โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เมื่อพ่อค้าขายข้าวมันไก่ต้องมาอยู่ในยุคจีนโบราณ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 พ.ค. 2567 เวลา 23.11 น. • เผยแพร่ 24 พ.ค. 2567 เวลา 23.11 น. • Serial.print()
เมื่อพ่อค้าขายข้าวมันไก่อย่างชิระถูกชะตาลิขิตให้ไปอยู่ครอบครัวยากจนในยุคจีนโบราณแบบไม่ทันตั้งตัว เขาจึงเปิดร้านขายข้าวมันไก่ที่นี่ด้วยเสียเลย จงให้ฉายาเขาพ่อพ่อค้าสองโลกบัดเดี๋ยวนี้!

ข้อมูลเบื้องต้น

ในโลกนี้มีใครเคยเชื่อว่าโชคชะตานั่นมีอยู่จริงบ้าง ครั้งหนึ่งชิระไม่เคยเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริง แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเขากลับถูกสิ่งที่เรื่องว่าโชคชะตาลิขิต ทำให้ชีวิตของเขาต้องไปใช้ชีวิตในโลกที่เพศทางเลือกอย่างเขา จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ

เพียงไอ้เจ้าโชคชะตาดันให้เขาไปอยู่ในโลกที่เขาอยากให้มีมาตลอด แต่มันกลับลืมให้ฐานะที่ร่ำรวยกับเขามาด้วยน่ะสิ เขาถูกส่งให้ไปอยู่ในครอบครัวชาวนายากจน ในยุคจีนโบราณแห่งหนึ่ง ชีวิตความเป็นอยู่เรียกได้ว่าในหนึ่งปีเขามีเนื้อกินแค่สี่ครั้งตามเทศกาลสำคัญเท่านั้น

แม้จะได้เข้าไปอยู่ในเพศสภาพที่ตนเองใฝ่ฝัน แต่เจ้าโชคชะตาช่วยนำเงินติดตัวเขามาด้วยไม่ได้หรือ เพราะโลกก่อนเขาเคยเปิดร้านขายข้าวมันไก่อย่างรุ่งเรือง มาโลกนี้แน่นอนว่าเขาจะต้องได้เป็นเถ้าแก่ร้านข้าวมันไก่ดังเดิม!

มีฐานะที่ร่ำรวยแล้วค่อยพูดถึงคู่ครอง ในเมื่อมีเพศเป็นเกอก็ต้องมีสามีที่หล่อเหลาและเป็นคนดี ฐานะไม่รวยไม่เป็นไร ชิระคนนี้จะเลี้ยงเอง! คิดน่ะเหมือนง่ายแต่ทำนั้นแสนยากเย็น โชคชะตาให้เขาเกิดมายากจนไม่พอ ยังให้เขามาอยู่ในครอบครัวที่มีความคิดบิดเบี้ยวไปหมด ทำให้เขาหัวจะปวดในทุกวันที่ตื่นขึ้นมาได้เลยเชียว แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว!

อัพทุกวันเวลา 06.00 น.

คำเตือน! :เป็นนิยายชายรักชาย สถานที่และตัวละครในเนื้อเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ตอนที่ 1 โชคชะตาใหม่ของชิระ

ชีวิตของพ่อค้าขายข้าวมันไก่อย่างชิระในแต่ละวัน ก็คือการเตรียมวัตถุดิบสำหรับเปิดร้านอาหารที่ถูกสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษอย่างร้านขายข้าวมันไก่ที่มีน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรของทางร้าน ชิระเป็นรุ่นที่สามในการค้าขายในกิจการนี้ ตั้งแต่รุ่นอากงร้านก็ขายดีมาโดยตลอดและขายดีสืบทอดกันมาเรื่อย ๆ จนถึงรุ่นของเขา

ด้วยรสชาติที่ถูกปากและราคาที่ถูกใจ ทำให้มีลูกค้าประจำเข้ามาไม่ขาดสาย แถมในยุคนี้เขายังเพิ่มช่องทางการหารายได้โดยการเปิดขายในช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เรียกได้ว่าหากวันไหนร้านหยุดก็จะขาดรายได้มหาศาลเลยทีเดียว

ชิระเป็นคนขยันขันแข็งเขาตื่นก่อนและนอนทีหลังลูกน้องเสมอ เขาคิดว่าเรื่องนี้อาจสืบทอดมาทางสายเลือดตั้งแต่รุ่นอากงแล้วก็เป็นได้ สูตรลับอย่างน้ำจิ้มข้าวมันไก่ก็จะถูกส่งต่อให้กับคนที่เป็นบุตรหลานสายตรงเท่านั้น และต่อจากเขาก็คือลูกของเขาที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิด

เรื่องที่ครอบครัวชิระไม่เคยรู้คือเขาเป็นคนประเภทที่ชอบผู้ชายด้วยกัน เรื่องนี้เขาเหยียบเอาไว้จนมิดเพราะคิดว่าครอบครัวของเขาไม่มีทางรับได้ ครอบครัวเขาเป็นคนเชื้อสายจีนที่หนีมาตั้งรกรากที่เมืองไทยตั้งแต่สมัยนานมาแล้ว เป็นครอบครัวที่เรียกได้ว่าหัวโบราณครอบครัวหนึ่ง เรื่องที่ว่ารักลูกชายมากกว่าลูกสาวที่พบเห็นกันในอินเทอร์เน็ต ครอบครัวเขาก็คือต้นแบบอย่างไม่มีตกหล่นเลยล่ะ

สิ่งที่เขาเป็นในตอนนี้เขาไม่มีทางยอมบอกครอบครัวเด็ดขาด จวบจนอายุเข้าเลขสามแล้วชิระก็ยังไม่มีความคิดที่จะแต่งงาน เป็นปกติที่คนในบ้านจะเร่งเร้าหาภรรยาให้เขา ซึ่งเขาไม่ต้องการจึงทำได้แต่นิ่งเฉย ทุกวันนี้ขายข้าวมันไก่แล้วเห็นลูกค้ายิ้มอย่างมีความสุขที่ได้กินของอร่อยแค่นี้เขาก็ดีใจแล้ว

ชายหนุ่มมีใบหน้ารูปไข่ หนังตาหนึ่งชั้น นัยน์ตาสีดำขลับ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ แก้มมีสีเลือดฝาดบ่งบอกถึงคนสุขภาพดี ด้วยความที่เขามีเชื้อสายจีนจึงมีผิวสีขาว บวกกับรูปร่างสูงโปร่งบางเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาลูกค้าสาวที่ผ่านไปมา เรียกได้ว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเรียกลูกค้าของร้านเขาก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นติดใจรสชาติหรือติดใจพ่อค้า ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ร้านเขาขายดิบขายดี

หลังจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ร่างกายก็เหมือนชัตดาวน์ตนเองอัตโนมัติ เมื่อหัวถึงหมอนชิระก็หลับไปในทันที เสียงลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกได้ว่าร่างที่นอนอยู่บนเตียงได้หลับสนิทไปแล้ว แสงจันทร์ที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างส่องแสงประกายเจิดจ้าครู่หนึ่ง กระทบถึงร่างที่นอนอยู่จากนั้นคนบนเตียงก็หายไปจากที่นอนคล้ายกับว่าตรงนั้นไม่เคยมีคนอยู่เลย

ภาพถ่ายทุกภาพทั้งในโทรศัพท์หรือในภาพถ่ายรวมของครอบครัว รูปคนผู้หนึ่งกำลังเลือนหายไป มันไม่มีชิระอยู่ในนั้นราวกับว่าชิระไม่เคยอยู่ในครอบครัวนี้มาก่อน ข้าวของทุกอย่างรวมไปถึงความทรงจำของผู้คนก็ไม่มีคนที่ชื่อชิระอยู่ในโลกนี้มาก่อน โชคชะตากำลังทำตามคำร้องขอของชิระ เขาเคยร้องขอเอาไว้ว่าถ้าหากโลกนี้มีสถานที่ที่เขาจะสามารถเป็นตัวของตนเองได้อย่างอิสระ เขาก็อยากจะเข้าไปอยู่ยังที่แห่งนั้น

ผู้คนมากมายบนโลกต่างร้องขอกับโชคชะตาตนเองว่าอยากเป็นดั่งใจฝัน แต่กลับมีเพียงชิระที่ได้ดำเนินตามความต้องการของตนเอง อย่างเช่นในตอนนี้ที่เขาได้กลายเป็นคนผู้หนึ่งที่มีตัวตนในโลกแห่งใหม่ที่ไม่คุ้นตา และได้มาอยู่ในเพศสภาพที่ตนเฝ้าฝันนั่นก็คือเกอในยุคจีนโบราณ

“พี่รอง ๆ ท่านย่าเรียกแล้ว ตื่นได้แล้วขอรับ”

เสียงใสของเด็กชายดังขึ้นข้างใบหูของชิระ หลานชายของเขาขึ้นมาปลุกเขาถึงห้องนอนเลยหรือ แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก?

พอนึกได้ว่าตอนนี้สายถึงขนาดที่หลานต้องขึ้นมาปลุก ชิระก็รีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งอัตโนมัติ เขาตื่นสายร้านก็จะเปิดช้า ถ้าอย่างนั้นลูกค้าจะกินอะไรเล่า ในหัวได้แต่นึกเป็นห่วงลูกค้า จนลืมสำรวจไปว่ารอบกายของเขาตอนนี้ไม่ปกติ

ร่างบางเตรียมลุกขึ้นไปอาบน้ำโดยเร็ว แต่ติดตรงที่ว่าพอเดินไปถึงบริเวณที่เคยเป็นห้องน้ำ ตอนนี้มันกลับกลายเป็นหน้าต่างเสียแล้ว เขาคิดว่าตนเองคงจะเดินมาผิดทาง จึงได้หมุดตัวกลับ แต่พอสายตาต้องเข้ากับเด็กชายแก้มกลมคนหนึ่ง เขาถึงได้เริ่มสงสัยเพราะเด็กชายไม่ใช่หลานของตน

“พี่รองท่านย่าเรียกขอรับ”

เด็กชายตัวเล็กใบหน้าเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่น ลำตัวผอมแห้งเล็กน้อยแต่แก้มกลับกลมยิ่งนักกำลังคุยกับชิระ เขาได้แต่ยืนงงให้กับตนเอง ตามองสลับระหว่างตนกับเด็กชายไปมา

“ฝันเหรอ?”

เสียงหวานพึมพำกับตนเองเบา ๆ จะไม่ให้บอกว่าฝันได้ยังไง เมื่อคืนเขาจำได้ว่าตนเองนอนอยู่ในห้องนอนที่บ้าน ตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้กับเด็กแปลกหน้า จะบอกว่าเขาถูกอุ้มพามาตอนยังหลับอยู่ก็ดูเกินจริงไปหน่อย เขาจะไม่รู้สึกตัวทั้งที่มีคนอุ้มเขามาเลยหรือยังไง

ร่างบางกลับลงไปนอนบนเตียงดังเดิม แล้วนำผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะเอาไว้ เพื่อที่จะได้นอนต่อแล้วตื่นจากความฝัน เล่นเอาเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างเตียงได้แต่ยืนทำสีหน้างงงวย วันนี้พี่ชายตนเป็นอะไรไป

“จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน ดูสิหลานข้าแต่ละคน มีแต่คนไม่ได้ความ ตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว หากยังไม่ออกมาอีกก็ไม่ต้องกินข้าว!”

เสียงแหลมแหกปากอยู่หน้าห้องนอน ร่างบางที่พึ่งนอนลงไปเมื่อครู่นี้ได้แต่ขมวดคิ้ว เสียงดังแบบนี้ใครจะไปนอนได้ เมื่อไหร่เขาจะตื่นจากฝันประหลาดนี่สักที

“พี่รองท่านย่าโมโหแล้ว พี่รองขอรับ”

มือเล็กยกขึ้นมาเขย่าร่างบนเตียงไปมา เสียงท่านย่าน่ากลัวมาก เด็กชายกลัวว่าท่านย่าจะเข้ามาถึงด้านในนี้แล้วตีพี่รองของตน จึงได้แต่พูดเร่งเร้าให้พี่ชายลุกขึ้นมาเสียที

“เลิกเขย่าได้แล้ว ตื่นแล้ว ๆ”

ชิระทนไม่ไหวจึงลุกขึ้นนั่งมองเด็กที่รบเร้าตนอยู่ข้างเตียง เขามองไปรอบห้องที่มีแต่เตียงกับฉากกั้น ที่กั้นระหว่างเตียงกับตู้เก็บของแล้วถอนหายใจ คงไม่ใช่ความฝันเห็นทีว่าเขาจะต้องออกไปจริง ๆ

“กว่าจะเสด็จออกมาได้ ข้านึกว่าจะต้องให้นำเกี๊ยวมาเชิญ ดูสิตะวันจะโผล่หัวออกมาอยู่แล้ว รีบไปหุงข้าวเร็วเข้า”

ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากห้อง ร่างบางก็ถูกบ่นจนหูแทบชา วันนี้ทั้งวันเขาต้องโชคร้ายแน่ที่ถูกคำไม่ดีด่ากราดตั้งแต่เช้าแบบนี้ ว่าแต่ยายคนนี้เป็นใครเจอหน้าเขาเอาแต่พูดฉอด ๆ รู้จักกันหรือก็ไม่

“มองหน้าข้าหาพระแสงอะไร ตัวขี้เกียจอย่างเจ้า เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ”

ชิระได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ เขายังไม่หายงงก็ถูกด่าเสียเป็นชุด ความฝันอะไรจะเหมือนจริงขนาดนี้ ภาพชัดเสียยิ่งกว่าภาพสี่มิติเสียอีก

“ชิงเอ๋อร์มากับแม่ ท่านย่ากำลังโมโหอย่าเข้าไปใกล้นางเลย มานี่มา”

หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง รีบเดินมาด้านหน้าชิระแล้วเอาตัวของตนเองบังเขาเอาไว้ นางยกยิ้มเจื่อนเมื่อหญิงสูงวัยที่กำลังบ่นไม่หยุดถลึงตาใส่นางด้วยความโมโห

“เป็นเจ้าใช่ไหมนังสะใภ้ไม่ได้ความ เป็นเจ้าใช่ไหมที่ขโมยขนมกุ้ยฮวาที่สะใภ้รองซื้อมาฝากข้า หน็อยแน่สะใภ้เจ้ารองอุตส่าห์ซื้อมาให้ข้า แต่ตัวตะกละอย่างพวกเจ้าดันมาหยิบไป พวกเนรคุณ!”

