เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ถึง Sideways Up โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 1500-1510 จุด โดยระยะสั้นยังมีตัวแปรสำคัญ คือ การเคลื่อนไหวของ DELTA กับท่าทีหลังประกาศกำไร 1Q26 ที่แม้สูงกว่าคาด แต่ราคาก็ค่อนข้างผันผวนสูง รวมถึงการขึ้นเครื่องหมายการจ่ายปันผล (XD) ของหุ้นขนาดใหญ่ ที่ส่งผลให้ตลาดแกว่งตัวผันผวนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามภาพรวมในกลุ่มอื่นๆ คาดว่าจะแกว่งทรงตัวเนื่องจากยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ และล่าสุดยังคงไม่มีพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในด้านสงคราม
ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent มีการพุ่งแรงแตะระดับ US$110 ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ในขณะที่ Fed ค่ำคืนที่ผ่านมา แม้จะคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ก็เสียงแตกมากที่สุดในรอบ 30 ปี (8 ต่อ 4 เสียง) อย่างไรก็ตาม โฟกัสหลักอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปโดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ถูกกระทบจากสงคราม ดังนั้น จึงต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และตัวเลข ISM ภาคการผลิต ที่จะประกาศในคืนนี้และคืนพรุ่งนี้อย่างใกล้ชิดเพราะเป็นตัวเลขสำคัญในการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยของ Fed ในอนาคต
ส่วนปัจจัยในประเทศ กนง. มีการประกาศคงดอกเบี้ยตามคาดการณ์ แต่ก็ยังมีประเด็นเรื่องโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งยังไม่ได้เข้าพิจารณาในการประชุมครม.เศรษฐกิจ โดยรอความชัดเจนของแหล่งเงินและคาดว่าจะเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้าแทน เราประเมินตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักผลประกอบการ 1Q26 ที่เริ่มทยอยประกาศหนาแน่นมากขึ้นสัปดาห์นี้ โดยหุ้นที่มีกำไรแข็งแรงและกระทบจากสงครามจำกัดมีแนวโน้ม Outperform ตลาดกลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : CPN
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 73 บาท
• ได้รับผลกระทบจำกัดมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ภาพรวมปี 2026 คาดโตต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้ของ Central Park และ Central กระบี่เต็มปี และเปิดศูนย์การค้าอีก 4 แห่งในปีนี้ หนุนพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้น 8%
• เป้าการเติบโตของรายได้ใน 5 ปีข้างหน้า เราคาดโตเฉลี่ย 6.5% CAGR และคาดกำไรปกติโต 7% CAGR โดยเฉพาะในปี 2026 ที่คาดเติบโตสูง 13% y-y
• แนวรับ 61.25 บาท แนวต้าน 63-65 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะแกว่งกรอบแคบ ก่อนเข้าสู่วันหยุดยาว โดยการเคลื่อนไหวของตลาด จะอิงกับผลประกอบการ ความคืบหน้าสถานการณ์ตะวันออกกลาง และผลประชุม FOMC คืนที่ผ่านมา
ปัจจัยในประเทศ
- มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล : รัฐบาลเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยหนุน GDP ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นอีกราว 0.5-0.7% โดยมีโครงการกระตุ้นการบริโภค เช่น “คนละครึ่ง พลัส” ภายใต้แคมเปญ “ไทยช่วยไทยพลัส” นอกจากนี้ยังมีนโยบายพลังงานใหม่ที่เตรียมปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (คิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรก) และมาตรการรับซื้อไฟฟ้า Solar Rooftop จากภาคประชาชนในรูปแบบ Net Billing อัตรา 2.20 บาท/หน่วย
- “เอกนัฏ ขู่เลิกสัญญาซื้อไฟเอกชน ถ้าไม่ลดราคา ยอมถูกฟ้อง” โดยเรียกทีมงานมาหารือในเรื่องนี้ และเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหากไม่สามารถเจรจาปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- กนง. กล่าวว่า วิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงานโลกจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น กรณีฐาน (Base Case) เศรษฐกิจไทยปี ‘69 จะยังขยายตัวได้ 1.5%
- BCPG แจงยิบดีลคลังน้ำมันเพชรบุรียันแยกหนี้เก่า-เน้นกระแสเงินสด 900 ล้าน/ปี มุ่งสร้างกำไรระยะยาว
- ตลาดหุ้นไทย เข้าสู่ช่วงของการรายงานผลประกอบการ 1Q-26 ระลอกที่สอง โดยวานนี้ เป็นการรายงานโดย SCC ซึ่งกำไร ออกมาดีกว่าคาด …… เราประเมินว่าผลกระทบของสงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน จะยังไม่เห็นใน 1Q มากนัก แต่จะไปปรากฎตั้งแต่ 2Q-26 เป็นต้นไป
- ค่าเงินบาท: ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการ อ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาค
- กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow): นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ (Net Buy) รวม 2,079 ล้านบาท แต่ตลาดตราสารหนี้ มีตัวเลขเป็น Net Outflow 2,147 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์ตะวันออกกลาง : ปัจจุบันสงครามระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอล และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ โดยการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้หยุดชะงักลง และมีสัญญาณว่าทุกฝ่ายกำลังเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งระลอกใหม่
- ผลประชุม FOMC : Fed มีมติ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% เสียงไม่เป็นเอกฉันท์ คือ 8:4 โดยกรรมการที่ไม่เหนด้วย ส่วนใหญ่ค้านในเรื่องการใส่ข้อความที่เป็นการให้ควมหวังในการลดดอกเบี้ยลงไปใน statement ทั้งนี้ ผลประชุม ตีความว่า อาจจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเลยตลอดปี 2569 ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากการประเมินเมื่อเดือนมีนาคมที่เคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง (0.25%) …. เราประเมิน ความหวังในการลดดอกเบี้ยมีน้อยลง เป็นลบต่อตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร(สหรัฐฯ) ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร จะได้อานิสงค์จากดอกเบี้ยที่จะไม่ลดลง
- Earning Season : ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ดึงดูดความสนใจจากธนาคารกลางต่างๆ ในสัปดาห์นี้ แต่ความประมาทเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยจะเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับตลาด
- จีน : นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs Group Inc. และ Nomura Holdings Inc. ได้เข้าร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารชั้นนำระดับโลกอื่นๆ ในการยกเลิกการคาดการณ์เกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของจีนในปีนี้ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญแสดงความมั่นใจในอัตราการเติบโตและไม่มีความเร่งด่วนที่จะต้องเพิ่มการสนับสนุน….เรามองว่า การที่จีนชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลลบทางอ้อมต่อไทย เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย รวมทั้งมีผลบวก/ลบ ต่อราคาสินค้า Commodity ในตลาดโลกด้วย
- ราคาทองแดงฟื้นตัว: ราคาทองแดง (Copper) ปรับตัวขึ้น 0.2% แตะระดับ 13,065 ดอลลาร์ต่อตัน เนื่องจากการเข้าซื้อเพื่อกักตุนสินค้าคงคลังของกลุ่มผู้ผลิตชาวจีนก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในวันแรงงาน
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,465– 1,470 แนวต้าน 1,485 – 1,490 คาดดัชนีมีโอกาสชะลอตัวหลังสหรัฐ – อิหร่านยังไม่สามารถตกลงเปิดช่องแคบฮอรมุช ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น กอปรรอผลการประชุมของ ธ.กลางหลัก ๆ แนะนำซื้อเก็งกำไร PTTGC,IVL คาดกำไร Q1/69 เติบโตดี / GUNKUL, SINGER ผู้ติดตั้งโซล่าเซลล์ทีประโยชน์จากการปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้เกิน 200 หน่วย/เดือน / พักเงินในกลุ่ม Value เช่น ADVANC,TRUE,SCB
TOP (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 52.50 บาท) แนวโน้มกำไร 1Q69 ฟื้นตัวเด่น +QoQ, +YoY หนุนจากกำไรสต๊อกฯ และค่าการกลั่น แนวโน้ม 2Q69 อ่อนตัวจากฐานสูงคาดกำไรสต๊อกฯ ลดลง ส่วน crack spread ผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Gasoline / Jet / Diesel แม้อยู่ในระดับสูงแต่บางส่วนจะถูกลดทอนลงจากการรับรู้ต้นทุนน้ำมันในราคาแพงและรับผลกระทบจากการแทรกแซงราคาขายน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น อย่างไรก็ตามในระยะยาวมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่ UAE ออกจากการเป็นสมาชิก OPEC ทำให้สามารถเพิ่มการผลิตน้ำมันได้อิสระมากขึ้น โดยน้ำมันจาก UAE จะเป็นเกรดที่โรงกลั่นไทยออยล์ใช้ (Murban) ขณะที่ช่วงสั้นการส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือ Fujairah กลับมา Run ได้เต็มที่โดย UAE มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยาย Capacity / ถังเก็บใต้ดิน ไว้รองรับหากต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน
ITC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 19.14 บาท) กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ที่ 871 ลบ. (+29%YoY , +10%QoQ) โตได้เด่นจากปัจจัยหนุนในเชิงรายได้ที่ +22%YoY +8%QoQ ตาม Demand ที่สูงขึ้นในสหรัฐฯและยุโรป รวมถึงการออกสินค้าใหม่ๆ ส่วนการดำเนินงานช่วงถัดไปแม้คาดว่าจะมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่คาดว่าจะเห็นการส่งผ่าน Cost ได้บางส่วนจากการทยอยปรับขึ้นราคา ขณะที่ยังคาดว่า Demand อาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯจะยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิของ ITC* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 3,350 ลบ.(+12%YoY) และ 3,688 ลบ.(+10%YoY) ตามลำดับ