั้งใหญ่ ก็ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีโรงแรมรองรับชาวต่างชาติที่เข้ามาชมงาน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง แปลงพระราชวังพญาไทเป็น “โฮเต็ล” ทันสมัยชั้นเดอลุกซ์ เพื่อเปิดวันที่ 1 มกราคม ปี 2468 เนื่องจากทรงเห็นว่า กรมรถไฟหลวงมีความชำนาญและประสบความสำเร็จในกิจการโรงแรมรถไฟที่หัวหินมาก่อน

ต่ถึงที่สุด โฮเต็ลและสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องด้วยพระองค์สวรรคตไปเสียก่อน เมื่อ 26 พฤศจิกายน ปี 2468

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดีนัก เพราะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และซบเซายาวมาถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธินจึงกราบทูลรัชกาลที่ 7 เรื่องการสร้างโรงแรม เพราะหากโรงแรมสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ก็จะช่วยรักษาพระราชวังพญาไทให้งดงามได้โดยไม่เป็นภาระของพระคลังข้างที่

พระคลังข้างที่จึงตกลงให้กรมรถไฟหลวงเช่าพระราชวังพญาไท ด้วยสัญญาเช่า 5 ปี กรมรถไฟหลวงจ่ายค่าเช่าครึ่งหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่าย หากปีไหนขาดทุน พระคลังข้างที่ก็จะไม่คิดค่าเช่า

นี่เองเป็นที่มาของ “โฮเต็ลพญาไท” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “PHYA THAI PALACE” เปิดให้บริการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2468 จากนั้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รัชกาลที่ 7 ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงแรมอย่างเป็นทางการ

โฮเต็ลพญาไท ตั้งเป้ารับผู้เข้าพักได้ 72 คน ค่าบริการมีตั้งแต่วันละ 10 บาทไปจนถึง 120 บาท แต่ขณะนั้นรับได้ 40 คน ค่าบริการวันละ 13-14 บาท ภายในมีห้องต่างๆ ไว้รองรับกิจกรรมผู้เข้าพัก ซึ่งส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ อย่างห้องพิพิธภัณฑ์ปรับเป็นเลานจ์ ห้องธารกำนัลเป็นห้องอาหาร ห้องเสวยเป็นห้องหนังสือพิมพ์และอุปกรณ์ถ่ายภาพ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์เป็นโถงเต้นรำ ฉายภาพยนตร์ หรือเป็นห้องประชุมใหญ่

ห้องที่ได้ชื่อว่าหรูหราสุดคือ Suite De Luxe B1 หรือ Royal Suite ในห้องบรรทมชั้น 3 พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ค่าใช้บริการวันละ 120 บาท ส่วนพระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ แบ่งเป็นห้องพัก 19 ห้อง คิดค่าบริการวันละ 10-17 บาท พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส มีห้องพัก 7 ห้อง ค่าบริการวันละ 12-25 บาท นอกจากนี้ ยังมีตำหนักอื่นๆ ที่รับผู้เข้าพักได้อีกจำนวนหนึ่ง

โฮเต็ลพญาไทได้รับเสียงชื่นชมและกล่าวขานในหมู่ชาวต่างชาติและชนชั้นนำไทย ทั้งเรื่องความโอ่โถง สง่างาม เปี่ยมด้วยรสนิยม การให้บริการเป็นเลิศ รวมทั้งบรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงบ เพราะตั้งอยู่ในท้องทุ่งที่อากาศสดชื่น เย็นสบาย

ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงที่พักสุดหรู แต่ยังเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของชนชั้นสูงและผู้มีฐานะ มีทั้งมาร่วมกิจกรรมจิบน้ำชายามบ่าย มาชมภาพยนตร์ที่จัดเป็นครั้งคราว หรือมาดินเนอร์ในเครื่องแต่งกายงดงามอีกด้วย

เพียงแค่ปีแรก โฮเต็ลพญาไทก็มีรายได้ถึง 185,292 บาท โดยรายได้หลักมาจากค่าอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็น 73% นอกนั้นเป็นค่าที่พัก และหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไร 2,827 บาท อย่างไรก็ตาม กิจการรุ่งเรืองได้แค่ปีแรก เพราะหลังจากนั้นก็มีรายได้ลดลงเรื่อยๆ

โฮเต็ลพญาไทยืนหยัดมาจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม ปี 2475 ก็เป็นอันปิดฉาก เหลือไว้เพียงตำนานเล่าขานเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กำเนิด “โฮเต็ลพญาไท” พระราชวังสมัยร.6 สู่กิจการโรงแรมหรู 7 ปี และฉากสุดท้ายเมื่อ 2475.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “โฮเต็ลพญาไท” โรงแรมหรูรับลูกค้ากระเป๋าหนัก สมัยรัชกาลที่ 7

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...