โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"ศาลอาญาคดีทุจริตฯ" ยกฟ้อง "อดีตพระพรหมเมธี" คดีโยกงบฯอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แต่สั่งคืนเงิน 5 ล้านให้สำนักพุทธฯ

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

วันนี้ (2 เม.ย.) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ห้องพิจารณา 303 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี อดีตพระพรหมเมธี หรือ พระจำนงค์ ธมฺมจารี อายุ 85 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในข้อกล่าวหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั่นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน พิเคราะห์พยานหลักฐานจากทางไต่สวนของศาลประกอบรายงานการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีฐานะเป็นกรมในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนา มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์ คุ้มครองและ ส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแล รักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็น ศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหายได้รับการจัดสรรงบประมาณในโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 เป็นเงิน 1,426,349,700 บาท โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับค่าใช้จ่ายรายหัวในอัตราที่เสมอภาคและเท่าเทียมกับ นักเรียนในสังกัดอื่น ๆ ของรัฐ งบประมาณดังกล่าวจัดอยู่ในงบเงินอุดหนุนทั่วไปอันเป็นการให้เงิน อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วัดสัมพันธวงศ์ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 5,000,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนากับพวกเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์หรือไม่ จากการไต่สวนพยานหลักฐานไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยในการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด พยานหลักฐานมีเพียงการอนุมัติเงินจำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 พฤติการณ์การถอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีตนเองนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่นายนพรัตน์กับพวกได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว แต่กระบวนการเสนอเรื่องและอนุมัติงบประมาณเป็นเรื่องภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ต้องดำเนินการตามลำดับชั้น จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว เมื่อพยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าจำเลยได้สมคบหรือสั่งการอย่างไร พยานหลักฐานจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการหรือร่วมมือกับนายนพรัตน์กับพวกในการจัดทำบันทึกข้อความเสนออนุมัติเงินจำนวน 5,000,000 บาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

เห็นว่าการฟอกเงินต้องมีเจตนาเพื่อปิดบังอำพรางที่มาของเงิน ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ในกรณีนี้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนจำนวน 5,000,000 บาท เป็นเรื่องการดำเนินงานภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ จำเลยไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยมีการระบุชื่อบัญชีต่อท้ายชื่อของจำเลยว่า "สร้างศาลา" และ "(ทุนสร้างศาลา)" ข้อเท็จจริงดังกล่าวสนับสนุนว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินที่ได้รับมาเป็นเงินสำหรับโครงการก่อสร้างศาลาของวัด พยานหลักฐานจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่าเงินในเช็คจำนวน 5,000,000 บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง มีปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดทางอาญาตามฟ้อง แต่พยานหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ก่อสร้างอาคารของวัดเนื่องจากเจ้าอาวาสอาพาธและจำเลยเข้าใจว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ แต่ตามข้อเท็จจริงเงินจำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณอุดหนุนการศึกษาซึ่งวัดสัมพันธวงศ์ไม่มีสิทธิได้รับและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำไปใช้เพื่อการก่อสร้างอาคาร คดีในส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย พิพากษา ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5,000,000 บาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...