ข่มขืน ลวนลาม ล่วงละเมิดทางเพศ การกระทำที่ "ไม่มีใครรับได้" แต่มันยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประเด็นอื้อฉาวของหนึ่งในตระกูลใหญ่ของไทย ท่ามกลางความสนใจของประชาชนในขณะนี้ ทำเอาคนที่รู้เรื่องราวถึงกับ "รับไม่ได้" และมันก็ดูเหมือนว่า อาจจะลุกลามไปถึงข้อกฏหมายเสียด้วย
แต่เราคงไม่ทำตัวเป็นศาลเตี้ย ออกตัวตัดสินเรื่องนี้อย่างเร่งรัด แต่อยากจะขอเอ่ยถึงประเด็น "การถูกกระทำโดยไม่ยินยอม" โดยเฉพาะด้านสิทธิทางร่างกายและจิตใจ
เราอาจไม่ต้องมีประสบการณ์ตรงหรอก เพราะแค่เราเห็นตามหน้าข่าวว่า ใครสักคนถูกกระทำ ไม่ว่าจะถูกข่มขืน ฝืนใจ ลวนลาม หรือทำอนาจาร บางครั้งเราก็โกรธแทนจนหน้าสั่น
ถูกกระทำจากคนแปลกหน้าว่า "เลว" แล้ว แต่ถ้าเป็นคนใกล้ชิด เพื่อน คนสนิท หรือกระทั่งคนในครอบครัว แน่นอนว่า มันยิ่งสร้างความเจ็บปวดและเจ็บลึกไปมากกว่านั้น
บ่อยครั้งที่เราเห็นจากหน้าข่าว มักจะทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไปได้ยังไง? จิตใจทำด้วยอะไร? สังคมนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด? อย่างกรณีข่าว "พ่อวัย 56 ปี ข่มขืนลูกสาว 12 ปี" หรือ "หลานชายข่มขืนยายตัวเอง"
มันคงมีหลายเหตุผลแหละ อยากรู้อยากลอง ของขาด หาที่ระบายอารมณ์ เมายา หรือไม่ก็วิปริตผิดมนุษย์ แต่ไม่ว่าเหตุผลอะไรมันก็ฟังไม่ขึ้น และไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ว่า สมควรทำสิ่งนี้กับคนอื่น แล้วพอถูกจับได้ก็มีข้ออ้างต่างๆ นานา เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด
และรู้หรือไม่ อะไรที่มันสร้างบาดแผลให้ใครคนหนึ่งได้มากกว่านั้น
มันอาจไม่ใช่ในตอนที่เขาถูกกระทำโดยไม่ยินยอม แต่มันคือการที่ถูกคนรอบข้างเมินเฉย ทำเป็นเรื่องปกติ หรือแม้แต่ตัดสินเขาว่า "ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่" ซึ่งมันไม่เพียงสะท้อนมุมมองความคิด แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมส่วนใหญ่ในสังคมนั้น
ถ้ายกตัวอย่างก็ คงไม่พ้นเรื่องการแต่งกาย แม้ว่าในยุคนี้ที่ทุกคนอาจเข้าใจมากขึ้นและปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการแต่งตัวว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคล โดยที่ไม่ต้องมาคอยระแวงว่า จะได้รับอันตรายจากใครอีกแล้ว
แต่มันยังมีความคิดอีก "ขุม" หนึ่งที่หาข้ออ้างเพื่อความถูกต้องของตัวเอง เช่น เขาหรือเธอแต่งตัวโป๊เองหรือเปล่า ซึ่งเอาจริงๆ ต่อให้แต่งตัวเรียบร้อย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าคนมันจะคิดชั่ว มันก็สามารถทำได้กับชุดที่มิดชิดนี่แหละ
และเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่แค่โลกภายนอกนะ เพราะแม้แต่วัฒนธรรมในเรือนจำเองก็ยังรับไม่ได้กับสิ่งนี้ที่สุด บางคนอาจเคยได้ยินว่า บ่อยครั้งที่นักโทษคดีฆ่าข่มขืนได้ก้าวเท้าเข้าไปในเรือนจำ พวกเขาเหล่านั้นมักจะโดนรับน้อง ถูกซ้อมทรมาน บาดเจ็บ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต
แม้จะไม่รู้ตรรกะของสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นว่า มันร้ายแรงกว่า คดีอื่นยังไง แต่อย่างน้อยมันก็สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีว่าใคร ก็ไม่สามารถรับเรื่องนี้ได้ และถ้าจะบอกว่า ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง คนนอกคุกจะได้ไม่กล้าทำ ก็คงไม่ใช่ เพราะข่าวปัจจุบันมันก็ยังมีให้เห็นอยู่
อย่างข่าวล่าสุด นักแสดงสาวได้ออกมาเรียกร้องสิทธิของเธอ จากกรณีที่ถูกชายที่อ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยล่วงละเมิดทางเพศ ขณะรอรับการช่วยเหลือในห้องพัก
ความกล้าของเธอที่นำเรื่องราวความเจ็บปวดมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ มันทำให้เธอได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามว่า "กล้าหาญ" อย่างมาก เพราะมันยังมีเหยื่ออีกหลายคนที่ไม่กล้าแม้จะเดินไปบอกคนในครอบครัวเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มเปราะบาง อาจเพราะด้วยความอาย หรือความกลัวของพวกเขาก็ตาม
เห็นได้ชัดจากสถิติล่าสุด ตัวเลขรายงานการกระทำความผิดเกี่ยวกับการข่มขืน หรือล่วงละเมิดทางเพศ จากศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ในช่วงปี 2568 พบว่า หนึ่งในรูปแบบความผิดที่พบคือ คดีแสวงหาประโยชน์ทางเพศ จำนวน 246 คดี
เช่นเดียวกับ รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชนประจำปีงบประมาณ 2568 ไตรมาส 1 ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2567 โดยพบว่า มีเด็กถูกกระทำอนาจาร หรือถูกข่มขืนเพิ่มขึ้นในตลอด 3 เดือนนั้น
หากเรื่องเหล่านี้เกิดกับผู้ใหญ่ ผู้ที่มากกว่าด้วยวัยวุฒิและภูมิต้านทาน เราก็ว่า "แย่แล้ว" แต่ถ้าเกิดขึ้นกับ "เด็ก" มันคงจะกลายเป็นแผลเป็นที่ฝังลึกลงไป จนรักษาไม่หายเลยก็ได้
แต่ที่แน่ๆ อยากให้ใครที่ได้อ่าน หรือแม้แต่เคยเป็นเหยื่อ หรือกำลังตกเป็นเหยื่อ อยากให้กล้าออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง หรือจะ "เล่า" ให้ใครสักคนฟังก็ยังดี
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.dcy.go.th/public/mainWeb/file_download/1744183589829-16524232.pdf