โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่องแคบฮอร์มุซ : ช่องชีวิตของเศรษฐกิจโลก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ค. เวลา 02.53 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 02.52 น.

ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

ช่องแคบฮอร์มุซ

: ช่องชีวิตของเศรษฐกิจโลก

“Open the Fuckin’ Strait, you crazy bastards, or you’ll be living in Hell – JUST WATCH!”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

Truth Social, April 5, 2026

บทความนี้ขอเปิดด้วยคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และขอคงไว้เป็นคำกล่าวในภาคภาษาอังกฤษ เพราะถ้าแปลออกมาเป็นภาษาไทย คงเป็นคำไม่สุภาพอย่างแน่นอน…

ในทางภูมิรัฐศาสตร์วันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” เพราะเป็นช่องแคบที่ชี้ชะตาโลกอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะชะตากรรมทางด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ทุกคนวันนี้จึงเหมือนกับถูกจับเข้าเรียนวิชา “น้ำมันกับการเมืองระหว่างประเทศ” หรือลงเรียนวิชา “ภูมิรัฐศาสตร์ของน้ำมัน” ไปพร้อมๆ กันทั่วโลก และรับรู้กันเป็นข้อมูลพื้นฐานว่า ช่องแคบนี้เป็นทางผ่านของน้ำมันราวร้อยละ 20 ของน้ำมันโลก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดสงครามอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 และนำไปสู่การปิดช่องแคบดังกล่าว จึงส่งผลให้ร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดโลกทันที

ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลก” รอบใหม่ทันที สภาวะเช่นนี้จึงชวนให้เราต้องลองทำความเข้าใจในเรื่องของช่องแคบฮอร์มุซกันอีก

สิทธิเหนือช่องแคบ

ในทางภูมิศาสตร์แล้ว ช่องแคบ หมายถึง ช่องผ่านทางทะเลที่มีความกว้างของระยะทางไม่มากนัก และช่องแคบนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมของทะเล 2 แห่ง ที่เรือสามารถแล่นผ่านจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ และที่สำคัญ พื้นที่ชายฝั่งของช่องแคบแต่ละด้านเป็นเขตอธิปไตยของรัฐที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ด้านหนึ่งของแคบเป็นประเทศหนึ่ง และอีกด้านก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง

ด้วยเงื่อนไขของช่องแคบที่ระยะความกว้างไม่ห่างกันมากนักเช่นนี้ จึงทำให้เกิดการตีความจากรัฐชายฝั่งแบบหนึ่ง และตีความจากรัฐอื่นๆ ที่เป็นผู้ใช้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอีกแบบหนึ่ง แต่โดยหลักของกฎหมายทะเลแล้ว สหประชาชาติกำหนดให้รัฐชายฝั่งมีอำนาจในการควบคุมพื้นน้ำไกลออกไปจากเส้นแนวชายฝั่งในทะเล 12 ไมล์ทะเล (13.8 ไมล์บก หรือคิดเป็น 22.08 กิโลเมตร)

ในสภาวะที่ระยะทางที่ไม่กว้างมากนักของช่องแคบ อาจทำให้รัฐชายฝั่งตีความไปในทิศทางของตนเองว่า ช่องแคบนี้อยู่ภายในเขตอธิปไตยทางทะเลของตนเอง หรือมีนัยว่าช่องแคบเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาณาเขต ซึ่งถ้ายึดหลักการนี้ รัฐเจ้าของย่อมมีสิทธิที่จะเก็บค่าผ่านทางของเรือแต่ละลำ หรือมีสิทธิที่จะควบคุมช่องแคบนี้อย่างสมบูรณ์

แน่นอนว่าการตีความเช่นนี้จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะโดยหลักกฎหมายทะเลแล้ว ไม่มีรัฐใดมีสิทธิ์ที่จะกล่าวอ้างว่าช่องแคบอยู่ภายใต้อธิปไตยของตน เนื่องจาก ในทางกฎหมายนั้น ทุกรัฐสามารถใช้ “สิทธิในการผ่านอย่างเสรี” (free passages) ดังนั้น การเรียกเก็บค่าผ่านทางของเรือจากรัฐเจ้าของ ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สภาวะของการตีความ 2 แนวทางเช่นนี้ เห็นได้ชัดจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านถือว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นเขตอธิปไตยทางทะเลของอิหร่าน แต่สำหรับทางฝ่ายสหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีทางยอมรับหลักการดังกล่าวได้เลย และทัศนะดังที่กล่าวแล้ว เป็นความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เสมือนหนึ่งทั้ง 2 ฝ่ายอยู่กันคนละโลก

ฉะนั้น ในสภาวะที่อิหร่านถูกโจมตีจากสหรัฐและอิสราเอลนั้น อิหร่านจึงเชื่อว่าตนเองมีสิทธิและอำนาจอันชอบธรรมที่จะถือว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นของตน และใช้อำนาจอธิปไตยของตนในการเข้าควบคุมพื้นที่นี้

หลักการ

แต่หากพิจารณาจากหลักกฎหมายแล้ว กฎหมายทะเลคือเครือข่ายของกฎหมายระหว่างประเทศ ประเพณี และข้อตกลง ที่กำหนดมูลฐานในการใช้ทะเลของประเทศต่างๆ ในการมีสิทธิที่จะเข้าถึง และการควบคุมพื้นที่ทางทะเล

กฎหมายทะเลที่สำคัญคือ “The United Nations Convention on the Law of the Sea” (UNCLOS) กฎหมายชุดนี้ทำเสร็จในปี 1982 และมีผลบังคับใช้ในปี 1994 กฎหมายนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการใช้พื้นที่ทางทะเล และทุกฝ่ายมีข้อยุติที่ชัดเจนว่า ใครจะสามารถทำอะไรได้ในทะเล/มหาสมุทร โดยเฉพาะข้อกำหนดในการใช้พื้นที่ เช่น ช่องแคบระหว่างประเทศ

กฎหมายนี้ได้รับการให้สัตยาบันจาก 171 ประเทศ และกลุ่มสหภาพยุโรป แต่ประเทศที่ไม่ให้สัตยาบันคือ อิหร่าน และสหรัฐ กล่าวคืออิหร่านลงนามในกฎหมายนี้ แต่ไม่ได้ให้สัตยาบัน ส่วนสหรัฐนั้น ทั้งไม่ลงนามและไม่ให้สัตยาบัน

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากอย่างมาก เพราะเกิดการ “มองต่างมุม” อย่างสิ้นเชิงในปัญหา “อำนาจในการควบคุม vs สิทธิในการใช้” ดังนั้น เมื่ออิหร่านตัดสินใจใช้การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธในการต่อสู้กับการโจมตีและการปิดล้อมอิหร่านแล้ว สิ่งที่เกิดตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามการเมืองเหนือช่องแคบ” หรือโดยนัยคือ ภูมิรัฐศาสตร์ของช่องแคบกลายเป็นศูนย์กลางของประเด็นทางยุทธศาสตร์ในสงครามระหว่างสหรัฐ/อิสราเอลกับอิหร่าน เพราะผลกระทบจากการปิดช่องแคบนั้นคือ จุดเริ่มต้นของวิกฤตชุดใหญ่ในการเมืองโลก และส่งผลกระทบกับประเทศทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐเองด้วย

แม้ผู้นำอเมริกันจะคิดเอาเองว่าสหรัฐมีน้ำมันภายในของตน และไม่ต้องพึ่งพาจากภายนอก แต่เขาอาจจะลืมไปว่า ในความเป็นจริงนั้น ราคาน้ำมันในตลาดอเมริกาถูกกำหนดจากราคาน้ำมันในตลาดโลก สหรัฐไม่สามารถกำหนดราคาภายในได้เองอย่างเสรี โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงกับราคาตลาดโลก ซึ่งถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้นเช่นใด ราคาน้ำมันในตลาดอเมริกาก็ขึ้นเช่นนั้น และจะมีผลต่อปัญหาค่าครองชีพในสังคมด้วย

ภาวะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซคืออาวุธสำคัญของอิหร่านที่ใช้ในการตอบโต้กลับต่อการกดดันของสหรัฐ กล่าวคือ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือในการ “Counteroffensive” ต่อการรุกของผู้นำสหรัฐอย่างได้ผล เพราะหากอิหร่านไม่มีช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับสหรัฐแล้ว อิหร่านจะไม่มีอำนาจต่อรองในเวทีสากลเหลืออยู่เลย และสงครามคงจบลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ช่องแคบคือเส้นเลือด

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลกในตัวเอง เพราะในบริบทของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้ว จะเห็นได้ว่าช่องแคบนี้เป็นจุดเชื่อมของเส้นทางระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาระเบีย ด้านเหนือของช่องแคบคืออิหร่าน และด้านใต้คือโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนที่เป็นดังระเบียงของการเข้าออกช่องแคบ มีความกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร (31 ไมล์) และส่วนที่แคบที่สุดของตัวช่องแคบมีความกว้างประมาณ 32 กิโลเมตร (20 ไมล์) แม้ช่องแคบจะมีความกว้างไม่มากนัก แต่ร่องน้ำมีความลึกมากพอที่สามารถรองรับการเดินทางของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่เป็น Supertankers ได้

ความสำคัญไม่เพียงเป็นช่องแคบที่รายล้อมด้วยประเทศผู้ผลิตน้ำมันและส่งออกก๊าซธรรมชาติ 6 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับอิเมเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย หากแต่ช่องแคบนี้เป็นดัง “เส้นเลือด” ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2025 นั้น น้ำมันและผลผลิตที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 20 ล้านบาร์เรล/วัน (ข้อมูลจาก The US. Energy Information Administration หรือ EIA) หรือคิดเป็นมูลค่าของราคาพลังงานเกือบ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

การขนส่งพลังงานเช่นนี้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญและหนาแน่นที่สุดของโลกเส้นหนึ่ง อีกทั้งจะเห็นได้ว่าน้ำมันและพลังงานฟอสซิลอื่นๆ ที่ขนผ่านช่องแคบนี้ในปี 2022 ร้อยละ 82 ไปยังตลาดเอเชีย (ข้อมูลจาก US EIA) อีกทั้งร้อยละ 90 ของน้ำมันอิหร่านที่ส่งออกนั้นไปยังจีน อันสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจจีน

นอกจากเรื่องของการผลิตน้ำมันแล้ว ประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ หรือก๊าซเหลว LNG รายใหญ่ของโลกเช่นกัน และไม่ต่างกับน้ำมัน ก๊าซ LNG ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณร้อยละ 20 ของโลกเช่นกัน สำหรับประเทศที่ส่งก๊าซออกรายใหญ่ที่สุดคือ กาตาร์ โดยในปี 2024 กาตาร์ส่ง LNG ออกประมาณ 9.3 พันล้านคิวบิกฟุต/วัน และส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งออกประมาณ 0.7 พันล้านคิวบิกฟุต/วัน (ข้อมูลรัฐบาลอเมริกัน)

ด้วยการที่ LNG เป็นก๊าซเหลวจึงสามารถขนส่งได้ง่าย เนื่องจากจะใช้พื้นที่น้อยกว่าในการขนส่ง และเมื่อขนส่งถึงประเทศเป้าหมายแล้ว ก๊าซนี้คือสิ่งที่จะนำมาใช้ในการหุงต้ม การให้พลังงานความร้อน หรือใช้ในการให้พลังงานตามที่ต้องการ เช่น ใช้ในยานพาหนะ เป็นต้น ฉะนั้น ปัญหาการปิดช่องแคบนี้ที่สำคัญอีกส่วนคือ การนำไปสู่ความขาดแคลนเชื้อเพลิงในชีวิตประจำวันของหลายครอบครัว โดยเฉพาะในกรณีของก๊าซหุงต้มอาหาร ที่ใช้ทั้งในบ้าน และในภัตตาคาร

สินค้าสำคัญอีกประการที่ต้องเดินทางผ่านช่องแคบนี้คือ ปุ๋ย ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ประมาณว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกปุ๋ยนั้น ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น การปิดช่องแคบนี้จึงส่งผลอย่างมากกับการทำเกษตรกรรมของหลายประเทศ ทั้งยังจะส่งผลอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากความขาดแคลนปุ๋ยจะส่งผลต่อการผลิตอาหารในหลายประเทศ

นอกจากสินค้าดังที่กล่าวแล้ว ประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังส่งออกอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีอื่นๆ ผ่านช่องแคบนี้ด้วย

ความผันผวน

สภาวะของการขนส่งเช่นนี้ ทำให้ช่องแคบเป็นจุดสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความสำคัญนี้สะท้อนให้เห็นจากจำนวนเรือประมาณ 3,000 ลำ ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละเดือน และเป็นเรือที่นำมาซึ่งชีวิตทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย

ดังนั้น สำหรับหลายประเทศแล้ว สิ่งที่เกิดไม่ใช่เพียงวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงานเท่านั้น หากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ “วิกฤตชีวิตประจำวัน” (daily-life crisis) เพราะความขาดแคลนและ/หรือราคาพลังงานที่สูงขึ้นคือ ผลกระทบอย่างชัดเจนในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าครองชีพที่สูงขึ้นเท่านั้น หากแต่ความขาดแคลนพลังงานทำให้หลายสังคมต้องจัดระบบชีวิตใหม่ ทั้งยังนำไปสู่การเป็นวิกฤตทางการเมืองได้ด้วย

สำหรับทรัมป์ วิกฤตชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันจะตอบด้วยผลการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้อย่างแน่นอน!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ช่องแคบฮอร์มุซ : ช่องชีวิตของเศรษฐกิจโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...