อิหร่านเปิดดีลใหม่ 'เปิดช่องแคบฮอร์มุซ' แลกแช่แข็งปมอาวุธนิวเคลียร์
วิกฤตสงครามอิหร่านเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อเตหะรานเดินหมากทางการทูตครั้งใหญ่ผ่านภารกิจสายฟ้าแลบ 72 ชั่วโมงของรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี ที่ตระเวนเยือนทั้งรัสเซีย ปากีสถาน และโอมาน เพื่อผลักดันข้อเสนอใหม่ที่มุ่งหวังจะ "ล้างกระดาน" ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์
หัวใจสำคัญของข้อเสนอนี้คือ ความพยายามที่จะแยกประเด็นความมั่นคงทางทะเลออกจากปมอาวุธนิวเคลียร์ โดยอิหร่านเสนอที่จะ "เปิดช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งพลังงานของโลกให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง เพื่อแลกกับการขอแช่แข็งหรือพักการเจรจาในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ออกไปก่อน ซึ่งถือเป็นการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญของเตหะรานที่มุ่งเน้นการลดความร้อนแรงในพื้นที่มากกว่าการถกเถียงในประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม คำถามที่โลกกำลังเฝ้าจับตาคือ "ทรัมป์จะเอาด้วยกับดีลนี้หรือไม่" เพราะทำเนียบขาวยืนกรานว่าข้อตกลงใด ๆ จะต้องครอบคลุมถึงการหยุดยั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างเบ็ดเสร็จเท่านั้น
ดีลใหม่ยังไม่ถูกใจทรัมป์
อิหร่านได้ส่งข้อเสนอใหม่ไปยังสหรัฐฯ ผ่านทางปากีสถานในฐานะคนกลาง โดยมีใจความสำคัญคือความพร้อมที่จะ "เปิดช่องแคบฮอร์มุซ" ให้กลับมาเป็นเส้นทางเดินเรือที่ไร้สิ่งกีดขวางอีกครั้ง เพื่อแลกกับการขอเลื่อนการเจรจาเรื่อง "โครงการนิวเคลียร์" ออกไปไว้ในขั้นตอนต่อไป แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า การหารือเบื้องหลังนี้มุ่งเน้นไปที่การรับประกันความมั่นคงในภูมิภาคและกรอบการยุติสงคราม โดยตั้งใจพักประเด็นนิวเคลียร์ไว้เป็นเรื่องรอง
ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่ผ่านรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก โดยระบุว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้นำแผนนี้ไปหารือกับตัวแทนระดับภูมิภาค รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในมัสกัตและมอสโก โดยมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงจากหลายประเทศเข้าร่วมรับทราบกรอบแนวทางดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงสงวนท่าทีต่อข้อเสนอนี้ โดยโอลิเวีย เวลส์ โฆษกทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธที่จะยืนยันเนื้อหา โดยย้ำว่า สหรัฐฯ "จะไม่เจรจาผ่านสื่อ" และยืนกรานจุดยืนเดิมว่า "จะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์" ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ถึงสถานการณ์นี้ว่า อิหร่านรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร และย้ำชัดเจนว่าหากอิหร่านยังคงมีความมุ่งหมายด้านอาวุธนิวเคลียร์ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องพบกัน
อิหร่านรุกการทูต วุ่นโทรหาเพื่อนบ้าน
นอกเหนือจากการเจรจาลับผ่านปากีสถานและโอมานแล้ว อิหร่านยังเปิดฉากรุกทางการทูตในวงกว้างด้วยการโทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และฝรั่งเศส ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่การเจรจาปกติ แต่เป็นความพยายามที่จะดึงให้ผู้เล่นในระดับภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วมกับแผนการที่อิหร่านหวังว่าจะสร้างความชัดเจนให้กับสถานการณ์ในพื้นที่
ท่าทีของชาติอาหรับในอ่าวเปอร์เซียต่อความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความระแวงมากกว่าจะอยากร่วมมือ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ที่ยังคงขุ่นเคืองจากการถูกโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการส่งออกพลังงาน ทำให้กลุ่มรัฐอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
นักวิเคราะห์จาก Gulf International Forum มองว่าประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านอาจจำใจต้องเปิดรับข้อเสนอเพื่อเป็นทางรอดให้เศรษฐกิจ และการที่อิหร่านเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงทางทะเลนั้น ถือเป็นการจับจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของชาติอาหรับมาเป็นเครื่องมือต่อรอง
เดิมพันระยะยาว: ยุทธศาสตร์ "ดึงเกม" ของเตหะราน
เบื้องหลังปฏิบัติการทูตเชิงรุกของรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี คือการถอดบทเรียนจากความล้มเหลวของข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) ที่เตหะรานมองว่าเป็นบทเรียนราคาแพง เมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวในปี 2018 โดยไม่มีกลไกใดมาคานอำนาจได้ สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้อิหร่านต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการมุ่งหวังดีลระยะยาว มาเป็นการสร้าง "ฉนวนทางการทูต" เพื่อลดแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร และใช้ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองที่มีน้ำหนักที่สุด
อิหร่านประเมินว่า รัฐบาลสหรัฐฯกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาจากการที่ความขัดแย้งลากยาวเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ เตหะรานตีความว่าสหรัฐฯ ต้องการหาทางออกอย่างรวดเร็วเพื่อลดภาระทางการเมืองภายในประเทศ ขณะที่อิหร่านยังคงถือไพ่ตายเรื่องความมั่นคงทางทะเล ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพของรัฐอ่าวเปอร์เซีย
สถานการณ์กำลังบีบให้ทุกฝ่ายต้องเร่งตัดสินใจ เมื่อเส้นตายสำคัญหลายประการเคลื่อนเข้ามาบรรจบกัน โดยเฉพาะ "นาฬิกาหยุดโลก" ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเส้นตายภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจการทำสงครามของสหรัฐฯ หากประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถผลักดันให้รัฐสภาอนุมัติปฏิบัติการทางทหารได้ทันภายในกำหนด สถานะของสงครามจะเปลี่ยนผ่านจากภารกิจเพื่อความมั่นคงกลายเป็นความผิดทางกฎหมายทันที ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ทรัมป์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นอกจากกรอบเวลาทางกฎหมายที่กดดันอย่างหนัก ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนทั้งการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และการเข้าสู่ฤดูกาลฮัจญ์ของโลกมุสลิม ซึ่งจะทำให้ศักยภาพในการจัดการวิกฤตของซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียถูกจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ได้บีบให้ทุกฝ่ายต้องเร่งประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลานี้อาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจต่อรองทั้งหมด