พอเห็นว่าคนที่นางกำลังด่ามีคนมาปกป้อง นางจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นคนผู้นั้นแทน นางมองภรรยาของบุตรชายคนโตด้วยสายตาดูหมิ่น พร้อมกล่าวถึงเรื่องที่ขนมของตนถูกขโมยไป แต่ไหนแต่ไรนางก็ไม่ชอบสะใภ้คนนี้ที่สุดแล้ว ทุกเรื่องก็จะกล่าวโทษนาง เพื่อระบายอารมณ์ของตน

“ท่านแม่ข้าเปล่านะเจ้าคะ”

หญิงตรงหน้าชิระรีบปฏิเสธ นางส่ายหัวเป็นพันวันเรื่องที่กำลังใส่ความตน ชิระคิดว่านางคงไม่ได้ทำถึงได้มีท่าทีปฏิเสธขนาดนี้

“ไม่ใช่พวกเจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด มีแต่พวกเจ้าที่วัน ๆ เอาแต่เกียจคร้านจ้องแต่จะกิน งานการไม่หยิบจับ มานี่ข้าจะตีสั่งสอนให้รู้ความ!”

หญิงชรายังคงไม่ยอมเลิกรา หากยังไม่ได้คนทำผิดนางก็จะกล่าวโทษสองแม่ลูกคู่นี้

“ท่านแม่อย่าตีบุตรและภรรยาข้าขอรับ ข้าจะไปซื้อมาคืนท่านเอง”

ชายที่ดูมีอายุคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาห้ามเหตุการณ์การทะเลาะของพวกเขา อีกฝ่ายกอดเอวมารดาตนเองเอาไว้ไม่ให้ทำร้ายภรรยาและบุตรของตนเอง แม้ว่าตนเองจะถูกทุบตีเพียงใดก็ตาม

“เจ้ามีเงินงั้นรึ!”

หญิงชราตวาดขึ้นแล้วถลึงตาใส่บุตรชายคนโตของตนเอง หรือว่าบุตรของนางแอบซ่อนเงินไว้กับตนเองโดยที่ไม่บอกนาง

“เอ่อคือ…”

ชายคนดังกล่าวทำสีหน้าอ้ำอึ้ง เขาไม่มีเงินเพราะเงินที่ได้มาก็มอบให้กับมารดาหมดแล้ว เขาได้แต่ส่ายศีรษะอย่างยอมจำนน

“พวกท่านไม่ต้องเถียงกัน ใครขโมยขนมไปผม…ข้ารู้แล้วดูปากนางสิเปื้อนคราบขนมอยู่”

ชิระมองไปยังรอบตัวแล้วสังเกตเห็นคนผู้หนึ่งกำลังยืนหัวเราะอยู่ข้างเสาเรือน เขามองขึ้นไปบนริมฝีปากอีกฝ่ายคล้ายกับกำลังเปื้อนคราบขนมจึงได้กล่าวขึ้น กำลังหาคนแอบกินขนมอยู่ไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ต้องเป็นคนผู้นั้นนั่นแหละ

“หน็อยแน่สะใภ้สาม เป็นเจ้าเองหรอกรึที่กล้าขโมยขนมของข้า!”

หญิงชรามองไปตามคำพูดของชิระก็เห็นคราบขนมอย่างที่ว่าจริง ๆ นางหยิบเอาสิ่งของที่วางอยู่ใกล้ที่สุดจากนั้นปาไปทางหญิงคนนั้นด้วยความโมโห ขนมของนางยังจะกล้ากินเจ้าตัวตะกละนี่!

“ท ท่านแม่ข้าหยิบมาแค่ชิ้นเดียวเอง ท่านแม่ข้าผิดไปแล้วอย่าตีข้า โอ้ย!”

หญิงคนดังกล่าวกำลังคิดจะแก้ตัวให้ตนเอง แต่นางไม่ทันมือมารดาผู้เป็นสามี ทั้งสองจึงวิ่งไล่กันไปมาทั่วบริเวณลานบ้าน คนหนึ่งร้องโอดโอยส่วนอีกคนตะโกนด่า

เรื่องที่เกิดขึ้นทำเอาชิระปวดหัวเป็นอย่างมาก เขาจึงบอกกับหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าว่าตนเองไม่สบาย ต้องการนอนพักสักหน่อย นางพยักหน้ายิ้มให้เขา เขาจึงเดินกลับเข้าไปในห้องเดิม แต่แล้วบนเตียงกลับมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางเอาไว้

มือบางจึงเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาเปิดดู ด้านในมีข้อความเขียนเอาไว้เป็นภาษาไทยความว่า

'นี่คือโชคชะตาของเจ้าจงรับมันเอาไว้เสีย’

พร้อมกับบอกข้อมูลของเขาในโลกใบนี้เอาไว้ ทำเอาเขาอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงได้อ่านข้อความที่เขียนเอาไว้ในกระดาษอย่างละเอียด

เขามีนามว่าเหลียนจื่อชิง เป็นบุตรคนรองของเหลียนอี้เจินที่มีเพศสภาพเป็นเกอหรือก็คือเขามีรูปร่างเป็นชายแต่กลับสามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนสตรี อายุสิบเจ็ดย่างเข้าสิบแปดปี บิดาของเขามีนามว่าเหลียนอี้เจินเป็นบุตรชายคนโตของเหลียนอี้ฝูหรือก็คือตอนนี้กลายเป็นท่านปู่ของเขา

ท่านปู่ของเขามีบุตรทั้งหมดสี่คน เป็นบุตรชายสามคนและบุตรสาวหนึ่งคน บิดาของเขาคือบุตรชายคนโต บุตรชายคนรองมีนามว่าเหลียนอี้หลง บุตรชายคนที่สามมีนามว่าเหลียนอี้กง บุตรสาวคนสุดท้องมีนามว่าเหลียนฮวา พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในเรือนคนละหลัง แต่ต้องมาร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยกันทุกมื้อ เพราะพวกเขาไม่ได้แยกบ้านออกไป

บุตรชายทุกคนของท่านปู่มีภรรยาและบุตรกันหมดแล้ว เหลือเพียงบุตรสาวคนเล็กที่มีอายุไล่เลี่ยกันกับเขายังไม่ได้ออกเรือน เขามีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมดสามคน ก็คือเหลียนจื่อเหลียงเป็นพี่ชาย และเหลียนจื่อเสี่ยงเป็นน้องชาย

ส่วนลูกพี่ลูกน้องเขามีด้วยกันทั้งหมดสามคน เหลียนอี้หลงน้องชายคนรองของบิดามีบุตรสาวหนึ่งคนนามว่าเหลียนหนิงเซียน และน้องชายคนที่สามมีบุตรชายนามว่าเหลียนจื่อจิ้งและบุตรสาวนามว่าเหลียนหนิงเหมยอย่างละหนึ่งคน

พอชิระย่อยข้อมูลได้คร่าว ๆ แล้ว เขาก็นึกไปถึงเด็กชายตัวน้อยที่เข้ามาปลุกเขาในตอนเช้า ที่แท้ก็เป็นน้องชายของเขานี่เอง ชื่อของเขาจะว่าไปก็บังเอิญมาก เพราะเขามีชื่อภาษาจีนชื่อเดียวกันก็คือจื่อชิง แต่เพียงคนละแซ่เท่านั้นเอง โชคชะตากำลังเล่นตลกกับเขาหรือ แม้เขาจะอยากเกิดมาเป็นคนที่มีเพศอย่างตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่ในยุคสมัยที่ล้าหลังแบบนี้ โลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตช่างโหดร้ายที่สุด!!!

ตอนที่ 2 ข้าวชามเดียวเสี่ยงเอ๋อร์จะกินอิ่มได้อย่างไร

ร่างบางล้มตัวลงนอนอีกครั้งด้วยสภาพหมดแรง พอเขาวางกระดาษแผ่นนั้นกลับลงไปในลิ้นชักข้างเตียง มันกลับหายไปเสียแล้ว เหลือเพียงลิ้นชักที่ว่างเปล่าตอกย้ำว่าเขาไม่ได้กำลังฝันอยู่ คนที่เขาพบมาเมื่อครู่คงจะเป็นแม่และพ่อของเขา

คนที่ด่าเขาตั้งแต่ออกมาจากห้อง คงจะเป็นท่านย่าของเขา มองไปรอบ ๆ ตัวก็พอเดาออกว่าบ้านนี้คงจะมีฐานะอัตคัดขัดสน ขนาดขนมชิ้นเดียวยังสร้างเรื่องได้ใหญ่โตขนาดนี้ ในโลกเก่าแม้เขาจะไม่ชอบที่ถูกครอบครัวกีดกันเรื่องเพศสภาพ แต่ฐานะของเขาก็ไม่นับว่ายากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้

อีกอย่างที่เขาชอบก็คือการได้เปิดร้านขายข้าวมันไก่ของตนในทุก ๆ วัน มีลูกค้าประจำให้พูดคุยกันให้หายเหงา มีลูกน้องในร้านที่ต้องดูแลหลายชีวิต มาตอนนี้เขากลับได้เริ่มใหม่จากศูนย์ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

ร่างบางลุกขึ้นมานั่งขอบเตียงให้เท้าสัมผัสพื้น พลางหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้าเพื่อสงบสติอารมณ์ แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ใช่คนที่ท้อแท้ง่ายขนาดนั้น เมื่อครู่ล้มไปบ้างแต่เพียงครู่เดียวก็กลับลุกขึ้นมาได้แล้ว เขามองไปทางประตูด้านหน้าด้วยสายตาอันมุ่งมั่นจากนั้นก็ตัดสินใจเดินออกไปทันที

“เอาว่ะ จะชิระหรือจื่อชิงก็คือคนเดียวกันใช้ชีวิตแบบไหนมันก็คือชีวิต!”

เสียงหวานพูดให้กำลังใจตนเองอยู่หน้าห้องนอน เขากวาดสายตามองบริเวณโดยรอบอย่างสำรวจแล้วได้แต่ถอนหายใจ นี่จะจนเกินไปหน่อยหรือไม่ แม้แต่เสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ยังมีส่วนที่ขาด

“เป็นอย่างไรบ้างชิงเอ๋อร์ยังปวดหัวอยู่หรือไม่ นี่ข้าวต้มแม่ต้มมาให้เจ้า”

หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเปิดประตูเดินเข้ามา นางก็คือจางลี่มารดาของจื่อชิงนั่นเอง นางถือถ้วยข้าวต้มชามหนึ่งไว้ในมือ ส่วนอีกมือยื่นไปอังหน้าผากของบุตรชาย

“เอ่อ…ข้าไม่เป็นไรแล้วขอรับ”

จื่อชิงตอบหญิงตรงหน้าด้วยความประหม่า นางก็คือแม่ของเขาในโลกนี้ มองดูแล้วเป็นคนใจดีเป็นอย่างมาก อย่างน้อยในโลกนี้เขาก็ยังมีครอบครัวไม่ได้โดดเดี่ยว โชคชะตาไม่ได้ใจร้ายกับเขาถึงเพียงนั้นสินะ

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วมากินข้าวกันเถิด”

จางลี่ยกยิ้มให้บุตรชายแล้วจูงมือพาไปนั่งโต๊ะที่วางเอาไว้หน้าบ้าน มือเรียวที่มีริ้วรอยหยาบกร้านจากการทำงานหนัก ยกช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มในชาม นำมันขึ้นมาเป่าให้หายร้อนแล้วยื่นมาจ่อปากบุตรชาย

“ข้ากินเองขอรับ”

จื่อชิงทำตัวไม่ถูกจึงรีบแย่งช้อนจากนางมาแล้วนำมันเข้าปาก เขาโตจนป่านนี้แล้วยังต้องให้มารดามาป้อนข้าวอีก ก็รู้สึกอายอยู่บ้าง

“ลูกอย่าถือสาท่านย่าเลยนะ นางแค่อารมณ์ไม่ดีก็เท่านั้น นานครั้งอารองของเจ้าจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ซื้อของมาฝากนางก็ต้องหวงเป็นธรรมดา”

เห็นบุตรชายทำหน้าทุกข์ใจ นางจึงเข้าใจว่าบุตรคงจะคิดน้อยใจท่านย่าดังเช่นทุกครั้ง นางได้แต่เอ่ยปลอบเจ้าตัวเพราะไม่สามารถทำสิ่งใดได้มากกว่านี้แล้ว

“ท่านแม่ทานมาหรือยังขอรับ”

