โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

GPSC บล.ดาโอ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 44.50 บาท ธุรกิจ SPP ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ทันหุ้น

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #GPSC บล.ดาโอ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 44.50 บาท ธุรกิจ SPP ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

บล.ดาโอ : เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)GPSC หลังการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 โดยมองว่าแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง จากธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง และโอกาสเติบโตใหม่จากกลุ่ม Data Center และ Industrial Energy Solutions

ปัจจัยบวกสำคัญประการแรก คือ ธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP ที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในไตรมาส 2/2569 โดยบริษัทคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนราว 40 GWh ขณะที่ความต้องการไอน้ำแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี สะท้อนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม

แม้ลูกค้าบางรายประกาศ Force Majeure แต่ยังคงรับซื้อไฟฟ้าเฉลี่ยราว 60-70% ของปริมาณเดิม ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) และ Margin ยังอยู่ในระดับสูง

ด้านต้นทุนเชื้อเพลิง บริษัทมองว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ยังต้องติดตามทิศทางราคา LNG อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันราคา LNG อยู่ที่ประมาณ 17 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBTU ซึ่งยังต่ำกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน สัดส่วนปริมาณก๊าซที่อ้างอิงราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas-linked Volume) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 63% ภายในช่วงปลายปี ช่วยเสริมเสถียรภาพด้านต้นทุนพลังงาน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ การเริ่มเห็นความชัดเจนของ New S-Curve จากธุรกิจ Data Center และ Industrial Solutions ผ่านแพลตฟอร์ม GETZ โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาโครงการ Data Center กำลังการผลิตรวมมากกว่า 300 เมกะวัตต์ กับลูกค้ากลุ่ม Hyperscaler

นอกจากนี้ ยังมีความต้องการใช้พลังงานใหม่จากกลุ่มปิโตรเคมีและ Industrial Solar ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป สอดคล้องกับแผน PDP ใหม่ของภาครัฐ

ในส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนต่างประเทศ ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดย AEPL เพิ่มกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการแล้วสู่ระดับ 22 กิกะวัตต์ พร้อมมีโครงการใหม่และ Pipeline รองรับการเติบโตในอนาคต

ขณะที่โครงการ CFXD มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง หลังอัตราความพร้อมใช้งานของกังหันลม (WTG Availability) เพิ่มขึ้นเป็น 82% ในเดือนเมษายน 2569 ส่งผลให้ธุรกิจ Offshore Wind กลับมาสร้าง Contribution ได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีแผน IPO ของ AEPL ในปี 2570 เพื่อปลดล็อกมูลค่า (Unlock Value) ของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน

เราประมาณการกำไรปกติปี 2569 และ 2570 ที่ 5.9 พันล้านบาท และ 6.3 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยปี 2569 คาดกำไรลดลง 18% จากฐานกำไรสูงในปีก่อน และแรงกดดันจากต้นทุน LNG ที่ยังอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าแรงกดดันดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น และ Downside จำกัด จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่กำไรมีแนวโน้มกลับมาเติบโตในปี 2570 จากต้นทุนพลังงานที่ทยอยลดลง และการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจ Renewable Energy และ Data Center

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 44.50 บาท อิงวิธี DCF ภายใต้สมมติฐาน WACC ที่ 5.6% และ Terminal Growth ที่ 1.5%

แม้ราคาหุ้นจะเริ่มฟื้นตัวบ้าง แต่ยัง Underperform SET ราว 8% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เรามองว่าเป็นจังหวะสะสม โดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 18.9 เท่า และยังมี Upside จากโครงการ Data Center รวมถึงแผน PDP ใหม่ของภาครัฐ

ปัจจัยบวกเพิ่มเติม ได้แก่ โอกาสการปรับขึ้นค่า Ft ต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มลดลง และการเติบโตจากโครงการใหม่ ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ความผันผวนของราคาก๊าซ ความล่าช้าของโครงการ และความไม่แน่นอนของนโยบายพลังงาน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยลบระยะสั้นไปมากแล้ว และยังมีความน่าสนใจในเชิงมูลค่า

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...