‘เอ็ดดี้’ ดีดปาก ‘ปวิน’ เอาภาพรัฐมนตรีไลฟ์ขายของ ไปแทน โครงสร้างนโยบายทั้งหมด
28 เม.ย.2569- จากกรณีนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ต้องหาหลบหนีคดีม.112 โพสต์ข้อความโจมตีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ว่า เขียนไปแล้วว่ามันคือความทุเรศทุรังของศุภจี ที่อยู่ๆ ก็ไปจับมือกับเน็ตไอดอล ช่วยไลฟ์ขายทุเรียน ลูกละร้อย แล้วอวดว่า ขาย 3 ชั่วโมง ได้ยอดขาย 15 ล้านบาท แต่ผลกระทบต่อคนขายทุเรียนอื่นๆ มีมหาศาล เพราะไม่มีใครขายลูกละร้อย นี่คือไปทำกลไกตลาดพัง แล้วเจ้าอื่นเค้าจะขายยังไง แต่ที่มันเป็นโศกนาฏกรรมที่แท้ทรูก็คือ ตัวเองเป็นถึงรัฐมนตรีพาณิชย์ ถ้าทำงานเป็น ทำงานฉลาด ทำงานเก่ง มีทักษะ ถ้าเก่งจริง ต้องเอาเวลา 3 ชั่วโมงที่ยืนแหกปากขายทุเรียน ไปใช้ในการทำธุรกิจมีมูลค่าสูงกว่า 15 ล้านบาท แบบเซ็น MOU เสร็จภายใน 5 นาที แล้วเป็น MOU ที่ให้ค่าตอบแทนธุรกิจไทยเป็นพันล้าน ถ้าทำได้ ก็ไม่ต้องลงมาไลฟ์ขายทุเรียนจนหน้าดำ แถมผมเสียทรงอีกต่างหาก - นี่คือ case ของ put the wrong woman in the wrong job… นั้น
เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่า อ่านคำวิจารณ์นี้แล้ว เห็นปัญหาชัดอย่างหนึ่ง คือเอา “ภาพรัฐมนตรีไลฟ์ขายของ” ไปแทน “โครงสร้างนโยบายทั้งหมด”
ความจริง การไลฟ์ขายทุเรียนไม่ใช่มาตรการเดียว และไม่มีใครบอกว่าหนึ่งไลฟ์จะกู้เศรษฐกิจมหภาคทั้งประเทศได้
แต่มันเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการบริหารตลาดผลไม้ยุคใหม่
ปีนี้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นมาก ถ้ารัฐรอให้ผลผลิตล้นตลาดก่อน ราคาพังก่อน เกษตรกรเจ็บก่อน แล้วค่อยออกมาตรการเยียวยา นั่นต่างหากคือการบริหารแบบเก่า
แต่สิ่งที่ศุภจีกำลังทำคือดึง demand เข้ามาก่อน supply จะทะลัก
หนึ่ง: เขาแยกไม่ออกระหว่าง “การขายของหนึ่งไลฟ์” กับ “กลไกขยายตลาด”
กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้บอกว่านี่คือมาตรการเดียวที่จะกู้เศรษฐกิจประเทศ แต่ระบุชัดว่า Live Commerce เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชื่อม supply จากเกษตรกรสู่ demand ของตลาด โดยเฉพาะปี 2569 ที่ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้น 33% จึงต้องเร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศควบคู่กันไป
สอง: คำว่า “ไม่ใช่มหภาค” เป็นการตั้งโจทย์ผิด
ถ้าผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นมาก ตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ และกระทรวงตั้งเป้าส่งออกระดับล้านตัน เรื่องนี้ไม่ใช่แม่ค้าคนหนึ่งขายของ แต่เกี่ยวกับ export, logistics, platform economy, price stabilization และ supply chain ของเกษตรทั้งระบบ การไลฟ์กับ KOL จีน 3 ชั่วโมง มีผู้ชมกว่า 150,000 คน และมียอดสั่งซื้อทันที 15 ล้านบาท จึงเป็น “market activation” ไม่ใช่แค่การโชว์หน้ากล้อง
สาม: คำถามว่า “ทำไมพิมรี่พาย” ถามได้ แต่คำตอบก็ไม่ได้ซับซ้อน
เพราะพิมรี่พายคือคนขายออนไลน์ที่มี reach มีฐานผู้ติดตาม และมีความสามารถในการปิดการขายจริง การตลาดยุคใหม่ไม่ได้เลือกคนจากความถูกใจทางการเมือง แต่เลือกจากความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภค และกระทรวงก็ไม่ได้บอกว่าจะให้พิมรี่พายผูกขาด เพราะเอกสารกระทรวงเชิญชวนครีเอเตอร์และผู้ค้าออนไลน์รายอื่นเข้ามามีส่วนร่วมจำหน่ายผลไม้ไทยด้วย
สี่: ข้อกล่าวหาว่า “ช่วยให้พิมรี่พายรวยขึ้นเท่านั้น” เป็นข้อสรุปเกินหลักฐาน
จะตรวจสอบเรื่องค่าคอมมิชชัน ค่าโปรโมชัน ค่าแพลตฟอร์ม หรือใครรับส่วนต่างได้ และควรถามด้วย แต่การสรุปว่าผลประโยชน์ตกอยู่ที่แม่ค้า “เท่านั้น” โดยไม่ดูว่าเกษตรกรได้ช่องทางขายเพิ่ม ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้า และรัฐใช้แพลตฟอร์มช่วยระบายผลผลิต เป็นการตัดตอนข้อเท็จจริงให้เหลือแค่วาทกรรมโจมตี
ห้า: เขาพูดถึง economy of scale แต่กลับมองไม่เห็นว่าแพลตฟอร์มคือเครื่องมือสร้าง scale
Live Commerce ไม่ใช่ร้านแผงลอยออนไลน์ แต่คือการรวม demand จำนวนมากในเวลาสั้น ลดต้นทุนการเข้าถึงลูกค้า สร้างคำสั่งซื้อจำนวนมาก เชื่อมการตลาดกับโลจิสติกส์ และทำให้สินค้าเกษตรจากสวนเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้เร็วขึ้น กระทรวงพาณิชย์ยังลง MOU กับ TikTok เพื่อขยายช่องทางสินค้าเกษตรผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce รวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์และการแปรรูปสินค้าเกษตร