รังสิมันต์จี้ถาม รมว. พลังงานถึงความคืบหน้าติดตามขบวนการกักตุนน้ำมัน กล้าจัดการหรือไม่หากโยงคนในรัฐบาล
ถือเป็นวาระการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของสภาฯ ชุดนี้ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ซึ่งในช่วงหนึ่ง รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการตามตัว ‘ไอ้โม่ง’ ผู้กักตุนน้ำมัน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาเป็นผู้ตอบกระทู้
รังสิมันต์ โรม ได้นำเสนอข้อมูลสืบเนื่องจากการแถลงนโยบายรัฐบาล โดยระบุถึงบุคคลที่เรียกว่า ‘เสี่ยตือ’ ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกักตุนน้ำมันและมีความพัวพันกับธุรกิจกาสิโนตามแนวชายแดนรวมถึงขบวนการสแกมเมอร์
รังสิมันต์นำเสนอระบุว่า เครือข่ายของบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการติดสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่าเครือข่ายของเสี่ยตือมีสถานะเป็นลูกหนี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท และมีการบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยจำนวน 1 ล้านบาท
สำหรับพฤติการณ์การกระทำความผิด รังสิมันต์ชี้ให้เห็นว่า มีการดำเนินคดีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทองมากกว่า 300,000 ลิตร แต่ยังไม่พบความคืบหน้าในการขยายผลไปสู่การยึดอายัดทรัพย์สินตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ทั้งยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ดำเนินการจัดซื้อคลังน้ำมันและท่าเรือจากบริษัทในเครือข่ายดังกล่าวที่จังหวัดเพชรบุรี มูลค่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายกระบวนการฟอกเงิน
ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ชี้แจงความคืบหน้าว่า กระทรวงพลังงานได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงยุติธรรมเพื่อระบุตัวผู้บงการขบวนการดังกล่าว ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับกรณีการกักตุนและปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทองเป็นคดีพิเศษแล้ว
โดยมีการตั้งข้อหาเบื้องต้นเกี่ยวกับการจำหน่ายน้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานตามมาตรา 49 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ลงนามแต่งตั้ง ‘คณะทำงานชุดปฏิบัติการสุดซอย’ เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการตรวจสอบการขนส่งและการรายงานข้อมูลน้ำมันย้อนหลังไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีเป้าหมายตรวจสอบคลังน้ำมันทั้ง 92 แห่งทั่วประเทศ หากพบพฤติกรรมการกักตุนหรือการรายงานข้อมูลเท็จจะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ข้อยกเว้น
เอกนัฏยืนยันว่าข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายค้านจะถูกนำไปขยายผล และได้ตอบรับที่จะเชิญ รังสิมันต์ โรม ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีและสมุทรปราการร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสัปดาห์หน้าเพื่อความโปร่งใส
ในระหว่างการซักถาม รังสิมันต์ได้ตั้งประเด็นถึงความสามารถของรัฐมนตรีในการตรวจสอบบุคคลในคณะรัฐมนตรีด้วยกันเอง โดยเฉพาะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือข่ายที่ถูกกล่าวหา
เอกนัฏได้ตอบประเด็นนี้โดยยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ยึดตามนโยบายพรรคที่ประกาศไว้ คือการไม่สนับสนุนทุนเทาและธุรกิจผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะเป็นใครหรือสังกัดพรรคใด
เอกนัฏระบุเพิ่มเติมว่า การทำงานที่ผ่านมาได้พิสูจน์ผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลกำไรของผู้ค้ากลุ่มทุนพลังงานจำนวนมาก ดังนั้น ในการจัดการปัญหาไอ้โม่งกักตุนน้ำมันและการฟอกเงิน รัฐบาลพร้อมที่จะสืบท้าวความถึงต้นตอของขบวนการทั้งหมด โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มอบหมายหน้าที่และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้ หากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงไปถึงฐานความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ก็จะดำเนินการส่งข้อมูลให้ดีเอสไอเพื่ออายัดทรัพย์สินและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด