โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

UOBAM ตั้งเป้าปี’69 AUM โต 3.2 แสนล้าน แนะกลยุทธ์ปรับเกมรับโลกผันผวน

TODAY

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 18.01 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 18.01 น. • TODAY

ในปี 2569 ภาพของธุรกิจบริหารสินทรัพย์กำลังขยับเข้าสู่ช่วงของการแข่งขันที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทน แต่คือการออกแบบการลงทุนให้ตอบโจทย์ผู้ลงทุนมากขึ้นในแต่ละช่วงชีวิต

‘วนา พูลผล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) เล่าว่า บลจ. ยูโอบี วางเป้าหมายสำคัญไว้ที่การขยายมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้เติบโต 10% สู่ระดับ 320,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่อยู่ราว 304,000 ล้านบาท และต่อเนื่องจากปีก่อนที่ทำได้ 290,000 ล้านบาท สะท้อนทิศทางการเติบโตที่ยังคงเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ

เบื้องหลังเป้าหมายนี้ ไม่ได้มาจากการเพิ่มขนาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับ “วิธีคิด” ในการลงทุนให้ลึกขึ้น ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น การนำข้อมูลเชิงลึกและปัจจัย ESG เข้ามาใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว และการมองหาโอกาสลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังได้รับความสนใจในช่วงที่ผ่านมา

ในภาพใหญ่ เศรษฐกิจโลกปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตที่ระดับ 3.3% โดยยังมีสหรัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ด้านยุโรปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวหลังผ่านช่วงดอกเบี้ยสูง ญี่ปุ่นมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์

ท่ามกลางบริบทนี้ กลยุทธ์การลงทุนจึงยังคงเน้นไปที่ “หุ้นคุณภาพ” และ “หุ้นปันผล” ในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ควบคู่กับการมองหาโอกาสใหม่ในเอเชีย ขณะที่ตราสารหนี้คุณภาพสูงเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา

อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ยังถูกจับตาคือ “ทองคำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัยในช่วงความไม่แน่นอน โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 4,500–5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวในกรอบ 1,300–1,600 จุด โดยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ระยะสั้นยังถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่แรงหนุนสำคัญยังมาจากเศรษฐกิจในประเทศ เงินทุนต่างชาติ และทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจลงไปอยู่ที่ระดับ 0.75%

ในเชิงผลิตภัณฑ์ บริษัทยังคงเดินหน้าผลักดัน “กองทุนเรือธง” อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตลาดเงิน TCMF ที่ตั้งเป้า AUM ปีนี้ที่ 36,000 ล้านบาท และกองทุนตราสารหนี้ UIDPLUS ที่ตั้งเป้า 20,000 ล้านบาท หลังจากสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นในกลุ่ม

ขณะเดียวกัน กองทุนสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ หลังบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 53% ในปีที่ผ่านมา และยังตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำต่อเนื่อง โดยมองว่ากองทุน USD จะยังเติบโต จากบทบาทในการกระจายความเสี่ยงค่าเงิน และโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังสูงกว่าไทย

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างกองทุนตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์แบบขายคืนรายวัน “USDAILY” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสภาพคล่องให้กับนักลงทุนในภาวะที่ตลาดยังผันผวน

ท้ายที่สุด ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน AUM ในปีนี้ ยังคงอยู่ที่ “ฐานเดิมที่แข็งแรง” ผสมกับ “โอกาสใหม่ที่กำลังเติบโต” ทั้งกองทุนเรือธง กองทุน USD และกองทุนหุ้นปันผลไทย เพราะในโลกการลงทุนวันนี้ การเติบโตไม่ได้มาจากการวิ่งให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการ “เลือกทางให้แม่นขึ้น” และเข้าใจว่าผู้ลงทุนต้องการอะไรในแต่ละช่วงเวลา

นั่นอาจเป็นคำตอบสำคัญว่า ทำไมการเติบโตในปี 2569 ถึงยังมีโอกาสไปต่อได้ แม้โลกการลงทุนจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...