กองทุนทั่วโลกแห่ตุนเงินสดรับมือเศรษฐกิจชะลอ บาทอ่อนต่างชาติวกกลับซื้อหุ้นไทยหมื่นล้าน
สัญญาณบวกสงครามอิหร่านคลี่คลายระยะสั้น ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทย 3 วันติดหมื่นล้านบาทหลังบาทอ่อน นักวิเคราะห์เตือนผลกระทบระยะกลางจากสงครามอิหร่าน กองทุนทั่วโลกแห่ตุนเงินสดรับมือเศรษฐกิจชะลอ บล.เอเซีย พลัสชู BBL,CPF,TRUE หลบผันผวน
วันที่ 20 มี.ค.2569บล. เอเซีย พลัส ประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกว่าเริ่มมีแนวโน้มผ่อนคลายขึ้นในระยะสั้น หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 20 เริ่มมีสัญญาณการลดความร้อนแรงลง
ปัจจัยบวกดังกล่าวเกิดจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่อิหร่าน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณายกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านและเตรียมนำคลังน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อเพิ่มอุปทาน
ทางด้านอิสราเอลเองก็มีท่าทีชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพิ่มเติม ผสานกับการที่หลายประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นได้ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านหยุดการโจมตีที่กระจายวงกว้าง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 119 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ได้ย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 105 เหรียญสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามแม้น้ำมันจะปรับตัวลงมาบ้าง แต่ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส เตือนว่าในระยะยาวยังคงน่ากังวล เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างมาก นำโดยดัชนี BCOM ที่พุ่งขึ้น 22.1%ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ณ วันที่ 19 มี.ค.2569 ซึ่งถือว่ายืนอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022
ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 64.5% YTD และถ่านหินบวก 38% YTD การที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นรวดเร็วเกิน 50% ต่อปีในอดีตมักจะตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว (Recession) ปัจจัยนี้ทำให้กองทุนทั่วโลกมีแนวโน้มลดความเสี่ยงโดยการถือ "เงินสด" เพิ่มขึ้น
โดยสัดส่วนเงินสดล่าสุดในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3% จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.4% (เข้าใกล้ระดับ 6.3% ในช่วงสงครามปี 2022) รวมถึงธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อสกัดเงินเฟ้อในอีก 6 เดือนข้างหน้า
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับเงินทุนไหลออกอย่างหนักจนทำให้เงินบาทอ่อนค่าแรงที่สุดในเอเชียถึง -4.51% (MTD)
อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส มองว่าท่ามกลางค่าเงินบาทที่อ่อนยวบ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่พลิกกลับมา "ซื้อสุทธิ" ในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง 3 วันทำการ รวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีเม็ดเงินไหลเข้าในช่วงเวลานี้
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากความชัดเจนทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลที่ราบรื่นและมีเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส, การตรึงค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย, การเดินหน้าประมูลโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ( Mega Projects)รวมถึงมาตรการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันให้ GDP ไทยในปี 2569 สามารถเติบโตได้สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ที่ 1.8%
กลยุทธ์การลงทุน ชู 3 หุ้นเด่น "หลบความผันผวน" พร้อมเก็งกำไรกลุ่มเกมจีนด้วยแนวโน้มตลาดหุ้นที่ "วันนี้ฟื้น วันหน้ายังน่ากังวล" บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบหลบความผันผวน โดยให้หุ้น BBL, CPF และ TRUE เป็น Top Picksประจำวัน