จื่อชิงมองท่านแม่ของตนที่เอาแต่มองเขากินข้าวต้มด้วยรอยยิ้มแล้วถามขึ้น ร่างกายของนางเหมือนเป็นคนที่ไม่ได้รับสารอาหารมากกว่าเขาเสียอีก

“แม่กินแล้วเจ้ากินเถิด พ่อเจ้าถึงขั้นขอร้องท่านย่าเพื่อขอไข่นางมาหนึ่งฟองเชียวเมื่อรู้ว่าเจ้าไม่สบาย”

จางลี่ตอบบุตรชายด้วยรอยยิ้ม นางทานพร้อมกับคนอื่นแล้วจริง ๆ เพียงแต่ของที่ทานมีแต่ข้าวกับผัก ไม่ได้มีเนื้อสัตว์หรือไข่อันใด นางขอร้องให้สามีไปขอไข่ไก่จากผู้เป็นมารดา กว่าจะได้ฟองนี้มาสามีนางถูกบ่นจนหูชา แต่ไม่เป็นไรพวกเขาทั้งสองทนได้เพื่อลูก

“แล้วท่านพ่อไปไหนขอรับ”

จื่อชิงเป็นคนช่างสงสัย เขาอยากรู้ว่าครอบครัวนี่ทำอะไรกันบ้าง หาเงินยังไงเหตุใดถึงได้จนเช่นนี้

“ไปขุดถั่วลิสงกับท่านปู่และพี่ชายเจ้า แม่เองก็กำลังจะไปช่วยพอดี ชิงเอ๋อร์กินเสร็จแล้วก็เข้าไปพักเถิด”

จางลี่ได้แต่คิดว่าเหตุใดวันนี้บุตรชายนางถึงได้พูดเยอะกว่าปกติ แต่นางก็ยังตอบคำถามเจ้าตัวด้วยรอยยิ้ม ปกติยามนี้นางเองก็ต้องไปช่วยงานคนอื่นที่สวน ที่บ้านจะมีเพียงบ้านรองและบุตรสาวคนเล็กของท่านย่าเท่านั้นที่จะอยู่เรือน

“แล้วจื่อเสี่ยงล่ะขอรับอยู่ที่ใด”

เขายังคงถามถึงเด็กชายที่มาปลุกตนในตอนแรก เขาอยากออกไปเดินรอบหมู่บ้านโดยมีเด็กชายไปด้วย

“เสี่ยงเอ๋อร์ไปเล่นกับสหายในหมู่บ้าน อีกพักใหญ่คงจะกลับ แม่ฝากเจ้าดูน้องด้วยเล่า อย่าให้ไปเล่นซุกซนใกล้แม่น้ำ”

พอนึกไปถึงบุตรคนเล็กนางจึงไม่ลืมฝากฝังให้บุตรชายคนรองช่วยดูแล อย่างไรเสียชิงเอ๋อร์ของนางก็โตพอที่จะดูแลน้องได้แล้ว ปล่อยพวกเขาทั้งสองเอาไว้ที่เรือนนางก็ยังสบายใจ

“ได้ขอรับ”

จื่อชิงรับปากผู้เป็นมารดาพร้อมกับข้าวต้มในชามที่หมดพอดี แม้จะจืดชืดไปบ้างแต่ก็พอกินได้ เขายื่นชามกลับให้มารดา แล้วเดินออกไปทางหมู่บ้านเพื่อตามหาน้องชายและสำรวจโดยรอบ

ร่างบางเดินทอดน่องไปตามทางเดินของหมู่บ้าน ใช้สายตากวาดมองและใช้สมองนึกคิด เขาเคยเป็นพ่อค้า พอมายังโลกนี้ก็ยังคิดอยากทำการค้า แต่ดูจากสภาพบ้านเรือนของคนในหมู่บ้านแล้ว ยังไม่เป็นที่เอื้ออำนวยในการทำธุรกิจ ชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนเป็นเกษตรกร ตั้งแต่ที่เขาเดินมาบ้านเกือบทุกหลังล้วนเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ ไม่มีร้านขายอาหารแม้แต่ร้านเดียว พวกชาวบ้านคงจะนิยมทำอาหารกินกันเองในครอบครัว

“อ้าวเหลียนจื่อชิงหรอกรึ แล้วนี่จะไปที่ใดเล่า ไม่ไปช่วยที่บ้านขุดถั่วหรือ”

หญิงที่ดูมีอายุคนหนึ่งกล่าวทักทายร่างบางระหว่างที่เดินสวนทางกัน ด้านหลังนางมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนหลบอยู่หลังของนาง มองดูแล้วคงจะเป็นบุตรชายของนาง

“ข้ามาตามหาน้องชายน่ะขอรับ ท่านป้าเห็นจื่อเสี่ยงบ้างหรือไม่”

จื่อชิงมองสำรวจทั้งสองครู่หนึ่งแล้วจึงได้ตอบ หมู่บ้านนี้ไม่ได้ใหญ่นักคนในหมู่บ้านคงจะรู้จักกันหมด ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนักที่ทั้งสองจะรู้จักเขา เพียงแต่เป็นเขาที่ไม่รู้จักทั้งสองคนเสียมากกว่า

“ข้าเห็นพวกเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอยู่ด้านนู้นเจ้าลองไปดูสิ งั้นข้าและบุตรชายไปก่อนนะ ที่สวนยังมีถั่วที่ต้องขุดอีกมาก”

หญิงคนนั้นชี้ไปทางลานกลางหมู่บ้าน เสร็จแล้วขอตัวเดินจากไป มีเพียงชายหนุ่มที่เดินตามอยู่ด้านหลังของนาง เอาแต่แอบมองเขาไม่หยุด พอเขาหันไปมองตอบเจ้าตัวก็เอาแต่หลบคงจะเป็นพวกขี้อายกระมัง

“ขอบคุณขอรับ”

กล่าวขอบคุณทั้งสองเสร็จจื่อชิงก็เดินไปตามทางที่นางบอกทันที เขาเองก็อยากไปดูที่บ้านขุดถั่ว เลยต้องพาน้องชายไปด้วย เพราะไม่อยากทิ้งเจ้าตัวเอาไว้ที่บ้านคนเดียว

“จื่อเสี่ยงกลับบ้านได้แล้ว!”

จื่อชิงตะโกนเรียกน้องชายตนเอง ตอนนี้เจ้าตัวกำลังเล่นซ่อนแอบกับสหายวัยเดียวกัน เขาไม่ได้อยากขัดความสุขเจ้าตัวเลยนะ เพียงแต่ต้องทำตามคำสั่งมารดาก็เท่านั้น

“พี่รองเหตุใดวันนี้ถึงมาเร็วนักล่ะขอรับ”

เด็กชายรีบวิ่งมาหาพี่ชายทันทีที่ได้ยินเสียง ปกติแล้วพี่รองจะมาตามเขายามอู่ (11.00 - 12.59) เพื่อไปทานข้าวกลางวัน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลยพี่ชายเขากลับมาตามตัวเสียแล้ว

“อ่อ พอดีว่าพี่อยากไปดูที่สวนสักหน่อย เจ้าพาพี่ไปได้หรือไม่”

จื่อชิงไม่ทราบว่าชีวิตตนเองก่อนหน้านี้ถูกชะตาลิขิตเอาไว้อย่างไร เพียงแต่ตอนนี้เขาเป็นตัวของตนเองแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทำตามแบบแผนเดิม

“ได้สิขอรับ ข้าเองก็อยากจะไปช่วยท่านพ่อขุดถั่ว!”

พอได้ยินว่าจะไปสวน เด็กชายก็พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น เขาเห็นพี่ใหญ่ของตนเองเป็นแบบอย่างในการตั้งใจขยันทำงาน เพื่อที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของบิดามารดา

“จื่อเสี่ยงปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้วหรือ”

เห็นเด็กชายดูตื่นเต้นดีใจจื่อชิงจึงถามขึ้น น้องชายเขาตัวเล็กเท่าเอวเขาเท่านั้น แต่มีความคิดอยากไปช่วยงานบิดา หากเป็นเขาตอนนี้คงยังกำลังเรียนประถมศึกษาอยู่งานที่บ้านเองพ่อเขาในโลกก่อนก็ยังไม่ให้ช่วยเหลืออันใดมากนัก

“แปดขวบแล้วขอรับ!”

เสียงใสตอบผู้เป็นพี่ชายพลางทำท่าทางยืดอกขึ้นอย่างภูมิใจ เด็กชายนับวันรอที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และจะได้แต่งงานมีครอบครัวเอาไว้แล้ว

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้ตัวเล็กนัก หรือว่าจะขาดสารอาหาร?”

จื่อชิงมองน้องชายตนเองด้วยสีหน้าแปลกใจ เขาเลิกคิ้วขึ้นมองสำรวจเจ้าตัว พลางนึกไปถึงเด็กที่อายุแปดขวบควรตัวสูงกว่านี้ไม่ใช่หรือ หากได้รับสารอาหารเพียงพอเด็กตรงหน้าจะต้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นแน่

“ท่านย่าบอกว่าข้าไม่ควรกินเยอะเดี๋ยวจะอ้วน ทุกวันจึงได้กินข้าวแค่วันละชามเองขอรับ”

พอได้ยินดังนั้นเด็กชายก็ทำหน้ามุ่ยออกมาทันที เวลากินข้าวท่านย่ามักจะกล่าวตำหนิว่าเขากินเยอะ นางกลัวว่าเขาจะกินจนหมดไม่เหลือให้ผู้อื่นจึงได้กำหนดปริมาณเอาไว้

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ! แล้วท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ว่าอันใดเลยหรือ”

พอได้ยินดังนั้นจื่อชิงก็กล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล แม้แต่ข้าวก็ยังหวงหรือ เขานึกว่าจะหวงแต่ขนมเสียอีก

“ท่านพ่อไม่ว่าอะไรแต่มักแอบนำอาหารของตนเองมาให้ข้าขอรับ ส่วนท่านแม่มักแอบเก็บอาหารไว้ให้ข้า”

เด็กชายรีบกล่าวแก้ต่างให้บิดามารดาของตนเอง ท่านพ่อท่านแม่เองก็พยายามทำเพื่อเขาที่สุดแล้ว แต่ไอ้ท้องไม่รักดีของเขามันอิ่มได้ยากเสียเหลือเกิน แม้อาหารจะมีแค่ผักแต่เขาก็กินมันอย่างเอร็ดอร่อย

“ต่อไปเสี่ยงเอ๋อร์ของข้าอยากกินเท่าใดก็กินเถิด ข้าจะทำให้เจ้าได้กินอิ่มเอง!”

มือบางยกขึ้นไปลูบศีรษะของเด็กชาย เขาตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่า ต่อไปครอบครัวเขาจะต้องดีขึ้นกว่านี้ ไม่ต้องกินแค่โจ๊กใส่ไข่ฟองเดียวอีกต่อไป!

ตอนที่ 3 แป้งย่างใส่ไข่

จื่อชิงและน้องชายเดินเท้ามาจนถึงที่นาของครอบครัวในยามอู่ (11.00 – 12.59) พอดี ท่านพ่อและท่านปู่ของเขากำลังถอนต้นถั่วขึ้นมาวางเอาไว้บนหน้าดิน ส่วนท่านแม่และอาสามกำลังช่วยกันเด็ดเมล็ดถั่วออกจากต้นใส่ในตะกร้า เขาได้แต่นึกแปลกใจ เขาจำได้คนในบ้านมีมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมีแต่บิดาและมารดาของเขาที่ต้องทำงานหนัก เมื่อวานนี้ท่านย่าด่ากราดครอบครัวเขาเอาไว้แท้ ๆ เห็นได้ชัดว่านางรักลูกไม่เท่ากัน

“ท่านแม่เสี่ยงเอ๋อร์ช่วยขอรับ!”

เด็กชายรีบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นมารดา เจ้าตัวมองว่างานที่มารดาทำดูน่าสนุก มือเล็กหยิบต้นถั่วขึ้นมาตามมารดาใช้สายตามองอาสามเด็ดเมล็ดถั่วออกจากรากของต้นอย่างช้า ๆ แล้วจึงทำตาม

“ท่านแม่คนอื่นไปที่ใดหมดหรือ”

จื่อชิงเดินเข้าไปหามารดาแล้วถามขึ้น เขายังรู้สึกเคืองท่านย่าเรื่องเมื่อเช้าไม่หาย ที่หาว่าครอบครัวเขาเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว แต่พอสายมากลับใช้งานแต่ครอบครัวของเขา ดูสิมากันซะหมดเลย

“ใครหรือ? เมื่อเช้าก็มากันเท่านี้ท่านย่าของเจ้าคงจะทำอาหารรอเอามาส่ง ส่วนอารองของเจ้าทบทวนตำราอยู่ที่เรือนของตนเอง อาเล็กของเจ้าท่านย่าไม่เคยให้นางทำงานสวน ส่วนอาสะใภ้สามนางกลับเรือนไปเข้าส้วมยังไม่กลับมาปกติก็มีกันแค่นี้”

จางลี่ตอบอย่างกับว่ามันคือเรื่องปกติ ในความคิดของนางนี่ก็คือปกติ คนในบ้านที่ต้องมาทำงานมีเพียงเท่านี้ ท่านปู่หวังให้บุตรชายคนรองได้เป็นขุนนาง จึงไม่ให้เขามาช่วยงานในสวนมากนัก รวมไปถึงสะใภ้รองที่มาจากตระกูลมั่งมีในตำบล นางไม่เคยทำงานเช่นนี้จึงให้อยู่เรือนช่วยท่านย่าทำอาหาร ส่วนน้องสะใภ้สามนางมักท้องเสียอยู่บ่อยครั้งจึงต้องกลับไปเข้าส้วมที่บ้านบ่อยครั้ง

“นี่ก็ยามอู่แล้วพวกท่านได้กินอะไรบ้างหรือยังขอรับ”

หันไปมองตะวันที่กำลังตรงศีรษะแต่ครอบครัวเขาก็ยังทำงานจึงถามขึ้นอย่างเป็นห่วง เมื่อครู่ตอนเดินผ่านที่บ้านมา ได้กลิ่นแป้งย่างใส่ไข่ด้วย ท่านย่ากำลังเตรียมอาหารมาให้คนที่กำลังทำงานอยู่ใช่หรือไม่

“รอท่านย่าของเจ้ามาส่งข้าวอยู่น่ะ นั่นปะไรพูดถึงก็มาพอดี ไปพวกเราไปกินข้าวกันเถิด”

ท่านปู่ของเขาเดินเข้ามาแล้วกล่าวตอบ เจ้าตัวพึ่งจะถอนต้นถั่วเสร็จไปอีกหนึ่งแถว จึงได้เดินเอามาให้พวกเขาเอาเมล็ดออก พอสายตาเหลือบไปเห็นผู้เป็นภรรยาเดินมา จึงยกยิ้มขึ้นเพราะทำงานเหนื่อยตอนนี้กำลังหิวได้ที่เลยทีเดียว

“ตัวขี้เกียจอย่างพวกเจ้าสองคนก็อยู่ตรงนี้รึ ข้าไม่ได้เตรียมอาหารมาเผื่อหรอกนะ อาหารมีไว้สำหรับคนที่ทำงานเท่านั้น เอ้าตาแก่มากินข้าว”

ย่าซูหนี่วางตะกร้าไว้บนพื้น แล้วนำอาหารที่นางเตรียมมา ออกมาวางไว้บนขอนไม้ที่ถูกจัดเอาไว้เป็นโต๊ะสำหรับทานข้าว สายตานางเหลือบไปเห็นจื่อชิงและน้องชาย จึงรีบกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ นางยังโกรธบุตรชายเรื่องขอไข่ไก่ของนางเมื่อเช้าอยู่ จึงพูดจาอย่างประชดประชัน

“อ้าว ไม่ใช่แป้งย่างใส่ไข่หรอกหรือท่านย่า ตอนเดินผ่านเรือนข้าได้กลิ่นแป้งย่างใส่ไข่นะขอรับ”

จื่อชิงมองอาหารในตะกร้าด้วยสายตาคาดหวัง เมื่อเช้าเขากินเพียงโจ๊กไปชามเดียวจึงรู้สึกหิวขึ้นมา ในใจหวังว่าจะได้กินอะไรดี ๆ แต่พอตะกร้าเปิดออก กลับมีแต่ชามข้าวและผักลวกกับเครื่องเคียงเล็กน้อยเท่านั้น กินแค่นี้จะไปอิ่มอะไร

“พูดอะไรของเจ้า เมื่อเช้าพึ่งจะให้ไข่ตัวขี้เกียจอย่างเจ้าไปตั้งหนึ่งฟอง ตอนเที่ยงยังคิดจะกินอีกจะล้างผลาญครอบครัวไปถึงเมื่อใดกัน”

พอได้ยินดังนั้นย่าซูหนี่ก็พูดขึ้นอย่างเดือดดาล นางมองหลานคนนี้เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ไม่ควรให้กินของดีอะไร อีกอย่างเรื่องแป้งย่างใส่ไข่นางทำมันจริง ๆ แต่ต้องเก็บเป็นความลับไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ เพราะนางให้คนที่บ้านกินจนหมดแล้ว บุตรชายคนรองของนางกำลังตั้งใจอ่านตำรา จึงต้องให้กินของดี ๆ บำรุง ส่วนบุตรสาวคนเล็กของนางก็ต้องได้กินของดี ๆ เช่นกัน จะได้มีร่างกายและผิวพรรณที่ดี ส่วนคนที่มาทำงานในไร่ในวันนี้ นางมองว่าไม่เห็นต้องกินของดีอะไร จึงทำเพียงผักลวกกับเครื่องเคียงง่าย ๆ มาเท่านั้น

“ข้าที่เป็นตัวขี้เกียจยังเดินมาถึงที่นี่เพื่อช่วยเด็ดถั่วเชียวนะขอรับ แล้วพวกคนที่อยู่เรือนนับว่าเป็นตัวอะไร”

เมื่อจื่อชิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น เขาว่าเขาได้กลิ่นแป้งย่างใส่ไข่จริง ๆ และอีกอย่างท่านย่าก็เอาแต่ต่อว่าเขา เขาไม่ชอบใจจริง ๆ หากเขาขี้เกียจแล้วพวกคนที่อยู่เรือนไม่ขี้เกียจกว่าหรือ

“นี่เจ้าหาว่าข้าอยู่เรือนเฉย ๆ ไม่ทำสิ่งใดงั้นรึ อาหารพวกนี้มันจะผุดขึ้นมาเองตามพื้นหรืออย่างไร!”

ย่าซูหนี่กล่าวขึ้นอย่างมีโทสะ คนที่อยู่เรือนในตอนนี้ต่างก็จะเป็นที่พึ่งให้นางและครอบครัวในอนาคต เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ช่างปากร้ายนัก กล้ามากล่าวว่าบุตรชายและบุตรสาวของนาง

“ก็มีแต่ผักลวกเองไม่ใช่รึมีสิ่งใดให้ยุ่งยากกัน”

จื่อชิงมีหรือที่จะยอม เขาบ่นออกไปพร้อมกับมองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาผิดหวัง รู้สึกคิดถึงข้าวมันไก่ร้านของตนเสียจริง อย่างน้อยก็มีเนื้อให้กินอิ่มท้องกว่านี้

“หน็อยไอ้ตัวขี้เกียจ! แม่เจ้าสั่งสอนอย่างไรถึงได้มาเถียงข้าฉอด ๆ เช่นนี้ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ”

มือที่เริ่มเหี่ยวย่นชี้ไปทางร่างบางแล้วด่ากราด นางหันไปตำหนิบุตรชายคนโตและสะใภ้ของตนที่เอาแต่นั่งนิ่งให้บุตรตนเอง เถียงย่าอย่างนางฉอด ๆ ด้วยความโมโห

“เอาเถิด ๆ อย่าเถียงกันเลยกินข้าวได้แล้ว”

เหลียนอี้ฝูผู้เป็นปู่รีบเอ่ยห้ามศึกระหว่างย่าหลาน เขาถอนหายใจออกอย่างเหนื่อยใจ ทำงานมาก็เหนื่อยอยู่แล้วยังต้องมาฟังถ้อยคำที่ไม่เป็นมงคลพวกนี้อีก

“อาสะใภ้สามกลับมาแล้วหรือ เหตุใดไม่มากินล่ะขอรับ”

