“ซันสวีท” จากฐานเกษตรสู่ตลาดเมือง พร้อมยกระดับองค์กรผ่าน JUMP+
บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เผยความสำเร็จในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากผู้ประกอบการอาหารแปรรูปจากภาคเกษตรท้องถิ่นในเชียงใหม่ สู่การเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และการตัดสินใจครั้งสำคัญในการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำนักข่าวไทยพับลิก้า ได้สัมภาษณ์ดร.องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายข้าวโพดหวานแปรรูปและผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตรอื่นๆ ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท “KC” และผลิตตามคำสั่งลูกค้าภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า
จากผักผลไม้ตามฤดูกาล สู่ “ข้าวโพดหวาน” ทำโรงงานเดินเครื่องได้ทั้งปี
จุดเริ่มต้นของซันสวีท คือการทำธุรกิจ “ผักและผลไม้ท้องถิ่น” ที่พึ่งพาฤดูกาลสูง ซึ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจการเงินปี 2540-2542 ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาเงินทุนหมุนเวียนตามฤดูกาลต้องประสบข้อจำกัดด้านสินเชื่อ ด้วยเหตุสถาบันการเงินในประเทศประสบปัญหา การตัดสินใจครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารตระหนักว่าทางแก้คือการ เปลี่ยนไปหาธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงมากและสู่สินค้าเกษตรที่ผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปีไม่ถูกจำกัดด้วยฤดูกาล
“เราต้องหาตัวธุรกิจที่ใช้เงินทุนไม่ได้สูงมาก…ไปหาดูว่ามีสินค้าอะไรอื่นไหม เกษตรเหมือนกันถ้าสามารถปรับจากสิ่งที่เรามีอยู่อะไรได้บ้าง หนึ่งในนั้นเราก็เลยเลือกตัวที่มีทั้งปี ก็คือ ข้าวโพดหวาน” ดร.องอาจกล่าวและว่า ข้าวโพดหวานกลายเป็น “ตัวเปลี่ยน” ที่ทำให้โรงงานสามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี และสามารถขยายตลาดได้ทั่วโลก ต่างจากผลไม้ตามฤดูกาลที่จำกัดอยู่แค่ในเอเชีย
ดร.องอาจชี้ว่า ข้าวโพดหวานมีข้อได้เปรียบสำคัญคือสามารถวางแผนการผลิตได้ดี “อยากได้เท่าไหร่ก็ส่งเสริมปลูกได้ และสามารถทําได้ทั้งปี” แตกต่างจากผลไม้หลายชนิดที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ
ปฏิวัติการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ลดเสี่ยง เพิ่มความสม่ำเสมอ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านคือการนำ เทคโนโลยีและองค์ความรู้ มาใช้ในการจัดการธุรกิจเกษตร จากเดิมที่ต้อง “แล้วแต่ฟ้าแล้วแต่ดิน” ดร.องอาจกล่าวว่า ซันสวีท ได้นำระบบ Contract Farming (เกษตรพันธสัญญา) มาใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้เพาะปลูกภายใต้การควบคุมคุณภาพและกำหนดวันส่งมอบได้ พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยี Smart Farming เพื่อบริหารความเสี่ยงจากธรรมชาติ ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยพยากรณ์สภาพอากาศ วางแผนเพาะปลูก และจัดการน้ำให้สอดคล้องความต้องการของพืช
ดร.องอาจย้ำว่า “เทคโนโลยีทำให้เริ่มรู้ล่วงหน้าได้ บริหารได้” ส่งผลให้คุณภาพและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบดีขึ้น และเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็เดินหน้าลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต ยกระดับจากระบบแรงงานเดิมสู่กระบวนการที่ทันสมัย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ การจัดการบริหารความเสี่ยงด้วยเทคโนโลยีนี้ ก็ยิ่งทำให้การผลิตมีความสม่ำเสมอ คุณภาพดีขึ้น ต้นทุนต่ำลง และปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ยกระดับสู่บริษัทมหาชนและการรุกตลาดในประเทศ
ในปี 2559 การปรับโครงสร้างธุรกิจภายใต้การมีที่ปรึกษาทางการเงินที่ดำเนินการมาต่อเนื่อง 3 ปีเสร็จสิ้นลงจากในนามบริษัท KC เชียงใหม่ เป็น บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ: 1) ต้องการเงินทุน 2) ปรับปรุงกระบวนการผลิต 3) ต้องการเติบโต
“เหตุผลที่เราเข้าตลาดมี 3 ประการ ประการแรก เราต้องการเงินทุน เพราะธุรกิจอย่างนี้ใช้เงินทุนสูง ประการที่สอง ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิตต่างๆ ของเรา ประการที่ 3 เราต้องการเติบโต” ดร.องอาจกล่าว
ดร.องอาจกล่าวว่า ซันสวีทเตรียมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมากกว่า 10 ปี โดยในช่วง 9 ปีแรกเป็นการเตรียมตัวโดยตัวบริษัทเอง และในช่วง 3 ปีหลังได้ปรับให้กระชับขึ้นโดยให้ APM เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอีก 3 ปี
“เราเป็นกิจการต่างจังหวัดเป็นบริษัทเกษตร ถือว่าเป็นบริษัทไม่มีชื่อเสียงนักแล้วอยู่ๆมาเข้าจดทะเบียน อาจจะมองกันว่าซันสวีท Jump สูง แต่ซันสวีทเตรียมการมานาน เราคิดว่าธุรกิจอย่างเราถ้าเป็นหนี้ ต้องจ่ายดอกเบี้ย ธนาคาร แล้วธุรกิจขึ้น ๆ ลง ๆ ได้บ้างเสียบ้าง ก็มีโอกาสพลาดได้” ดร.องอาจกล่าว
“แล้วหากกระบวนการทํางานยังบริหารแบบท้องถิ่น บริหารแบบทําธุรกิจทั่วไป ซึ่งอาจจะมีบัญชีที่ไม่เรียบ ร้อยบ้าง การค้าการขายไม่สม่ำเสมอ การบริหารการจัดการไม่ชัดเจน เรื่องพวกนี้สําคัญหมดเลย ในระยะยาวก็มีทั้งโชคดีและโชคไม่ดี โชคดีไม่เป็นไร แต่โชคไม่ดี ก็จะล้มหายตายจากไป เหมือนกับบริษัทอื่นๆ การหายไป อย่างนั้น มันเป็นชีวิตของเรา เรามีคนเป็นร้อยเป็นพัน จะไม่อยู่ก็ได้ มันไม่ได้ มันไม่ใช่เราแค่นั้น ยังมีคนอื่น ๆ ด้วย สิ่งที่จะทําให้เรามีความมั่นคง มีชีวิตอยู่รอดที่ดีกว่าเดิม หนึ่งในนั้นก็คือปรับปรุงภายในของเรา จนกระทั่ง สร้างเงื่อนไขต่างๆให้เอื้อต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์” ดร.องอาจกล่าว
ดร.องอาจ สะท้อนมุมมองต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ว่า แม้หลายคนมองว่าเป็นภาระและมีข้อกำกับมาก แต่แท้จริงคือมาตรฐานที่ธุรกิจ “ต้องทำอยู่แล้ว” ทั้งบัญชีที่ถูกต้อง ระบบบริหารจัดการ ธรรมาภิบาล และความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อบริษัทในสายตาลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders)
“เข้าตลาดไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก การทําบัญชีให้ถูกต้อง การบริหารการจัดการเป็นระเบียบระบบมีความโปร่งใสธรรมภิบาล คือสิ่งที่ธุรกิจต้องทำ it’s amust” ดร.องอาจกล่าว
สำหรับซันสวีท ดร.องอาจกล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการปรับด้านการบริหารจัดการ ให้เป็น ระบบมาตรฐานสากล ทั้งการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง ธรรมาภิบาล (CG) ที่โปร่งใส และการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลต่อความน่าเชื่อถือ จากการที่ ได้รับการรับรองจากการตรวจสอบจากบุคคลภายนอก และหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทั้งคู่ค้า เกษตรกร และลูกค้า
ดร.องอาจให้แง่คิดต่อผู้ประกอบการ SME ว่าปัญหาเรื่อง “คนไม่พอ บัญชีไม่เรียบร้อย ยังไม่พร้อม” มักกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ไม่เริ่มต้น พร้อมเสนอแนวคิด “Day 1” คือกำหนดวันเริ่มต้นให้ชัด แล้วทำรายการสิ่งที่ขาด ก่อนแก้ทีละรายการแม้จะมีหลายร้อยรายการ ก็ต้องเริ่มทำ เพราะโลกธุรกิจมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ทุกปี ทั้งภัยพิบัติ สงคราม ค่าเงิน และความผันผวนที่ควบคุมไม่ได้
ดร.องอาจยังสะท้อนปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนว่า ธุรกิจส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็วและชี้ว่าเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบการไม่ได้เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะรายที่วงเงินสินเชื่อจำกัด ซึ่งสำหรับซันสวีทเองเริ่มขยับจากการยึดดอลลาร์สหรัฐเป็นหลักไปสู่การรับชำระเงินแบบ Basket of Currency หรือการกระจายหลายสกุลเงิน เพื่อลดการถูกกระทบจากความผันผวนของสกุลใดสกุลหนึ่ง แต่การให้คู่ค้าต่างประเทศชำระเป็นเงินบาท “ไม่ง่าย” ในทางปฏิบัติ
ส่งออกนำ ก่อนปั้น “อาหารพร้อมทาน” ในประเทศ
ดร.องอาจให้ข้อมูลว่า เดิมซันสวีทเน้น “ส่งออกเป็นหลัก” เพราะสินค้ากลุ่มมีอายุ (Shelf Life) เก็บรักษานานตอบโจทย์ระยะเวลาขนส่งและการกระจายสินค้าในต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม ได้แก่
- บรรจุกระป๋อง อายุเก็บราว 3 ปี
- แช่แข็ง อายุเก็บราว 1.5–2 ปี
- บรรจุถุงสูญญากาศ อายุเก็บราว 1–1.5 ปี
แต่ด้วยการเห็นถึงการเติบโตของ ตลาดในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับ “อาหารเพื่อสุขภาพ–อาหารพร้อมทาน” มากขึ้น บริษัทจึงจึงพัฒนาสินค้าอายุสั้นลง เช่น กลุ่มอาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพอายุเก็บประมาณ 7 วัน เพื่อรุกตลาดด้วยราคาเข้าถึงได้ หาซื้อสะดวก และมีคุณภาพระดับสินค้าส่งออก
ขยายฐานสู่กรุงเทพฯ เพื่อ “เข้าถึงตลาดและลดต้นทุน”
เมื่อเร็ว ๆนี้ ซันสวีท ตัดสินใจขยายงานและมาตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ เพื่อ เป็นศูนย์กลางในการติดต่อธุรกิจ ต่างประเทศและทำตลาดในประเทศ โดยดร.องอาจ ให้เหตุผลในการเข้ามาในส่วนกลางว่า
“เรายังเห็นว่ากรุงเทพฯ มันยังเป็นส่วนกลางอยู่…เราเห็นตลาดในประเทศเติบโตสำหรับเรา โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า… เรามาที่นี่เขามาหาเราง่าย หรือเราอยู่ที่นี่ไปหาเขาเลยไม่ต้องไปรอให้เขามาหาเรา ไปหาเขา มาตั้งหลักที่นี่ให้เขารู้ว่าอยู่ใกล้ ๆ กัน รอหาเขาเลย”
นอกจากนี้การตั้งสำนักงานที่กรุงเทพฯ ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการเดินทางติดต่อธุรกิจระหว่างเชียงใหม่กับคู่ค้าและตลาดในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการ “JUMP+” เพื่อยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่าน 3 แผนหลัก ได้แก่ แผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมการสนับสนุนจาก จากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ขยาย visibility ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมสื่อสารกับผู้ลงทุน โดยที่โครงการ “JUMP+” เป็นโครงการระยะยาว บริษัทที่ร่วมโครงการจะต้องจัดทำแผนการเติบโต 3 ปี (2569-2571) ต้องใช้เวลาในการวัดผลความคืบหน้าของการดำเนินการ
