โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอย คลองด่าน ผ่าน 4 คีย์แมน จากวันแรกถึงวันรัฐต้องจ่ายเอกชน 9.6 พันล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มี.ค. 2565 เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 13.13 น.
ภาพจากกรมประชาสัมพันธ์

ย้อนรอยคดี “คลองด่าน” ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ผ่าน 4 คีย์แมน “สุวัจน์ – วัฒนา – ประพัฒน์ – ประยุทธ์” หลังศาลปกครองสูงสุดยกคำร้องคลัง-กรมควบคุมมลพิษ มีผลให้รัฐต้องจ่ายค่าโง่ 9.6 พันล้านตามเดิม 

วันที่ 7 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับศาลปกครองชั้นต้น ยกคำร้องของกระทรวงการคลังและกรมควบคุมมลพิษ กรณีขอรื้อฟื้นคดีค่าโง่โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งศาลให้เหตุผบว่าพยานหลักฐานที่ยื่นเข้ามา ล้วนเป็นพยานหลักฐานเก่าที่มีอยู่แล้วทั้งนั้น ไม่เป็นเหตุให้พิจารณาคดีใหม่

ทำให้ความภาคภูมิใจที่เคยฉลองเมื่อคราวศาลปกครองชั้นต้นตัดสินไม่ต้องจ่ายค่าโง่ร่วม 9.6 พันล้านบาทเมื่อปี 2561 มลายหายไปหมดสิ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” พาย้อนที่มาของโครงการอภิมหาโปรเจ็กต์นี้

ปฐมบท : สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

โครงการระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย จ.สมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันในโครงการ “คลองด่าน” คาดการณ์มูลค่าโครงการเมื่อศึกษาแล้วเสร็จช่วงทศวรรษ 2530 ที่ 24,000 ล้านบาท บุคคลที่มีบทบาทในการผลักดันโครงการนี้มากที่สุดคือ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ”

รายงานข่าวระบุว่า ในสมัยที่นายสุวัจน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (ปัจจุบันคือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) เมื่อปี 2538 ยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นผู้ที่ผลักดันโครงการนี้ผ่านเข้าเชือกที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2538 ได้เป็นผลสำเร็จ

หลังจากนั้นในปี 2539 มีการจัดคัดเลือกบริษัทผู้รับเหมาโครงการนี้ ซึ่งสุดท้ายเหลือ 2 ราย คือ กลุ่มฮุนไดและกลุ่ม NVPSKG (ประกอบด้วย 5 บริษัท ได้แก่ บจ.นอร์ทเวสท์ วอเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัฐวิสาหกิจจากประเทศอังกฤษ, บจ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง, บจ.ประยูรวิศการช่าง, บจ.สี่แสงการโยธา, บจ.กรุงธนเอนยิเนียร์ และ บจ.เกตเวย์ ดิเวลลอปเมนท์)

กระทั่งท้ายสุดเป็นกลุ่ม NVPSKG ที่ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียวและคว้าชัยในโครงการนี้ได้ในที่สุด จนจดปากกาลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2540

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างการประกวดราคาและการเซ็นสัญญา มีข่าวลือถึงความไม่ชอบมาพากลต่าง ๆ ทั้งการปรับแบบก่อสร้างและงบประมาณ ซึ่งมีการขอกู้กับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และ ADB ปล่อยกู้ให้โครงการนี้เป็นเงินจำนวน 3,440 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ระยะเวลาคืนเงินกู้รวม 25 ปี แต่ภายหลังมีการสั่งหยุดการกู้เงินจาก ADB ในที่สุด

วัฒนา อัศวเหม : คีย์แมนที่ดิน

อีกหนึ่งคีย์แมนสำคัญที่เมื่อพูดถึงโปรเจ็กต์นี้ ก็มักจะมีชื่อนี้ตีคู่เสมอ นั่นคือ “วัฒนา อัศวเหม” อดีตเจ้าพ่อเมืองปากน้ำ ซึ่งในกรณีนี้มีรายงานข่าวว่า บจ.ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้นท์ เข้าไปกว้านซื้อที่ดินของประชาชนที่ถือเอกสารสิทธิ สค.1 และ น.ส. 3 รวมถึงที่ดินบางส่วนของ บจ.มารีน่า อินเตอร์คลับ และ บจ.เหมืองแร่ลานทอง รวมทั้งหมด 1,903 ไร่ 31 ตารางวารวม 17 โฉนด วงเงินรวม 1,956 ล้านบาท ตกไร่ละ 1.028 ล้านบาท

ถือเป็นราคาที่สูงมากจากในยุคนั้นที่ราคาที่ดินย่านนั้นประเมินไว้ที่ 4.8 แสนบาทเท่านั้น ถือเป็นราคาที่ก้าวกระโดดมาก

กล่าวกับ บจ.ปาล์มบีช ก่อตั้งเมื่อวันที่  5 ก.ย. 2531 ซึ่งในช่วงตั้งไข่ปรากฏนาม “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “มนตรี พงษ์พานิช” ร่วมถือหุ้นด้วย โดยในบริษัทมี “สมพร อัศวเหม” น้องชายวัฒนาผู้ล่วงลับถือหุ้นด้วย

ส่วน บจ.เหมืองแร่ลานทอง ปรากฏชื่อ “วัฒนา อัศวเหม” และ “สมพร” น้องชายร่วมถือหุ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนไปมาของที่ดินต่าง ๆ เกิดความน่าฉงนขึ้น และมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า การกว้านซื้อที่ดินดังกล่าวมีการข่มขู่ชาวบ้าน

ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ : นับหนึ่งพิพาท

ต่อมาในยุครัฐบาลไทยรักไทย มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการตรวจสอบความไม่โปร่งใสและการทุจริต, ด้านบริหารสัญญา และด้านความเหมาะสมที่จะเดินหน้าโครงการต่อหรือไม่ ?

ซึ่งบทสรุปมาจบเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2546 เมื่อ “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น มีมติสั่งหยุดการก่อสร้างโครงการนี้ เพราะกิจการร่วมค้า NVPSKG ไม่มีส่วนของผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดน้ำเสียคือ บจ.นอร์ทเวสท์ วอเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล  อาจทำให้สัญญาที่ทำไว้เกิดความเสียเปรียบกับประเทศไทยได้ จึงให้ถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ

จึงมีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้าง เบิกจ่าย และกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมกับให้หาตัวผู้กระทำความผิด จนนำมาสู่ข้อพิพาทระหว่างเอกชนและรัฐบาลในเวลาต่อมา

กระทั่งเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2554 คณะอนุญาโตตุลาการ จึงมีคำชี้ขาดตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 50/2546 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 2/2554 ให้กรมควบคุมมลพิษ ชำระเงินค่าจ้าง ค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ย ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG เป็นวงเงินรวม 9,058 ล้านบาท

แต่รัฐบาลไม่ยอมจ่าย NVPSKG จึงเดินหน้าฟ้องศาลปกครองกลางต่อ และศาลมีคำสั่งให้บังคับคดีตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ต่อมากรมควบคุมมลพิษ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลางให้ศาลปกครองสูงสุด แต่ศาลพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ที่มีคำสั่งให้บังคับคดีตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ประยุทธ์ จันทร์โอชา : รื้อค่าโง่

อย่างไรก็ตาม แม้จะพ่ายแพ้ในคดีทางเพ่ง แต่ต่อมาเมื่อปลายปี 2558 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ลงโทษนายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนางยุวรี อินนา ผอ.กองจัดการคุณภาพน้ำ ฐานสมคบกับเอกชนทุจริต ทำให้ราชการได้รับความเสียหายร้ายแรง โดยให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 20 ปี

จากจุดนี้ ทำให้รัฐบาลยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นช่องทางในการรื้อฟื้นคดี โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สั่งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินชดเชยค่าผิดสัญญาก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่รัฐบาลยังค้างจ่ายอีก 2 งวด เป็นเงินกว่า 4,700 ล้านบาท และ 32 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นเงินรวมประมาณ 5,800 ล้านบาท เพราะสัญญาก่อสร้างโครงการเกิดขึ้นจากการทุจริต

ต่อมาพลเอกประยุทธ์มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2559 ให้กระทรวงการคลังหาทางรื้อฟื้นคดีเพื่อไม่ให้รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่เอกชนร้อง จนนำมาสู่การยื่นศาลปกครองกลางเมื่อปี 2560 ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ให้รัฐจ่ายค่าเสียหาย 9,600 ล้านบาท และประสบชัยชนะเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 ในที่สุด

ก่อนจะมาคดีพลิกอีกรอบในศาลปกครองสูงสุดตามคำพิพากษาที่ระบุในวันนี้ (7 มี.ค. 2565) ถือเป็นการปิดฉากการพยายามที่จะไม่จ่ายค่าโง่ในที่สุด

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...