จื่อเสี่ยงร้องทักคนที่กำลังเดินเลี่ยงพวกเขาไปทางถั่วที่กองเอาไว้นอกหลังคาเพิงพักที่พวกเขานั่งอยู่ในตอนนี้ เด็กชายเห็นอาสะใภ้สามเดินมาอย่างเงียบเชียบจึงรู้สึกเป็นห่วง กลัวว่าจะยังไม่ได้กินข้าว เพราะอาหารที่นำมาพร่องไปเกินครึ่งแล้ว

“ข้ากินมาแล้วพวกเจ้าตามสบายเถิด”

คนถูกเรียกสะดุ้งโหยงทันที ซินเจียงนางรีบซ่อนสิ่งที่ถือมาเอาไว้ด้านหลังแล้วเอ่ยตอบ พอทุกคนจ้องมาที่นางเหงื่อบนใบหน้าของนางก็เริ่มแตกพลั่ก คล้ายกับคนที่กำลังมีความลับแล้วกลัวถูกจับได้อย่างไรอย่างนั้น

“ท่านกินสิ่งใดมาหรือ”

จื่อชิงถามขึ้นเมื่อเห็นริมฝีปากของอาสะใภ้สามมีคราบความมันหลงเหลืออยู่ ต้องไม่ใช่ผักจืดชืดที่เขากำลังกินอยู่เป็นแน่

“แป้งย่าง….กินข ข้าว”

ซินเจียงกำลังจะตอบไปตามความจริง แต่เมื่อนางหันไปมองหน้าแม่สามี ที่กำลังจ้องนางด้วยสายตาอาฆาต นางจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที

“อาสะใภ้สามท่านซ่อนอะไรเอาไว้ที่ด้านหลังหรือขอรับ”

จื่อเสี่ยงเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย เด็กชายเป็นเด็กช่างสังเกต เมื่อครู่ทันได้เห็นตอนที่อาสะใภ้สามซ่อนของพอดี จึงถามขึ้นตามประสาเด็ก เพียงแต่คำถามนี้กลับทำให้ผู้ถูกถามถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“เปล่า ม ไม่มี”

ซินเจียงรีบปฏิเสธจนเผลอนำมือที่ซ่อนเอาไว้อยู่ด้านหลัง ยกขึ้นมาโบกไปมาเพื่อกล่าวปฏิเสธ แต่นั่นกลับทำให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่นางซ่อนเอาไว้คือสิ่งใด

“นั่นมันแป้งย่างแถมยังใส่ไข่ด้วย! ท่านย่าไหนบอกว่าไม่ได้ทำแป้งย่างใส่ไข่อย่างไรล่ะขอรับ”

จื่อชิงพูดโผงขึ้นเสียงดังเขามองไม่ผิดแน่ ยิ่งเห็นว่าเขาเดาได้ถูกต้องก็ตอนที่อาสะใภ้รีบนำแป้งย่างแผ่นนั้นเข้าไปในปากตนเองรวดเดียวจนหมด เมื่อครู่ที่ซ่อนเอาไว้คงกลัวว่าผู้อื่นจะแย่งเป็นแน่

“ข ข้าทำเพียงหกอันเท่านั้นให้คนที่บ้านกินก็หมดแล้ว”

พอถูกผู้เป็นสามีจับจ้องมาด้วยสายตาโกรธเคือง ย่าซูหนี่จึงรีบกล่าวแก้ต่างให้ตนเอง นางรีบหันไปถลึงตาใส่สะใภ้ของบุตรตนด้วยความโกรธ นางกำชับเอาไว้แล้วแท้ ๆ ว่าอย่าให้ใครรู้ว่านางทำแป้งย่างใส่ไข่ ถึงได้แบ่งชิ้นนั้นให้อีกฝ่ายเพื่อปิดปากเอาไว้

“แล้วคนที่ทำงานเหนื่อยอยู่ที่นี่ไม่ควรได้กินเช่นนั้นหรือขอรับ”

จื่อชิงถามขึ้นอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าท่านย่าไม่ยุติธรรม คนที่นี่ทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่นางกลับทำของดี ๆ ให้แต่คนที่อยู่บ้านเฉย ๆ กินงั้นหรือ

“ตัวขี้เกียจเช่นพวกเจ้าข้าจะทำให้ทำไม”

ย่าซูหนี่หันไปตอบหลานตนอย่างลืมตัว ทำให้เหลียนอี้ฝูไม่พอใจเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายวางตะเกียบในมือของตนเองลงบนถ้วยเสียงดัง แล้วใช้สายตาของตนเองตวัดมองผู้เป็นภรรยา นี่นางหาว่าคนที่ทำงานอยู่ที่นี่คือตัวขี้เกียจเช่นนั้นหรือ

“เย็นนี้พวกเราจะได้กินแป้งย่างใส่ไข่กันทุกคน!”

เหลียนอี้ฝูกล่าวขึ้นเสียงเข้ม เขาเป็นคนที่ต้องเที่ยงตรงกับคนในบ้าน แค่แป้งย่างใส่ไข่จะมาทำให้ความขัดแย้งในครอบครัวเพิ่มขึ้นไม่ได้ เขาไม่อยากให้บุตรชายทั้งสองของตนต้องมาน้อยใจเพราะเรื่องแค่นี้

“จะได้อย่างไรทำให้ทุกคนกินต้องใช้ไข่เท่าใดกัน”

ย่าซูหนี่รีบปฏิเสธแต่ก็ต้องกลืนคำพูดของตนเองลงไป เมื่อสามีของนางยื่นคำขาดออกมา นางสะบัดสีหน้าใส่ผู้เป็นสามีอย่างขัดใจ จะเสียของไปโดยใช่เหตุทำไมกัน มีข้าวให้กินก็ดีเท่าใดแล้วยังจะอยากกินแป้งย่างใส่ไข่อีกสิ้นเปลืองนัก! สามีนางคิดว่าตนเองร่ำรวยมากหรืออย่างไร

“หากต้องใช้ไข่ทั้งเล้าก็ต้องทำ!”

เหลียนอี้ฝูกล่าวขึ้นอย่างเหลืออดในเมื่อทุกคนรู้ว่าคนที่บ้านได้กินแป้งย่างใส่ไข่ เช่นนั้นทุกคนก็ควรจะได้กินมัน แม้แต่ผู้นำครอบครัวอย่างเขานางยังคิดจะตระหนี่ด้วยเช่นนั้นหรือ

และในเย็นวันนั้นทุกคนในบ้านก็ได้กินแป้งย่างใส่ไข่กันอย่างอิ่มหนำสำราญ แม้จะไม่ใช่อาหารดีเลิศอะไรแต่จื่อชิงก็ดีใจมากที่ได้กินแป้งย่างมากกว่าผักต้ม หนึ่งวันของการเริ่มต้นใหม่ของเขา ช่างผ่านไปได้ยากเสียเหลือเกิน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...