ร่วมโครงการ JUMP+ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและยกระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง ดร.องอาจเปิดเผยว่า ซันสวีทได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครบทั้ง 3 แผนหลัก ได้แก่ แผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจเดิมของบริษัทที่มุ่งเน้น
- การเติบโตและการเพิ่มประสิทธิภาพ
- ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
- ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Carbon Neutrality)
“ในแง่ธุรกิจเราต้องเติบโตพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อเนื่อง สม่ำเสมอต้องประเมินปัจจัยเสี่ยงรวมทั้งสิ่งที่เราจะต้องระมัดระวัง สําหรับผมที่เป็นคนทําธุรกิจ เป็นซีอีโอเป็นเจ้าของกิจการที่ทําธุรกิจ ธุรกิจต้องเติบโตไปแต่ต้องมาพร้อมกับ ความแข็งแกร่ง ความมั่นคงและยั่งยืน เพราะในองค์กรไม่ได้มีแค่กำไรดี ยอดขายดี แต่ภัยใหม่ๆ มีตลอดเวลา” ดร.องอาจกล่าว
ดร.องอาจกล่าวว่า โครงการ JUMP+ เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหลัก 2 ข้อในตลาดหลักทรัพย์ไทย คือ การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีเกือบ 900 บริษัทนั้นน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า และการสร้างความเชื่อมั่นหลังจากเหตุการณ์ในทางลบกับบริษัทจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง
ดร.องอาจกล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการว่า อยู่บนหลักการที่ว่า “ทำดีกว่าไม่ทำ” เพื่อประโยชน์ขององค์กรเอง อีกทั้งการเข้าร่วมโครงการตลาดหลักทรัพย์ฯให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง
“ทำดีกว่าไม่ทำ แม้จะไม่อาศัยโครงการ บริษัทก็ต้องเดินหน้าพัฒนาตัวเองให้เติบโต แข็งแรง และมีคุณภาพดีขึ้นอยู่แล้ว การเข้าโครงการทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการ “ถีบตัวเองขยับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง” ดร.องอาจกล่าวและว่า ในอีกแง่หนึ่งเมื่อบริษัทแข็งแรงขึ้นตลาดทุนก็จะแข็งแรงขึ้น
นอกจากนี้ยังได้ มุมมองใหม่ ดร.องอาจกล่าวต่อว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ มีข้อดีคือจะได้เรียนรู้จากกรณีตัวอย่าง (Case Study) จาก ประสบการณ์และกรณีศึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีผู้เชี่ยวชาญภายนอก มามองในมุมที่บริษัทอาจมองไม่เห็น ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขได้
“และเป็นเหมือนการบอกให้“ระวังซ้าย ระวังขวา เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างรู้ล่วงหน้า ถึงแม้จะไม่เกิดแต่หากเกิดขึ้นก็จะได้รู้ว่าจะจัดการอย่างไร” ดร.องอาจกล่าว
ดร.องอาจกล่าวว่า นอกจากซันสวีทคาดหวังผลจากการเข้าร่วมโครงการ “JUMP+” ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถการแข่งขัน การตอกย้ำธรรมาภิบาลแล้ว ยังมุ่งการเตรียมความพร้อมด้านคาร์บอนที่ลูกค้าต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น
