“ทรัมป์“ จวกสหรัฐโง่ ให้สัญชาติอัตโนมัติแก่ผู้เกิดในประเทศ หลังเข้าฟังศาลฎีกาคดี Birthright Citizenship”
ทรัมป์ วิจารณ์สหรัฐว่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่โง่พอจะให้สัญชาติอัตโนมัติแก่เด็กที่เกิดในประเทศ หลังเข้าฟังการพิจารณาคดีสำคัญในศาลฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งฝ่ายบริหารของเขาที่ต้องการยกเลิกสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด
วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 00.45 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐรับฟังการไต่สวนด้วยวาจาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิการเป็นพลเมืองสหรัฐโดยกำเนิดสำหรับผู้ที่เกิดในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าพ่อแม่จะมีสถานะการเข้าเมืองอย่างไร โดยคดีนี้มีชื่อว่า Trump v. Barbara และถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีที่ยังดำรงตำแหน่งเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีของศาลฎีกาด้วยตนเอง
ทรัมป์นั่งฟังการนำเสนอของอัยการสูงสุดฝ่ายรัฐบาล D. John Sauer ซึ่งปกป้องคำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนจะออกจากห้องพิจารณาไม่นานหลังจากทนายของ American Civil Liberties Union (ACLU) ขึ้นแถลงคัดค้านคำสั่งของเขา โดยหลังออกจากศาล ทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “เราเป็นประเทศเดียวในโลกที่โง่พอที่จะให้สัญชาติแก่เด็กที่เกิดในประเทศโดยอัตโนมัติ”
คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ ซึ่งลงนามในวันแรกที่กลับเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ระบุว่า หลังจากคำสั่งมีผลบังคับใช้ 30 วัน เด็กที่เกิดในสหรัฐจะไม่ได้รับเอกสารรับรองสัญชาติ หากพ่อแม่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายหรือเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสาร โดยหากคำสั่งดังกล่าวได้รับการรับรอง จะส่งผลให้เด็กหลายหมื่นคนที่เกิดในสหรัฐทุกเดือนจากครอบครัวผู้อพยพผิดกฎหมายหรือผู้ที่เดินทางเข้าประเทศชั่วคราว ไม่ได้รับสัญชาติสหรัฐ
ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลต่อศาลว่า การให้สัญชาติอัตโนมัติแก่ผู้ที่เกิดในสหรัฐลดคุณค่าอันล้ำค่าของการเป็นพลเมืองสหรัฐและยังเป็นแรงจูงใจให้เกิดการอพยพผิดกฎหมาย รวมถึงทำให้เกิดอุตสาหกรรม “birth tourism” หรือการเดินทางมาคลอดลูกในสหรัฐเพื่อให้ลูกได้สัญชาติ โดยระบุว่าในยุคปัจจุบัน ผู้คนกว่า 8 พันล้านคนสามารถบินมาสหรัฐเพื่อให้ลูกได้สัญชาติได้เพียงเที่ยวบินเดียว
อย่างไรก็ตาม ประธานศาลฎีกา John Roberts ตั้งคำถามต่อฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวกับการตีความคำว่า “subject to the jurisdiction thereof” ในรัฐธรรมนูญ โดยฝ่ายรัฐบาลพยายามตีความว่า ลูกของผู้อพยพผิดกฎหมายไม่อยู่ภายใต้อำนาจของสหรัฐ แต่ Roberts ระบุว่าตัวอย่างที่รัฐบาลยกมา เช่น ลูกของนักการทูต ลูกของศัตรูในช่วงสงคราม หรือเด็กที่เกิดบนเรือรบ เป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ และยากที่จะขยายการตีความไปยังผู้อพยพผิดกฎหมายทั้งหมด
ด้าน Cecillia Wang ทนายของ ACLU ซึ่งตัวเธอเองได้รับสัญชาติสหรัฐจากการเกิดในสหรัฐ โดยพ่อแม่เป็นนักเรียนจากไต้หวัน ให้เหตุผลคัดค้านคำสั่งของทรัมป์ โดยระบุว่า หลักการให้สัญชาติแก่ผู้ที่เกิดในสหรัฐถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใดสามารถเพิกถอนสิทธิพลเมืองได้ง่าย ๆ โดยเธออ้างถึงคดีสำคัญในปี 1898 ของ Wong Kim Ark ซึ่งศาลฎีกาตัดสินยืนยันหลักการสัญชาติโดยกำเนิด
ตลอดเวลากว่า 150 ปีที่ผ่านมา การตีความรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 ของสหรัฐ ถือว่าผู้ที่เกิดในสหรัฐจะได้รับสัญชาติอัตโนมัติ ไม่ว่าพ่อแม่จะมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร โดยบทบัญญัติดังกล่าวระบุว่า “บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐ และอยู่ภายใต้อำนาจของสหรัฐ ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐ”
ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางหลายแห่งได้ตัดสินว่าคำสั่งของทรัมป์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลาง 2 แห่ง ก็มีคำสั่งระงับไม่ให้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ทำให้ประเด็นนี้ต้องถูกนำมาตัดสินโดยศาลฎีกาสหรัฐในที่สุด
อ้างอิง : cnbc.com