กระจ่างแล้ว! เผยสาเหตุแท้จริง หนุ่มจีนคลังแสง มีบัตรสีชมพูในไทย
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 คดี หนุ่มจีนคลังแสง ยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากนายหมิงเฉิน อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ขับรถยนต์หรูเสียหลักพุ่งชนแท่นแบริเออร์ริมถนนเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบและพบความผิดปกติภายในรถ นำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพัก จนพบอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด C4 รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารจำนวนมาก ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเร่งติดตามเส้นทางและประวัติของผู้ต้องหารายนี้อย่างละเอียด
ล่าสุด มีรายงานว่า รองอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน DOPA N.I.C.E. ประสานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรของชายชาวจีนรายดังกล่าว หลังพบว่าเจ้าตัวถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร พบว่า นายหมิงเฉิน เกิดที่มณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน และได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวไทยที่สำนักงานทะเบียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 โดยในเอกสารการสมรสระบุว่า ทั้งสองฝ่ายไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน อีกทั้งฝ่ายชายไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จำเป็นต้องมีล่ามหญิงทำหน้าที่แปลภาษาในวันดำเนินการ
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน คือวันที่ 2 สิงหาคม 2565 ชายชาวจีนรายนี้ได้ย้ายชื่อเข้าอยู่ในทะเบียนบ้านบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราว หรือทะเบียนประเภท ทร.13 ในพื้นที่เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งยื่นขอทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยเป็นครั้งแรก
ต่อมา มีการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และมีการออกบัตรใหม่ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ก่อนจะย้ายชื่อออกจากบ้านหลังดังกล่าวในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 แล้วกลับเข้าไปอยู่ทะเบียนบ้านเดิมในเขตคลองสามวา พร้อมยื่นขอทำบัตรใหม่อีกครั้งในกรณีบัตรชำรุด เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566
ขณะเดียวกัน การลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักใน อ.เชียงดาว พบข้อมูลว่า ผู้ที่ดำเนินการรับย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน คือบุตรของเจ้าของบ้าน โดยวันดำเนินการมีเจ้าหน้าที่อำเภอเชียงดาวเป็นผู้ประสานให้รับชายชาวจีนรายนี้เข้าอยู่ในทะเบียนบ้าน และภายหลังเสร็จสิ้นขั้นตอน มีการมอบเงินตอบแทนให้เป็นค่าดำเนินการด้วย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตั้งข้อสังเกตว่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการสวมสิทธิบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อย เพื่อขอมีสถานะบุคคลไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับคดีที่เคยถูกเปิดปฏิบัติการ สลายหมอกเชียงดาว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปลัดอำเภอที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการออกบัตรประจำตัว เคยมีชื่อเชื่อมโยงกับคดีทุจริตสวมบัตรประชาชนให้ชาวจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวเรียกค่าไถ่และทำร้ายร่างกายจนผู้เสียหายถูกตัดนิ้วมือ โดยตำรวจได้ดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2565
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ อ.เชียงดาว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 อาจเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพื่อบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2563 มาตรา 50 รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 ตลอดจนความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14
ขณะนี้ ชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. อยู่ระหว่างร่วมตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ราย พร้อมขยายผลเส้นทางการเคลื่อนไหวทางทะเบียนอื่น ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะเดียวกัน ได้มีคำสั่งให้สำนักทะเบียน อ.เชียงดาว เร่งดำเนินการเพิกถอนรายการทะเบียนที่อาจได้มาโดยมิชอบโดยเร็วที่สุด
อ่านข่าวเพิ่มเติม