“เรื่องการเติบโต การเพิ่มประสิทธิภาพ กับเรื่องความโปร่งใส ธรรมาภิบาลเราให้ความสำคัญอยู่แล้ว แต่เรื่อง สุดท้าย การจัดการก๊าซเรือนกระจก จะเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าในอนาคต” ดร.องอาจกล่าว
นายวีระ นพวัฒนากร กรรมการบริหาร/ ผู้อํานวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน
นายวีระ นพวัฒนากร กรรมการบริหาร/ ผู้อํานวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน เปิดเผยว่า ซันสวีทได้ดำเนินการด้านคาร์บอนใน Scope 1 และ Scope 2 มาแล้วต่อเนื่อง 2–3 ปี และมองว่าโจทย์ยากจริงอยู่ที่ Scope 3 ซึ่งต้องเก็บข้อมูลจากซัพพลายเชน โดยเฉพาะ “เกษตรกรรายย่อย” จำนวนมาก ทำให้ช่วงแรกบริษัทจะโฟกัสที่ส่วนที่ “จัดการได้ก่อน” พร้อมต่อยอดการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 25–30% โดยพลังงานหมุนเวียนบางส่วนมาจากการนำของเสียกลับมาใช้ เช่น ก๊าซจากระบบบำบัดน้ำเสีย และวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต
“การจัดการเรื่องการปล่อยคาร์บอน ใน Scope 3 ในกลุ่มซัพพลายเชน เช่น เกษตรกรรายย่อยที่มีกว่า 20,000 ครอบครัว และกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ ซันสวีทได้ดำเนินการวัด Scope 1-2 อย่างต่อเนื่อง และมุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนจาก Waste ภายในโรงงาน เช่น การนำซังข้าวโพดและน้ำเสียมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้แล้วประมาณ 25-30%”นายวีระกล่าว
เป้าหมายก้าวสู่ “SET50”
ดร.องอาจยังกล่าวถึงเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในระยะยาวว่า มุ่งหวังจะเข้าเป็นสมาชิก SET 50 แต่ยอมรับว่าเงื่อนไขการขยับเข้า SET100 ต้องใช้ Market Cap หรือมูลค่าตลาดระดับสูง ดังนั้นขอเน้นเป้าหมายที่ “เป็นไปได้” และต้องประเมินจากสภาพแวดล้อมจริง ไม่ใช่ “จินตนาการ” เพียงอย่างเดียว
ดร.องอาจปิดท้ายด้วยแง่คิดระหว่าง บริษัทจดทะเบียนที่มี “เจ้าของลงมาบริหารเอง” กับบริษัทที่ให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาดูแลว่า ทั้งสองรูปแบบไม่ได้ผิดหรือถูก หากแต่มีจุดแข็งต่างกัน ผู้บริหารมืออาชีพมีความเชี่ยวชาญด้านระบบ การจัดการ และการทำงานตามกรอบภารกิจที่ชัดเจน ส่วนเจ้าของกิจการคือผู้ประกอบการที่มองธุรกิจแบบองค์รวม ตั้งแต่การค้า การแก้ปัญหา ไปจนถึงการพัฒนาธุรกิจให้เดินต่อไปได้ในระยะยาว เป็นลักษณะของ “Total Solution” ที่ต้องคิดให้รอด คิดให้โต และคิดให้ยั่งยืน
เจ้าของกิจการจำนวนมากเติบโตมาจากการลงมือทำจริง เรียนรู้จากการค้าขายและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ค่อยๆ พัฒนาระบบให้ดีขึ้น หากไปได้ไกลขึ้นก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล คุณธรรมในการทำธุรกิจ และการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการมี “อำนาจ” สูง หากขาดกรอบคุณธรรมก็สามารถเอาเปรียบผู้อื่นได้ง่ายและสร้างความเสียหายได้มาก แตกต่างจากผู้บริหารมืออาชีพที่ทำงานภายใต้ระบบเงินเดือนและความรับผิดชอบตามโครงสร้างองค์กร ซึ่งมักไม่กล้าเสี่ยงเกินกรอบ
ซันสวีท เป็นบริษัทจากต่างจังหวัด ที่มีผู้บริหารเป็นเจ้าของกิจการเอง แต่ยอมรับและก้าวเข้ามาสู่ระบบมาตรฐานสากลของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความยั่งยืน จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดทุนไทยโดยรวม