Business Today Thai Politics 3 เมษายน 2569
“อนุทิน” สั่งปราบขบวนการกักตุนน้ำมันลักลอบส่งออก สั่ง DSI เป็นคดีพิเศษ
วันนี้ (วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 9/2569
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมแถลงถึงมาตรการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันและลักลอบส่งออก
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ภายใต้พระราชกำหนดว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมีอิทธิพลเพียงใด หากพบการเอาเปรียบประชาชนหรือบั่นทอนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศร.ชล. กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อย (jobber) อย่างเข้มข้น โดยจากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ได้แก่
(1) การประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยจอดเรือลอยลำเพื่อรอการปรับขึ้นราคาก่อนนำส่งเข้าสู่ระบบ
(2) การปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังไปยังสถานีบริการหรือผู้รับปลายทาง
(3) การลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสอบสวนและขยายผล
นอกจากนี้ ยังตรวจพบความผิดปกติของข้อมูลปริมาณน้ำมันระหว่างระบบรายงานของหน่วยตรวจสอบกับข้อมูลจากโรงกลั่นและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะประสานข้อมูลการเดินเรือจาก ศร.ชล. และขยายผลตรวจสอบการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อยืนยันว่าการส่งออกเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการแสวงหากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาพลังงาน ปัจจุบันมีภาระขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระประชาชน มิใช่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการกักตุนหรือลักลอบส่งออก จึงจำเป็นต้องเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนเป็นกรณีพิเศษ และยืนยันว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะเดินหน้าทั้งมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และดำเนินคดีควบคู่กัน เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือในการปราบปรามผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันยุติพฤติกรรมเอาเปรียบสังคม
สำหรับสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงผิดปกติในปัจจุบัน รัฐบาลสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกและการกักตุน ซึ่งขณะนี้ได้เร่งตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าจะช่วยลดการไหลออกของน้ำมันนอกระบบ และทำให้ปริมาณน้ำมันในประเทศกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า รัฐบาลมีมาตรการรองรับปริมาณการใช้น้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเพียงพอ โดยได้เตรียมความพร้อมร่วมกับผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ในการเพิ่มศักยภาพการขนส่งน้ำมัน และผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมัน และสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ตามปกติ โดยรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด เพื่อไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน
“รุทธพล” พบพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ยันโรงกลั่นไม่เกี่ยว
ทำเนียบ วันนี้ ( 3 เม.ย.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า
กระทรวงยุติธรรมได้ทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยดำเนินการ 2 ส่วน คือการที่จับปลายทาง ปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ทำการตรวจสอบต่อเนื่องไปจนถึงต้นทางคลังน้ำมัน และอีกส่วนได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นมายังปั๊มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาได้ตรวจพบการกระทำความผิด และมีการจับกุมหลายราย เช่น กรณีที่ จ.อ่างทอง จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และยังตรวจพบการกักตุนของผู้ค้านํ้ามันตามมาตรา 7 และมาตรา 10
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กรณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบต้นทาง มีเรือบรรทุกนํ้ามันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังนํ้ามัน 6 แห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งหมด 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน มีนํ้ามันไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร เท่ากับหายไป 57 ล้านลิตร
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เราจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะนำกรณีของ จ.สุราษฎร์ธานี มาตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเล เราได้รับการสนับสนุนเอกสารต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยจะดูทั้งปริมานคงคลัง การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น โดยจะให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ และดำเนินการต่อไป
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า จะมีการตั้งวอร์รูมที่ดีเอสไอ และจะมีการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ว่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมีปริมาณเท่าไหร่ โดยจะรายงานตัวเลขต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนโรงกลั่น ได้ทำการตรวจสอบระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังนํ้ามันแล้ว ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกักตุนนํ้ามัน มีนํ้ามันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้
“บิ๊กเล็ก” อำลาตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” พร้อมฝาก รมว. คนใหม่ สานงานต่อ
วันนี้ (3 เม.ย.)พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ และร่วมพิธีมุทิตาจิต อำลาตำแหน่ง โดยมีพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และข้าราชการกระทรวงกลาโหมร่วมพิธี และมอบดอกกุหลาบอำลา
โดยพลเอก ณัฐพล ได้กล่าวขอบคุณสื่อมวลชน ที่พยายามเข้าใจ เพราะการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2568 ก็ได้รับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ว่า ตนไม่ต้องพูดอะไรมาก ซึ่งตนจึงตอบกลับไปว่า ถ้าตนเองไม่พูดอีกคน ก็ไม่มีใครกล้าพูดแล้ว พร้อมเล่าว่า ชาวบ้านที่เดือดร้อน สมาคมเกษตรกร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ โทรมาขอความช่วยเหลือว่า
อยากให้ผ่อนคลายมาตรการบ้าง เพราะได้รับความเดือดร้อน ตนจึงบอกกลับไปว่า อยากให้พูดออกสื่อ ว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างไร แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดเพราะกลัวทัวร์ลง ซึ่งตนได้บอกไปว่า ก็เห็นอยู่แล้วว่า ตอนนี้ตนเองทัวร์ลง ถ้ายิ่งไปทำอีกคนก็คนก็ไม่เข้าใจ จึงอยากให้ผู้เดือดร้อนเป็นคนพูดก่อน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าพูด
ทั้งนี้พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า แต่พอเห็นสงครามในตะวันออกกลางทำให้เห็นว่า ปัจจุบันสังคมโลกเป็นแบบนี้ไปแล้วคือ ใช้กำลังตัดสินปัญหา เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็คงไปแนวนั้น ดังนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตนเองไม่รู้สึกน้อยใจ เพราะทุกคนก็ถามตนว่า ทำไมโดนด่าขนาดนี้แล้วยังทำหน้าตาสดชื่นได้ ก็เพราะตนเข้าใจ และได้บอกกับสื่อตลอดเวลาว่า การที่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือสื่อบางสำนักไม่เข้าใจ เพราะเราพูดไม่หมด เนื่องจากบางอย่างพูดไม่ได้ เพราะพูดแล้วจะเกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง, กองทัพ และทำให้ฝ่ายกัมพูชารู้วิธีคิดของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องโดนด่า และถ้าไม่อยากโดนด่าก็ต้องพูด แต่เมื่อมันพูดไม่ได้ก็สมควรโดนด่า และยอมรับการถูกด่าด้วยความเข้าใจ ซึ่งดังนั้น ก็ต้องรอเวลา เมื่อจบภารกิจก็หมดหน้าที่ไป
พลเอก ณัฐพล กล่าวต่อว่า ตนเองไม่มีอะไรฝากถึงรัฐมนตรีคนใหม่ รวมไปถึงน้อง ๆ ในกองทัพกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะรัฐมนตรีคนใหม่มีความสามารถ ซึ่งพลโท อดุลย์ เติบโตมาจากในกองทัพ เป็นผู้บังคับหน่วยมาโดยตลอดจน มาเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งส่วนตัวมองว่า อาจเป็นแนวทางที่สังคมพอใจ และเป็นแนวทางที่ดี โดยต่อไปกระทรวงกลาโหมอาจรุ่งเรืองขึ้นไปเป็นที่พอใจของประชาชน ซึ่งแม้ว่า ตนเองจะไม่ได้มาจากหน่วยรบ แต่มาจากกรมยุทธการทหารบกถึง 19 ปี จนเป็นเจ้ากรม
ทำให้วิธีคิดของตนก็คิดแบบยุทธการ มองภาพรวม ไม่ได้คิดแบบวิชาการล้วน ๆ แต่วิธีคิดที่ดีที่สุดของตนคือ “ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่เมื่อรบต้องชนะ“ ซึ่งจากเหตุการณ์ประทะทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ก่อนการปะทะตนเองได้ไปพูดคุยกับพลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ขอให้ถอนกำลังออกไป เพราะเราไม่อยากรบ หรือเอาเลือดเนื้อใครมาเสีย เพราะมองว่า ใช้วิธีอื่นตัดสินได้ แต่เมื่อเขาไม่ถอนกำลัง เราก็ต้องเตรียมตัว และพร้อมรบ
ส่วนตอนนี้ยังมีสถานการณ์อะไรที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ห่วงเลย โดยเฉพาะเหตุการณ์ชายแดนที่ไม่เป็นห่วง แต่มีอีกอีกนานหนึ่งที่ทำไว้ และใกล้จะเสร็จแล้ว คือ การเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้จ่ากองร้อย, กองพัน และจ่ากรม เนื่องจากมีการยุบสภาพอดี จึงไปต่อไม่ได้ แต่ทางรัฐบาลบอกว่า หากอนุมัติให้ค่าตอบแทนจะผูกพันกับรัฐบาลใหม่ จึงขอชะลอไว้ก่อน ซึ่งทางพลโท อดุลย์ ก็น่าเห็นพร้องด้วยกับแนวทางนี้ เพราะจะเป็นการดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย ซึ่งนายทหารชั้นประทวน นายสิบ ถือเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพ เราจึงพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งใช้เงินไม่มาก แต่เป็นการดูแลด้านขวัญกำลังใจ
โดยเรื่องในระดับกระทรวงกลาโหมจบแล้ว กระทรวงเพราะตอนนี้ได้ส่งเรื่องไปที่กระทรวงการคลัง แต่ว่าเรื่องดังกล่าวจะผูกพันกับครม.ชุดใหม่ จึงขอเลื่อนเป็นการตัดสินใจของ ครม.ใหม่ ที่จะเป็นผู้พิจารณา แต่ตนมั่นใจว่า พลโท อดุลย์ จะเห็นด้วย เพราะเป็นนักเรียนนายสิบเก่า ซึ่งก็จะเข้าใจหัวอกนายสิบ และทหารชั้นประทวน
พลเอก ณัฐพล ยังกล่าวว่า การสู้รบที่ผ่านมา ทหารที่เสียชีวิตก็เป็นนายสิบ และจ่า ตนจึงสะท้อนใจ เพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย พร้อมยกตัวอย่าง ที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการในประเทศเวเนซุเอลา แต่ว่า ไม่มีการสูญเสียเลย หมายความว่า อำนาจการรบ เหนือกว่ากันมาก แต่ของไทยการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง กำลังพลเสียชีวิตไปทั้งหมด 42 นาย ในช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วย จนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ทำให้ตนก็รู้สึกเสียใจ แต่ถือว่า ภารกิจเราประสบความสำเร็จ เพราะทหารถ้าถึงเวลาต้องรบ จะไม่คิดถึงเรื่องการสูญเสีย แต่สิ่งที่ตนเองคิดก่อนเสมอคือ ถ้าไม่รบได้จะดีที่สุด และไม่
อย่างไรก็ตามในโอกาสที่พล.อ.ณัฐพล อำลาตำแหน่ในวันนี้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม คนใหม่ ได้เข้ามาพบและพูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล ซึ่งพล.อ.ณัฐพล ชวนคุยในลักษณะฝากสานต่องานที่ทำอยู่ โดยระบุว่า ฝากดูแลกำลังพลชั้นผู้น้อย ที่ตอนนี้อาจเข้าใจว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความใส่ใจ แต่จริง ๆ แล้วตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกระทรวงกลาโหม ให้ความใส่ใจมาตลอดตั้งแต่ตอนดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จแล้ว ฝากสานต่อด้วย
ศบก.ห่วงคนไทยในอิสราเอล หลังอิหร่าน ขู่โจมตีต่อเนื่อง
ทำเนียบ วันนี้ ( 3 เม.ย.) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก.แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า สถานการณ์ด้านการต่างประเทศหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแถลงข่าว แต่ยังไม่พบทิศทาง และกรอบเวลาที่ชัดเจนในระยะต่อไปว่า จะยกระดับหรือจะถอนกำลังจากภูมิภาค
ขณะที่สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมกว่า 40 ประเทศ โดยไม่มีสหรัฐฯ เข้าร่วม เพื่อหาทางกดดันให้อิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นมิติเรื่องความปลอดภัยหลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือทางอิหร่าน ประกาศยกระดับการโจมตีบริษัท เทคโนโลยีของทางสหรัฐ ในประเทศอื่นและอิสราเอล ซึ่งมีคนไทยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอให้ติดตามข่าวสาร ซึ่งทางสถานทูตได้ติดตามเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน
น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่าในที่ประชุม ศบก.รับทราบตามที่กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์น้ำมัน โดยยืนยันว่าจะมีน้ำมันมาเติมอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ยังถือว่าปกติ มีน้ำมันที่อยู่ในสต๊อกและการกลั่นน้ำมันออกมาเพิ่ม ดังนั้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สถานการณ์จะอยู่ในภาวะปกติ ปั๊มจะมีน้ำมันไม่ขาด หากประชาชนมีการใช้ในปริมาณปกติเหมือนเช่นปีที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงคมนาคม เตรียมแผนสำรองให้บริการรถน้ำมันไปอยู่ตามจุดต่างๆในกรณีที่มีการใช้มากในบางพื้นที่
ส่วนในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 9/2569 ที่มีนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่าง ๆ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ทั้งในรูปแบบ ในสถานที่และผ่านระบบออนไลน์
โดยกระทรวงการต่างประเทศรายงานสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าอิหร่านเริ่มโจมตีบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ขณะที่อิสราเอลประกาศเตือนภัยสงครามขั้นสูง เนื่องจากความเสี่ยงของการโจมตีในช่วงเทศกาลสำคัญของชาวยิว ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังคงติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด
กระทรวงพลังงานรายงานภาพรวมห่วงโซ่อุปทานน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทั้งการจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตน้ำมันสำเร็จรูป การกระจายน้ำมันให้ผู้ค้า และการจำหน่าย รวมถึงปริมาณการผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันกลุ่มเบนซิน ซึ่งในภาพรวมสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานยังคงปกติ ขณะที่ภาพรวมปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือและปริมาณสำรองตามกฎหมาย แบ่งเป็นปริมาณน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) จำนวน 43 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง จำนวน 33 วัน และน้ำมันที่จัดหาเพิ่มเติม จำนวน 30 วัน รวมคงเหลือ 106 วัน นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการจัดทำเว็บแอปพลิเคชัน Fuel-Now ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้ผู้ค้าน้ำมันกรอกข้อมูลแล้ว
สภาเผย รัฐบาล ยังไม่ประสานขอแถลงนโยบายแต่พร้อมจัดให้แถลงได้ทันที
นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยว่ายังได้รับการประสานจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล ต้องรอให้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อน
จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและจะมีการปรึกษาหารือถึงการกำหนดวันที่เหมาะสม ยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นวันไหน สำนักงานฯก็พร้อม ดำเนินการจัดการประชุม และการแถลงนโยบายถือเป็นเรื่องเร่งด่วน สามารถนัดวันประชุมได้ทันที ภายในหนึ่งวัน โดยไม่นับรวมวันที่รับและส่งเอกสาร
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยด้วยว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับร่างคำแถลงนโยบาย คงต้องรอให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกเพื่อให้การรับรองคำแถลงนโยบายก่อน เมื่อได้รับร่างคำแถลงนโยบายแล้ว ก็จะส่งให้สมาชิกผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนรูปเล่มก็จะแจกให้ในวันประชุมเลย และ หากรัฐบาล ขอ แถลงนโยบาย วันที่ 10 และ 11 เมษายนนี้ ก็พร้อม ดำเนินการจัดการประชุมร่วมรัฐสภาทันที