โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยต้องใช้วิกฤตพลังงานโลก เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

มีรายงานที่น่าสนใจของสฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) ของเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการเงินที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทย (Climate Finance Network Thailand หรือ CFNT) ที่เขียนในหัวข้อ “War in the Middle East: Now Is the Time to Accelerate Renewable Energy in Thailand -Toward a Just Energy Transition” ซึ่งจัดทำขึ้นในเดือนเมษายน 2569 ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เผยให้เห็นถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานในประเทศไทยอย่างรุนแรง

สภาวะปัจจุบันที่เกิดขึ้นคือการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก เนื่องจากการส่งออกนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานราวหนึ่งใน 5 ของโลกต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิที่เปราะบางที่สุดในเอเชีย สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเพราะเราต้องพึ่งพาการนำเข้านํ้ามันดิบสูงกว่า 90% โดยที่ครึ่งหนึ่งของการนำเข้านั้นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งไปกว่านั้น ภาคการผลิตไฟฟ้าของไทยยังติดกับดักการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึงร้อยละ 58-68 ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่าร้อยละ 35 เป็นการนำเข้าในรูปแบบ LNG

ข้อมูลจาก Bank of America และ Nomura ระบุว่าไทยมีดุลการค้าพลังงานติดลบสูงถึงร้อยละ 6 ของ GDP ในปี 2568 และทุกๆ ร้อยละ 10 ของราคานํ้ามันที่เพิ่มขึ้น จะบั่นทอนบัญชีเดินสะพัดของไทยลงร้อยละ 0.5 ของ GDP ซึ่งนำไปสู่การประเมินจากสภาพัฒน์ฯ ว่าหากวิกฤตนี้ยืดเยื้อ การเติบโตของ GDP อาจร่วงลงเหลือเพียง 1.3% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวหดตัวลง 9% และภาคการเกษตรต้องแบกรับต้นทุนปุ๋ยไนโตรเจนที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก

เมื่อมองไปในอนาคต วิกฤตการณ์ครั้งนี้ต้องถูกใช้เป็นแรงผลักดันเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง ต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก

ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านที่เสนอตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ

เสาหลักแรก คือการเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนโดยการอนุมัติแผน PDP 2026 โดยด่วน โดยกำหนดเป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ถึง 77% ภายในปี 2593 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมทั้งต้องปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนระดับชุมชนผ่านระบบ Net Metering และการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์

เสาหลักที่สอง คือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการทยอยยกเลิกการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบทั่วไป แล้วนำงบประมาณเหล่านั้นไปจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน และต้องเร่งเจรจาปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เดิมกับโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่สร้างภาระกำลังผลิตเกินจำเป็นเพื่อเปิดพื้นที่ให้พลังงานสะอาด นอกจากนี้ยังต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านความมั่นคงทางพลังงานใหม่ โดยเลิกให้ความสำคัญเพียงแค่การจัดหาแหล่งฟอสซิลมาป้อนระบบ แต่ต้องเน้นไปที่ความสามารถในการเข้าถึงพลังงาน เสถียรภาพของราคา และความเป็นอิสระจากการนำเข้า

สำหรับเสาหลักที่สาม คือการสร้างความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นมิติที่สำคัญที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รัฐต้องจัดทำโรดแมป การเลิกใช้ถ่านหินที่ชัดเจน พร้อมกันนี้ต้องมีมาตรการสนับสนุนการฝึกทักษะใหม่ และยกระดับทักษะ ให้แก่แรงงานนับแสนในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือด้านพลังงานจากการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหไปเป็นการช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือนเปราะบางแบบเฉพาะเจาะจง

สรุปรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่สามารถใช้โมเดลเศรษฐกิจที่พึ่งพาฟอสซิลแบบเดิมเพื่อตั้งรับความผันผวนระดับโลกได้อีกต่อไป เพราะต้นทุนที่ต้องจ่ายนั้นไม่ใช่แค่เม็ดเงินมหาศาล แต่รวมถึงสุขภาพของประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดด้วยหลักการที่เที่ยงธรรมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ยุทธศาสตร์ทางรอด” ที่จะสร้างความยั่งยืนและความเป็นธรรมทางสังคมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในยุคหลังวิกฤตพลังงานฟอสซิล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...