โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ได้เวลาออกจาก ‘เศรษฐกิจฟอกเขียว’ สู่ ‘เศรษฐกิจเขียว’ ที่แท้จริง

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

ถ้าเราเปิดเว็บไซต์ของบริษัทพลังงานรายใหญ่ในไทยสักแห่ง ภาพที่ปรากฏเกือบ 100% จะเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ต้นไม้ใหญ่เรียงรายเป็นทิวแถวหน้าโรงไฟฟ้าก๊าซ และคำมั่นสัญญาตัวโตเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ที่ถูกย้ำซ้ำๆ ในทุกผลผลิตสื่อของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นรายงานความยั่งยืน แถลงการณ์ต่อสาธารณะ หรือโฆษณาในหน้าสื่อ (ซึ่งทุกวันนี้แทบไม่มีบริษัทไหนแปะป้ายบอกแล้วว่านี่คือ ‘โฆษณา’)

แวบแรกเราอาจรู้สึกดีใจที่เห็นว่า บริษัทเหล่านี้ ‘ตื่นตัว’ เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่าเปลือกนอก ความจริงอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

รายงานวิจัยของบริษัท ป่าสาละ จำกัด เรื่องโครงการศึกษาการฟอกเขียวของรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ 10 แห่ง(ดาวน์โหลดรายงานฉบับสมบูรณ์ได้จากหน้านี้) ซึ่งผู้เขียนเป็นหัวหน้าโครงการ จัดทำภายใต้ทุนวิจัยจากสภาองค์กรของผู้บริโภค เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 พบสิ่งที่หลายคนสงสัยมานาน แต่ยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างเป็นระบบในประเทศไทย นั่นคือบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ในไทยมีพฤติกรรม ‘ฟอกเขียว’ (Greenwashing) ในรูปแบบที่หลากหลายและเป็นระบบ ขณะที่ยังคงลงทุนและขยายกำลังการผลิตโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่หยุดยั้ง

บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจว่า ‘การฟอกเขียว’ ในภาคพลังงานไทยนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมจึงเป็นอันตรายต่อทั้งผู้บริโภค นักลงทุน และอนาคตของประเทศ และเราจะเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฟอกเขียว ไปสู่เศรษฐกิจเขียวที่แท้จริงได้อย่างไร

ภูมิทัศน์และรูปแบบของการฟอกเขียวในภาคพลังงานไทย

การฟอกเขียว หมายถึง การที่องค์กรสื่อสารหรือนำเสนอข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในลักษณะที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจว่า องค์กรใส่ใจสิ่งแวดล้อมเกินกว่าความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างที่คลุมเครือ การเลือกนำเสนอข้อมูลเฉพาะส่วนที่ดูดี การใช้ภาพและสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความ ‘รักษ์โลก’ โดยไม่มีเนื้อหาสาระรองรับ หรือการตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีแผนปฏิบัติชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ในบริบทของประเทศไทย การฟอกเขียวในภาคพลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะภาคพลังงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 2 ใน 3 ของการปล่อยทั้งหมดในประเทศ ถ้าบริษัทพลังงานรายใหญ่ยังคง ‘พูดเรื่องเขียว’ แต่ ‘ทำเรื่องดำ’ มากกว่าเขียว โอกาสที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อนำผลการศึกษาเรื่องฟอกเขียวมาวางเทียบกับผลการประเมินตามเกณฑ์ Net Zero Tracker (NZT,เว็บไซต์ netzerotracker.co) ที่ป่าสาละพัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงมาตรฐานสากล ภาพที่ปรากฏก็ยิ่งชัดเจน

โครงการ NZT ประเมินนโยบายและความคืบหน้าด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบริษัทพลังงาน 10 แห่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งรวมทั้งรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่าง ปตท. (PTT), บ้านปู (BANPU), ราชกรุ๊ป (RATCH), เอ็กโก กรุ๊ป (EGCO), กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี (GULF), บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIMM), บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP), สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) และซีเค พาวเวอร์ (CKP) โดยใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในช่วงมกราคม 2567 ถึงเมษายน 2568 ครอบคลุมรายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน เว็บไซต์บริษัท และเนื้อหาประชาสัมพันธ์ของบริษัท

คะแนนเฉลี่ยของบริษัทพลังงาน 10 แห่งในการประเมิน NZT ปีแรก อยู่ที่เพียง 11.65 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน หรือคิดเป็น 29.12% เท่านั้น โดยบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดคือ BANPU EGCO และ PTT ที่ได้เท่ากันคือ 15 คะแนน ส่วน กฟผ.ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบไฟฟ้าไทยได้เพียง 6 คะแนน และ SPRC ได้เพียง 2.25 คะแนน

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง มันบอกว่าแม้บริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทยจะ ‘พูด’ เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero กันอย่างคึกคัก แต่เมื่อวัดจากนโยบายและการดำเนินงานจริง คะแนนที่ได้ยังห่างไกลอย่างมากจากสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงปารีส (Paris Agreement)

กลับมาที่รายงานการฟอกเขียวของป่าสาละ สิ่งที่รายงานฉบับนี้พยายามทำคือ จำแนกรูปแบบ (Taxonomy) ของการฟอกเขียวที่พบเห็นในบริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทย โดยอ้างอิงจากผลการทบทวนวรรณกรรม

รูปแบบแรกที่พบบ่อยที่สุดคือ ‘การกล่าวอ้างที่คลุมเครือ’ (Vague Claims) บริษัทจำนวนมากใช้ถ้อยคำกว้างๆ เช่น มุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด โดยไม่มีคำจำกัดความว่า ‘ความยั่งยืน’ ที่ว่านี้วัดจากอะไร ‘ใส่ใจ’ แปลว่าทำอะไรบ้าง หรือ ‘เดินหน้า’ ไปถึงไหนแล้ว และจะถึงเป้าเมื่อไร คำเหล่านี้ฟังดูดีให้ความรู้สึกว่า บริษัทกำลังทำสิ่งดีงาม แต่ไม่มีเนื้อหาสาระที่สามารถตรวจสอบได้

รูปแบบที่ 2 คือ ‘การเลือกเล่า’ (Cherry-picking) หรือการนำเสนอข้อมูลเฉพาะส่วนที่ทำให้ภาพรวมดูดี ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจเน้นโปรโมตโครงการโซลาร์เซลล์ขนาดจิ๋วที่มีกำลังผลิตเพียงไม่กี่เมกะวัตต์ ไม่พูดว่ากำลังผลิตรวมของบริษัทหลายพันเมกะวัตต์มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

รูปแบบที่ 3 คือ ‘การใช้ภาพและสัญลักษณ์สีเขียว’ (Green Imagery) อย่างไม่ได้ส่วนกัความเป็นจริงของธุรกิจ การใช้ภาพทุ่งหญ้า ป่าไม้ กังหันลม หรือแม้แต่โลโก้สีเขียว ล้วนแต่สร้างความรู้สึกว่าบริษัทเป็น ‘มิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ทั้งที่ธุรกิจหลักของบริษัทยังเป็นการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล กลยุทธ์นี้ดูเหมือนจะไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว มีผลอย่างมากต่อการรับรู้ของผู้บริโภค

รูปแบบที่ 4 คือ ‘การตั้งเป้าหมายที่ดูดีแต่ขาดแผนปฏิบัติ’ (Targets Without Plans) หลายบริษัทประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 อย่างเอิกเกริก แต่เมื่อดูในรายละเอียด กลับไม่มีแผนงานเฉพาะว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา ไม่มีเป้าหมายระหว่างทาง (Interim Targets) ที่ชัดเจน และไม่ประกาศว่าจะยุติการลงทุนในฟอสซิลเมื่อใด เป้าหมายที่อยู่ไกลในอนาคตโดยไม่มีแผนระยะสั้นและระยะกลางรองรับนั้น เปรียบได้กับการประกาศว่า เราจะไปวิ่งมาราธอนในอีก 25 ปี โดยที่ระหว่างนั้นจะไม่ออกกำลังกายเลยแม้แต่วันเดียว

รูปแบบสุดท้ายที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ‘การอ้าง CSR แทนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง’ หลายบริษัทเน้นนำเสนอกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) เช่น การปลูกป่า การแจกทุนการศึกษา หรือการทำค่ายเยาวชนรักษ์โลก ราวกับว่ากิจกรรมเหล่านี้สามารถชดเชยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผลกระทบจากการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากิจกรรม CSR อย่างเทียบกันไม่ได้

เมื่อรูปแบบเหล่านี้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบๆ ปี มันก็สร้างสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า ‘เศรษฐกิจฟอกเขียว’ (Greenwashing Economy) ขึ้นมา เป็นระบบนิเวศของการสื่อสารที่ทำให้ภาคพลังงานทั้งภาคดูเหมือนกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน ทั้งที่โครงสร้างพื้นฐานของระบบยังคงเหมือนเดิม

