UOBAM ตั้งเป้าปี’69 AUM โต 3.2 แสนล้าน แนะกลยุทธ์ปรับเกมรับโลกผันผวน
ในปี 2569 ภาพของธุรกิจบริหารสินทรัพย์กำลังขยับเข้าสู่ช่วงของการแข่งขันที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทน แต่คือการออกแบบการลงทุนให้ตอบโจทย์ผู้ลงทุนมากขึ้นในแต่ละช่วงชีวิต
‘วนา พูลผล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) เล่าว่า บลจ. ยูโอบี วางเป้าหมายสำคัญไว้ที่การขยายมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้เติบโต 10% สู่ระดับ 320,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่อยู่ราว 304,000 ล้านบาท และต่อเนื่องจากปีก่อนที่ทำได้ 290,000 ล้านบาท สะท้อนทิศทางการเติบโตที่ยังคงเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ
เบื้องหลังเป้าหมายนี้ ไม่ได้มาจากการเพิ่มขนาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับ “วิธีคิด” ในการลงทุนให้ลึกขึ้น ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น การนำข้อมูลเชิงลึกและปัจจัย ESG เข้ามาใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว และการมองหาโอกาสลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังได้รับความสนใจในช่วงที่ผ่านมา
ในภาพใหญ่ เศรษฐกิจโลกปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตที่ระดับ 3.3% โดยยังมีสหรัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ด้านยุโรปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวหลังผ่านช่วงดอกเบี้ยสูง ญี่ปุ่นมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์
ท่ามกลางบริบทนี้ กลยุทธ์การลงทุนจึงยังคงเน้นไปที่ “หุ้นคุณภาพ” และ “หุ้นปันผล” ในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ควบคู่กับการมองหาโอกาสใหม่ในเอเชีย ขณะที่ตราสารหนี้คุณภาพสูงเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา
อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ยังถูกจับตาคือ “ทองคำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัยในช่วงความไม่แน่นอน โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 4,500–5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวในกรอบ 1,300–1,600 จุด โดยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ระยะสั้นยังถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่แรงหนุนสำคัญยังมาจากเศรษฐกิจในประเทศ เงินทุนต่างชาติ และทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจลงไปอยู่ที่ระดับ 0.75%
ในเชิงผลิตภัณฑ์ บริษัทยังคงเดินหน้าผลักดัน “กองทุนเรือธง” อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตลาดเงิน TCMF ที่ตั้งเป้า AUM ปีนี้ที่ 36,000 ล้านบาท และกองทุนตราสารหนี้ UIDPLUS ที่ตั้งเป้า 20,000 ล้านบาท หลังจากสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นในกลุ่ม
ขณะเดียวกัน กองทุนสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ หลังบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 53% ในปีที่ผ่านมา และยังตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำต่อเนื่อง โดยมองว่ากองทุน USD จะยังเติบโต จากบทบาทในการกระจายความเสี่ยงค่าเงิน และโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังสูงกว่าไทย
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างกองทุนตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์แบบขายคืนรายวัน “USDAILY” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสภาพคล่องให้กับนักลงทุนในภาวะที่ตลาดยังผันผวน
ท้ายที่สุด ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน AUM ในปีนี้ ยังคงอยู่ที่ “ฐานเดิมที่แข็งแรง” ผสมกับ “โอกาสใหม่ที่กำลังเติบโต” ทั้งกองทุนเรือธง กองทุน USD และกองทุนหุ้นปันผลไทย เพราะในโลกการลงทุนวันนี้ การเติบโตไม่ได้มาจากการวิ่งให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการ “เลือกทางให้แม่นขึ้น” และเข้าใจว่าผู้ลงทุนต้องการอะไรในแต่ละช่วงเวลา
นั่นอาจเป็นคำตอบสำคัญว่า ทำไมการเติบโตในปี 2569 ถึงยังมีโอกาสไปต่อได้ แม้โลกการลงทุนจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม