อังกฤษ-ฝรั่งเศส เมินร่วมวงสหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เลือกเดินหน้าเจรจาพหุภาคี
"อังกฤษ-ฝรั่งเศส ประกาศจุดยืนไม่ร่วมปิดล้อมอิหร่านกับสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ มาครงเตรียมจัดประชุมพหุภาคีรักษาเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ"
13 เม.ย.2569 – CNBC นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า อังกฤษ “ไม่สนับสนุน” การที่สหรัฐฯ ปิดล้อมเมืองท่าของอิหร่าน โดยยืนกรานว่าประเทศจะไม่ยอมถูกลากเข้าไปพัวพันกับสงครามอิหร่าน ท่ามกลางการยืนยันจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ว่าฝรั่งเศสและอังกฤษจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อมุ่งเน้นการคืนเสรีภาพในการเดินเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
แม้มาครงจะไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ฝรั่งเศสจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการปิดล้อมของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่เขาระบุว่าการประชุมที่วางแผนไว้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภารกิจ“พหุภาคีเพื่อสันติภาพ” และเป็นภารกิจ “เชิงป้องกันอย่างเข้มงวด” ซึ่งจะ“แยกส่วนจากคู่ขัดแย้ง”
สตาร์เมอร์ ผู้นำอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับรายการ Radio 5 Live ของ BBC เมื่อวันจันทร์ว่า “เราไม่สนับสนุนการปิดล้อม ทรัพยากรทั้งหมดที่เราจัดเตรียมไว้ ทั้งในทางทูต การเมือง และขีดความสามารถ ซึ่งเรามีขีดความสามารถในการจัดการทุ่นระเบิด—ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดเรื่องปฏิบัติการ แต่เรามีขีดความสามารถนั้นจริง—ทั้งหมดนี้มุ่งเน้นไปที่มุมมองของเรา คือการทำให้ช่องแคบเปิดออกอย่างเต็มที่”
โดยย้ำว่า สิ่งที่ทำมาตลอดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ได้หารือกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเมื่อสัปดาห์ก่อน คือการนำพาประเทศต่างๆ มาร่วมมือกันเพื่อให้ช่องแคบเปิดอยู่เสมอ ไม่ใช่ถูกสั่งปิด
ถ้อยแถลงของสตาร์เมอร์มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าประเทศอื่นๆ จะช่วยสหรัฐฯ ในการดำเนินการปิดล้อม ซึ่งมีกำหนดเริ่มในเวลา 10.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) ของวันจันทร์ โดยพุ่งเป้าไปที่เรือที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวประกาศออกมาหลังจากที่การเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “ในเวลา 10 โมงเช้าพรุ่งนี้ เราจะเริ่มมาตรการปิดล้อม” พร้อมเสริมว่า“ประเทศอื่นๆ กำลังร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่สามารถขายน้ำมันได้” อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่สำนักข่าว CNBC ได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปยังรัฐบาลในยุโรปและตะวันออกกลางว่ามีความตั้งใจจะช่วยสหรัฐฯ หรือไม่
ทั้งประเทศในยุโรปและกลุ่มอ่าวอาหรับต่างลังเลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งก่อนหน้านี้ เนื่องจากกังวลว่าจะเป็นการขยายวงกว้างของสงคราม ซึ่งพวกเขามองว่าเป็น “สงครามที่วอชิงตันเลือกเอง” (War of Choice) มากกว่าจะเป็นความจำเป็น
ทางด้านเยอรมนีก็ได้ส่งสัญญาณเช่นกันว่าจะไม่เข้าร่วมการปิดล้อม โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลระบุกับ CNBC เมื่อวันจันทร์ว่า คำกล่าวของทรัมป์เป็นเพียง “ถ้อยแถลงที่คลุมเครือและไม่ได้อ้างอิงจากข้อเท็จจริงใหม่ใดๆ” โดยเบอร์ลินได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางทหารในสงครามอิหร่านซ้ำหลายครั้ง และรัฐบาลได้ย้ำจุดยืนเดิมเมื่อวันจันทร์ว่า “ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลเยอรมันได้แสดงความคิดเห็นหลายครั้งเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมที่อาจเกิดขึ้นและเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งถ้อยแถลงเหล่านั้นยังคงเป็นไปตามเดิม”
ความพยายามคู่ขนาน
มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ระบุผ่านโพสต์บน X ว่า ฝรั่งเศสจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “ร่วมกับสหราชอาณาจักรและประเทศที่พร้อมจะเข้าร่วมกับเรา” เพื่อภารกิจ “พหุภาคีที่รักสันติ โดยมุ่งเป้าไปที่การคืนเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบ” เขากล่าวเสริมว่า “ภารกิจเชิงป้องกันที่เข้มงวดนี้ ซึ่งจะแยกออกจากฝ่ายที่ทำสงคราม มีกำหนดจะเริ่มปฏิบัติการทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย”
สตาร์เมอร์ยังกล่าวด้วยว่า ชาวอังกฤษกำลังได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านผ่านค่าพลังงานที่สูงขึ้น และเขาไม่ต้องการให้ประชาชนต้อง“แบกรับราคา” ของความขัดแย้งนี้ เมื่อถูกถามว่าเขาถือว่าทรัมป์ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวต่อภาระค่าไฟของคนอังกฤษหรือไม่ สตาร์เมอร์ตอบว่าอิหร่านต่างหากที่เป็นฝ่ายจำกัดการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
“เรา สหราชอาณาจักร ชัดเจนมากว่าเราจะไม่ถูกลากเข้าไปในสงครามนี้ และเราจะไม่เข้า แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการเชิงป้องกัน” นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง : cnbc.com