วาทกรรม ‘เปลี่ยนผ่าน’ กับความเป็นจริงของการขยายก๊าซ

ปรากฏการณ์ตลกร้ายอย่างหนึ่งของภาคพลังงานไทยคือ ในขณะที่บริษัทพลังงานรายใหญ่แทบทุกแห่งพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ในทางปฏิบัติ ระบบพลังงานของประเทศกลับถูก ‘ล็อก’ ไว้กับก๊าซธรรมชาติอย่างแน่นหนา

ปัจจุบันไฟฟ้าราว 2 ใน 3 ของประเทศไทยผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น ก๊าซจากแหล่งในอ่าวไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่ากำลังลดลงเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูงกว่าและผันผวนตามตลาดโลกมากขึ้นทุกที สัดส่วนของ LNG นำเข้าในการใช้ก๊าซทั้งหมดของประเทศพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มเป็นราว 60% ภายในปี 2578 ซึ่งหมายความว่าค่าไฟฟ้าของประชาชนจะยิ่งแพงขึ้นตามราคา LNG ในตลาดโลก

รายงานของ IEEFA (Institute for Energy Economics and Financial Analysis) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับล่าสุดคือ 2567 เรียกร้องให้มีการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซถึง 6,300 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2571-2580 ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานเกินจริง ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า GDP จะเติบโตเพียง 1.6% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าสมมติฐาน 3.2% ในร่าง PDP2024 อย่างมาก

ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงแล้วคือการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเกินความจำเป็น (Overbuilt) และการใช้กำลังผลิตที่ต่ำกว่าศักยภาพ (Underutilized) ปัญหาเหล่านี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก นั่นคือระบบพลังงานของไทยยังเป็นแบบ ‘รวมศูนย์’ ซึ่งครั้งหนึ่งอาจจำเป็น แต่ในวันนี้เป็นภาระมหาศาล เพราะทุกครั้งที่ กฟผ.เซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ตามเงื่อนไข ‘ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย’ ในสัญญาจะถูกผลักมาเป็นภาระของผู้บริโภคผ่านค่าไฟฟ้า ไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะเดินเครื่องจริงหรือไม่ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับข้อกังขาและปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาจากการก่อสร้างสถานี LNG แห่งที่ 3อ่านรายละเอียดได้ในบทความของผู้เขียน เรื่องก๊าซ LNG กำแพงภาษีทรัมป์ กับความไม่แฟร์ของค่าไฟ

ช่องว่างทางกฎหมาย: ฟอกเขียวได้โดยไม่ต้องรับผิด

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่รายงานของป่าสาละชี้ให้เห็นคือ ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มออกกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อจัดการกับการฟอกเขียวอย่างจริงจัง ประเทศไทยกลับไม่มีการดำเนินการในด้านนี้แต่อย่างใด

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายกำกับดูแลตลาดทุน แต่กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการฟอกเขียวโดยเฉพาะ ทำให้ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่า คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมแบบไหนที่ถือว่า ‘หลอกลวง’ หรือ ‘ชี้นำผิด’ และไม่มีบทลงโทษเฉพาะสำหรับบริษัทที่ฟอกเขียว

ลองเปรียบเทียบกับความเคลื่อนไหวในระดับสากล สหภาพยุโรปได้ออกEmpowering Consumers for the Green Transition Directive(ECGT) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้บริษัทกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างๆ และคลุมเครือ เช่น คำว่า ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ‘เขียว’ หรือ ‘ประหยัดพลังงาน’ โดยไม่มีหลักฐานรองรับ รวมถึงห้ามกล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) หากความเป็นกลางนั้นตั้งอยู่บนการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting) เท่านั้น

นอกจากนี้ ECGT ยังกำหนดด้วยว่า ‘ฉลากความยั่งยืน’ ใดก็ตามที่ใช้ภาพสัญลักษณ์อย่างใบไม้ ตราประทับสีเขียว หรือต้นไม้ ที่สื่อว่าผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องเป็นฉลากที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับรองที่ได้รับการตรวจสอบจากบุคคลที่ 3 มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย

ในออสเตรเลีย สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และการลงทุน (ASIC) สั่งปรับบริษัทที่กระทำการฟอกเขียวเป็นเงิน 10.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย(ประมาณ 243.5 ล้านบาท) เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ส่วนในสหรัฐอเมริกา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เคยปรับผู้จัดการกองทุนที่ให้ข้อมูล ESG อันเป็นเท็จสูงถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 810.8 ล้านบาท) ในเดือนกันยายน 2566 ส่วนรัฐแคลิฟอร์เนียมีกฎหมายที่กำหนดโทษปรับรายวันสูงถึง 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 8.1 หมื่นบาท) สำหรับการกล่าวอ้างว่าเป็นกลางทางคาร์บอนโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเข้มงวดขึ้น ประเทศไทยกลับยังอยู่ในจุดที่ ‘ไม่มีกฎกติกา’ ใดๆ สำหรับการฟอกเขียว ช่องว่างนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมด้วย เพราะหมายความว่า ผู้บริโภคและนักลงทุนในตลาดทุนไทยไม่มีเครื่องมือที่จะปกป้องตัวเองจากข้อมูลที่ชี้นำผิดๆ ได้

ต้นทุนมหาศาลที่เรามองไม่เห็นของการฟอกเขียว

หลายคนอาจคิดว่า การฟอกเขียวเป็นเรื่องของ ‘คำพูด’ ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนของการฟอกเขียวมีมากมายมหาศาล และตกอยู่กับคนในสังคมอย่างไม่เท่าเทียม

ต้นทุนต่อผู้บริโภค-ในระดับพื้นฐานที่สุด การฟอกเขียวทำให้ผู้บริโภคถูกหลอกให้เชื่อว่า บริษัทพลังงานกำลัง ‘ทำดี’ เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ในความเป็นจริง บริษัทเหล่านี้ยังคงผลักดันการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านฟอสซิลที่จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น และผูกมัดประเทศไว้กับเชื้อเพลิงราคาแพงและผันผวน ต้นทุนเหล่านี้ถูกส่งผ่านมาถึงผู้บริโภคทุกเดือนผ่านบิลค่าไฟ แต่ถูกบดบังด้วยวาทกรรมเรื่อง ‘ความมั่นคงด้านพลังงาน’ และ ‘ราคาที่เหมาะสม’ (สำหรับการทลายมายาคติในเรื่องนี้ ผู้เขียนชวนอ่าน บทที่ 1: “ความมั่นคงทางพลังงาน” แปลว่าเราต้องสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ จริงหรือไม่?ในหนังสือและเว็บไซต์ Energy Myths)

ต้นทุนต่อนักลงทุน-สำหรับนักลงทุนในตลาดทุน การฟอกเขียวสร้างความเสี่ยงในหลายมิติ การที่บริษัทพลังงานนำเสนอภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเกินจริง อาจทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ต่ำเกินไป และจัดสรรเงินลงทุนไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มของโลก ส่งผลให้ตลาดทุนขาดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรไปสู่เศรษฐกิจเขียวที่แท้จริง

ต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม-ต้นทุนที่อาจร้ายแรงที่สุดคือ การฟอกเขียวทำให้สังคมรู้สึกว่า ‘มีคนจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว’ ซึ่งลดแรงกดดันทางการเมืองที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การที่บริษัทพลังงานรายใหญ่สามารถนำเสนอตัวเองว่ากำลัง ‘เปลี่ยนผ่าน’ อย่างราบรื่น ในขณะที่ยังคงลงทุนในก๊าซและเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่หยุดยั้ง ก็คือการซื้อเวลาให้กับโมเดลธุรกิจเดิมๆ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และชะลอการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นออกไปอีก

ต้นทุนต่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม-สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การฟอกเขียวยังบั่นทอนความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (Just Transition) อีกด้วย เมื่อบริษัทพลังงานสร้างภาพว่าตนเองกำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านอยู่แล้ว ก็จะยิ่งยากที่จะเรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบต่อชุมชนและแรงงานที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คนงานในอุตสาหกรรมฟอสซิล ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพลังงานขนาดใหญ่ ผู้คนเหล่านี้ต้องการแผนการรองรับที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาลอยๆ ผลการประเมิน NZT ประจำปี 2569 โดยป่าสาละชี้ชัดว่า หมวดการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรมเป็นหมวดที่บริษัทพลังงานไทยทำคะแนนได้ต่ำมากเฉลี่ยเพียง 1.90 คะแนนเท่านั้น จาก 10 คะแนน ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทขนาดใหญ่แทบยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย

ต้นทุนทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันแล้วมีมูลค่ามหาศาล ทั้งในแง่ของเงินที่ผู้บริโภคจ่ายเกินไป ทรัพยากรที่ถูกจัดสรรผิดทาง โอกาสทางเศรษฐกิจที่พลาดเป้า และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สะสมมากขึ้นทุกวัน ต้นทุนเหล่านี้ถูกกระจายออกไปสู่คนทั้งสังคม ในขณะที่ผลประโยชน์จากการฟอกเขียวกระจุกอยู่ที่บริษัทและผู้ถือหุ้นของบริษัทพลังงานรายใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

ในขณะที่บริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทยใช้เงินจำนวนมากไปกับการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนและพลังงานสะอาด ความเป็นจริงก็คือ พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยยังคงถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่แคบมาก

ข้อมูลจาก Ember ชี้ว่า พลังงานแสงอาทิตย์และลมรวมกันผลิตไฟฟ้าได้เพียงประมาณ 5.6% ของไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2567 ตัวเลขนี้ต่ำอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรที่มีแสงแดดตลอดปี มีพื้นที่กว้างใหญ่สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ทั้งบนหลังคา บนพื้นดิน และบนผิวน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติแล้ว ข้อมูลจาก BloombergNEF ชี้ว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ขนาดสาธารณูปโภคในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 33-75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (ประมาณ 1,060-2,430 บาท) ในขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซใหม่มีต้นทุนประมาณ 79-86 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (ประมาณ 2,547-2,785 บาท)

แต่ทำไมพลังงานหมุนเวียนจึงยังเติบโตช้ามากในประเทศไทย

คำตอบอยู่ที่โครงสร้างของระบบพลังงานที่ถูกครอบงำโดยรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานรายใหญ่ ระบบนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Generation) หรือเปิดให้ผู้เล่นรายเล็กเข้ามาแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม กฟผ.ยังคงเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single Buyer) สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับโรงไฟฟ้าก๊าซยังคงผูกมัดระบบอยู่ และกระบวนการอนุมัติโครงการพลังงานหมุนเวียนยังคงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน

ข่าวดีก็คือ เราเริ่มเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง เมื่อสงครามรอบใหม่ในทวีปตะวันออกกลาง ฐานการผลิตพลังงานฟอสซิลที่สำคัญที่สุดในโลก กดดันให้ทุกประเทศทั่วโลกเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

แต่แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า เราจะปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้างได้หรือไม่

ฟอกเขียวในยุค CBAM: เมื่อตลาดโลกไม่ยอมรับคำพูดลอยๆ อีกต่อไป

อีกมิติที่ทำให้การฟอกเขียวในภาคพลังงานของไทยยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นคือ ผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ผู้ส่งออกสินค้าไทยไปยังสหภาพยุโรปจะต้องเริ่มจ่ายภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ตามราคาคาร์บอนใน EU Emissions Trading System โดยในช่วงแรกสินค้าที่เข้าข่าย CBAM ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน แต่ในระยะยาวสหภาพยุโรปมีแผนจะขยาย CBAM ไปครอบคลุมสินค้าคาร์บอนสูงอื่นๆ ด้วย เช่น ปิโตรเลียม พลาสติก เซรามิก และแก้ว

นั่นหมายความว่า ถ้าภาคอุตสาหกรรมของไทยยังคงใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก สินค้าที่ส่งออกไปยุโรปก็จะมี ‘ภาระคาร์บอน’ ที่สูง และต้องจ่ายภาษี CBAM มากขึ้นตาม ซึ่งจะกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ยังไม่นับว่าประเทศคู่ค้าอื่นๆ ของไทย เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ก็กำลังพิจารณาออกมาตรการคล้าย CBAM เช่นเดียวกับยุโรป

ในบริบทนี้ การฟอกเขียวของบริษัทพลังงานไม่ได้แค่หลอกลวงผู้บริโภคภายในประเทศ แต่ยังสร้างภาพลวงตาว่าประเทศไทย ‘กำลังเปลี่ยนผ่าน’ ทั้งที่ภาคพลังงานยังไม่ได้ปรับโครงสร้างจริง ผลที่ตามมาคือ เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญกับกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น ภาคอุตสาหกรรมไทยจะพบว่า ยังไม่พร้อม เพราะถูกกล่อมด้วยวาทกรรม ‘เขียว’ ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมาตลอด

ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศตระหนักถึงความเป็นจริงนี้และเริ่มเร่งมือแล้ว เวียดนามเร่งพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง อินโดนีเซียกำลังปรับแผนพลังงานเพื่อรองรับ CBAM ในขณะที่ไทย ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูง กลับยังคงถูกถ่วงรั้งด้วยโครงสร้างพลังงานที่ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมฟอสซิล

การฟอกเขียวจึงไม่ใช่แค่ปัญหาด้านจริยธรรมหรือการคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ทุกวันที่เราปล่อยให้บริษัทพลังงานฟอกเขียวไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องรับผิด นั่นคือทุกวันที่ประเทศเสียโอกาสในการเตรียมตัวสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่กำลังมาถึง

บทส่งท้าย: ฟอกเขียวคือทางตัน

ถ้ามองจากมุมหนึ่ง การฟอกเขียวอาจดูเหมือนเป็นปัญหาแค่เรื่อง ‘การสื่อสาร’ ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น การฟอกเขียวคือกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมในระบบพลังงาน มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทพลังงานรายใหญ่สามารถ ‘ซื้อเวลา’ ให้กับโมเดลธุรกิจฟอสซิล โดยสร้างภาพลวงตาว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการชะลอ การบ่ายเบี่ยง และการผลักภาระไปให้คนรุ่นหลัง

รายงานของป่าสาละเรื่องการฟอกเขียวของบริษัทพลังงาน 10 แห่ง เป็นก้าวสำคัญในการทำให้ปัญหานี้ปรากฏชัดในพื้นที่สาธารณะ แต่รายงานเพียงฉบับเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่เราต้องการคือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งในระดับกฎหมาย นโยบาย ตลาดทุน และวัฒนธรรมองค์กร

ผู้เขียนอยากย้ำว่า การเรียกร้องให้หยุดฟอกเขียวไม่ได้หมายความว่า เราต้องการให้บริษัทพลังงาน ‘หยุดพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม’ ตรงกันข้าม สิ่งที่เราต้องการคือ ให้บริษัทเหล่านี้ ‘พูดจริง’ และ ‘ทำจริง’ เราต้องการให้บริษัทพลังงานเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองกำลังลงทุนในอะไร มีแผนจะเลิกลงทุนในฟอสซิลเมื่อใด และกำลังทำอะไรเพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านจะยุติธรรมต่อทุกฝ่าย ความโปร่งใสที่แท้จริงไม่ใช่ภัยคุกคามต่อธุรกิจ แต่เป็นพื้นฐานของความไว้วางใจที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สังคมต้องเผชิญ

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังอยากชี้ให้เห็นว่า การต่อต้านการฟอกเขียวไม่ใช่ ‘ภาระ’ ที่ถูกยัดเยียดให้กับภาคธุรกิจ แต่เป็น ‘โอกาส’ สำหรับบริษัทที่จริงจังกับการเปลี่ยนผ่าน ในตลาดทุนระดับสากล บริษัทที่มีแผนการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถือและโปร่งใสกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บริษัทที่ยังคงฟอกเขียวกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความเสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ

เราไม่มีเวลาอีกแล้วสำหรับเศรษฐกิจฟอกเขียว ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า เรากำลังเข้าใกล้จุดที่ไม่อาจหวนกลับ (Tipping Points) ของระบบภูมิอากาศโลกหลายจุด การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จริงจังและเป็นธรรมคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในทศวรรษนี้ ไม่ใช่ทศวรรษหน้า ถ้าบริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทยไม่เปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง สังคมก็ต้องสร้างแรงกดดันให้เปลี่ยน ทั้งผ่านกฎหมาย ผ่านตลาดทุน ผ่านการบริโภค และผ่านเสียงของประชาชนที่จะไม่ยอมถูกครอบงำด้วยวาทกรรมฟอกเขียวอีกต่อไป

ได้เวลาแล้วที่เราจะหยุดยอมรับภาพลวงตา หยุดยั้งการขยายตัวของ ‘เศรษฐกิจฟอกเขียว’ เพื่อมุ่งหน้าสู่ ‘เศรษฐกิจเขียว’ ที่แท้จริง

เพราะเศรษฐกิจเขียวที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการทาสีเขียวให้กับเศรษฐกิจสีดำ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมดของระบบเศรษฐกิจ ในทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...