โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

กระจ่างแล้ว! เผยสาเหตุแท้จริง หนุ่มจีนคลังแสง มีบัตรสีชมพูในไทย

สยามนิวส์

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • ทีมข่าวสยามนิวส์
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 คดี หนุ่มจีนคลังแสง ยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากนายหมิงเฉิน อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ขับรถยนต์หรูเสียหลักพุ่งชนแท่นแบริเออร์ริมถนนเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบและพบความผิดปกติภายในรถ นำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพัก จนพบอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด C4 รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารจำนวนมาก

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 คดี หนุ่มจีนคลังแสง ยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากนายหมิงเฉิน อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ขับรถยนต์หรูเสียหลักพุ่งชนแท่นแบริเออร์ริมถนนเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบและพบความผิดปกติภายในรถ นำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพัก จนพบอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด C4 รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารจำนวนมาก ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเร่งติดตามเส้นทางและประวัติของผู้ต้องหารายนี้อย่างละเอียด

ล่าสุด มีรายงานว่า รองอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน DOPA N.I.C.E. ประสานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรของชายชาวจีนรายดังกล่าว หลังพบว่าเจ้าตัวถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร พบว่า นายหมิงเฉิน เกิดที่มณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน และได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวไทยที่สำนักงานทะเบียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 โดยในเอกสารการสมรสระบุว่า ทั้งสองฝ่ายไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน อีกทั้งฝ่ายชายไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จำเป็นต้องมีล่ามหญิงทำหน้าที่แปลภาษาในวันดำเนินการ

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน คือวันที่ 2 สิงหาคม 2565 ชายชาวจีนรายนี้ได้ย้ายชื่อเข้าอยู่ในทะเบียนบ้านบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราว หรือทะเบียนประเภท ทร.13 ในพื้นที่เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งยื่นขอทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยเป็นครั้งแรก

ต่อมา มีการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และมีการออกบัตรใหม่ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ก่อนจะย้ายชื่อออกจากบ้านหลังดังกล่าวในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 แล้วกลับเข้าไปอยู่ทะเบียนบ้านเดิมในเขตคลองสามวา พร้อมยื่นขอทำบัตรใหม่อีกครั้งในกรณีบัตรชำรุด เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566

ขณะเดียวกัน การลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักใน อ.เชียงดาว พบข้อมูลว่า ผู้ที่ดำเนินการรับย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน คือบุตรของเจ้าของบ้าน โดยวันดำเนินการมีเจ้าหน้าที่อำเภอเชียงดาวเป็นผู้ประสานให้รับชายชาวจีนรายนี้เข้าอยู่ในทะเบียนบ้าน และภายหลังเสร็จสิ้นขั้นตอน มีการมอบเงินตอบแทนให้เป็นค่าดำเนินการด้วย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตั้งข้อสังเกตว่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการสวมสิทธิบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อย เพื่อขอมีสถานะบุคคลไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับคดีที่เคยถูกเปิดปฏิบัติการ สลายหมอกเชียงดาว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปลัดอำเภอที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการออกบัตรประจำตัว เคยมีชื่อเชื่อมโยงกับคดีทุจริตสวมบัตรประชาชนให้ชาวจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวเรียกค่าไถ่และทำร้ายร่างกายจนผู้เสียหายถูกตัดนิ้วมือ โดยตำรวจได้ดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2565

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ อ.เชียงดาว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 อาจเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพื่อบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2563 มาตรา 50 รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 ตลอดจนความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

ขณะนี้ ชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. อยู่ระหว่างร่วมตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ราย พร้อมขยายผลเส้นทางการเคลื่อนไหวทางทะเบียนอื่น ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะเดียวกัน ได้มีคำสั่งให้สำนักทะเบียน อ.เชียงดาว เร่งดำเนินการเพิกถอนรายการทะเบียนที่อาจได้มาโดยมิชอบโดยเร็วที่สุด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...