IIF ชี้นักลงทุนเริ่มลดถือพันธบัตรสหรัฐ หลังหนี้โลกพุ่งทุบสถิติ 353 ล้านล้านดอลลาร์
IIF ชี้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกระจายเงินออกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ไปยังญี่ปุ่นและยุโรปมากขึ้น ขณะที่หนี้โลกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 353 ล้านล้านดอลลาร์
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 05.25 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เปิดเผยรายงาน Global Debt Monitor เมื่อวันพุธ ระบุว่า นักลงทุนทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณกระจายการลงทุนออกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มากขึ้น ขณะที่หนี้ทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 353 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและยุโรปจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สวนทางกับความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasuries) ที่ทรงตัวนับตั้งแต่ต้นปี
เอ็มเร ทิฟติก ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดโลกและนโยบายของ IIF กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มพยายามกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สหรัฐมากขึ้น
แม้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มูลค่ากว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ยังไม่มีความเสี่ยงในระยะสั้น แต่ทิฟติกเตือนว่า แนวโน้มหนี้รัฐบาลสหรัฐในระยะยาวกำลังเคลื่อนไปในเส้นทางที่ไม่ยั่งยืน ขณะที่สัดส่วนหนี้ของยูโรโซนและญี่ปุ่นเริ่มปรับลดลงแล้ว
รายงานยังระบุว่า ภายใต้นโยบายปัจจุบัน สัดส่วนหนี้สหรัฐต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนของสหรัฐยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากการระดมทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และกระแสเงินทุนจากต่างประเทศ
IIF ระบุว่า การกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้หนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2568 และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5
ทิฟติกกล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้สหรัฐฯ ส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมของภาครัฐ ขณะที่จีนก็เห็นการเร่งตัวของหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน โดยเฉพาะบริษัทของรัฐ ซึ่งขยายตัวเร็วกว่าการกู้ยืมของรัฐบาลจีนอย่างมาก
นอกเหนือจากสองเศรษฐกิจใหญ่ของโลก หนี้ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยรวมเริ่มลดลงเล็กน้อย ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) มีระดับหนี้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 36.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการกู้ยืมของรัฐบาล
เมื่อพิจารณาสัดส่วนหนี้ต่อ GDP หนี้ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 305% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่ทรงตัวมาตั้งแต่ปี 2566 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของสัดส่วนหนี้สะท้อนภาพเดียวกับระดับหนี้ กล่าวคือ ประเทศพัฒนาแล้วเริ่มลดลง ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเทศที่มีสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ นอร์เวย์, คูเวต, จีน, บาห์เรน และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแต่ละประเทศมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 จุดเปอร์เซ็นต์
IIF คาดว่าแรงกดดันเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย การใช้จ่ายด้านกลาโหม ความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายห่วงโซ่อุปทาน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการลงทุนด้าน AI จะผลักดันให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจมีระดับหนี้สูงขึ้นต่อไปในระยะกลางถึงระยะยาว
ทิฟติกเตือนด้วยว่า ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มจะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเหล่านี้ให้รุนแรงขึ้นอีก
อ้างอิง : www.reuters.com