โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

GDP ไทยเสี่ยงชะลอตัวเหลือ 1.0–1.4% จากแรงกดดันวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงเซ่นสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ

Wealthy Thai

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 09.58 น.

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซตัดอุปทานน้ำมันดิบถึง 15% ของโลก ขณะที่ QatarEnergy ซึ่งผลิต LNG คิดเป็นหนึ่งในห้าของอุปทานโลกต้องประกาศ Force Majeure ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแม้ IEA จะปล่อยสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่มาตรการทั้งหมดอาจไม่สามารถทดแทนปริมาณที่ขาดหายไป ส่งผลต่อเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ รับมือได้ดีกว่าในฐานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ยุโรปเผชิญราคาก๊าซพุ่งสูงกว่า 75% ท่ามกลางปริมาณสำรองที่ต่ำผิดปกติ
ขณะที่เอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะไทยซึ่งนำเข้าพลังงานสุทธิเกือบ 5% ของ GDP และเสี่ยงสูญเสียดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1.2% ของ GDP ในระยะยาว INVX ประเมินว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานที่ไม่มั่นคงอย่างถาวร เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกสะท้อนอยู่ในราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับภาวะ Stagflation โดยปราศจากเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้จะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม
โดย Bloomberg อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Michael Hartnett แห่ง Bank of America เตือนว่ารูปแบบผลตอบแทนของสินทรัพย์ในปี 2026 มีความคล้ายคลึงกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 โดยมีความเสี่ยงสองด้านที่มาบรรจบกัน ได้แก่ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามอิหร่านซึ่งกำลังสร้างภาวะ Stagflation และแรงกดดันในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกลไก Back Leverage ที่เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจะสร้าง Downward Spiral คล้ายกับ CDO ในปี 2008
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามีความแตกต่างสำคัญหลายประการ กล่าวคือเงินเฟ่ายูโรโซนปัจจุบันอยู่เพียง 1.9% ต่ำกว่าระดับ 3.8% ในปี 2008 มาก และราคาน้ำมันพุ่งสูงเพียง 2 สัปดาห์เทียบกับที่ยืนระดับสูงต่อเนื่องกว่า 1 ปีในวิกฤตครั้งก่อน ขณะที่ขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP นั้นยังเล็กกว่าตลาดสินเชื่อ Securitization ในปี 2008 ที่อยู่ถึง 68% ของ GDP อย่างมีนัยสำคัญ แม้กระนั้นก็ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและความตึงตัวทางการเงินโลกทวีความรุนแรงขึ้น

วิกฤตพลังงานและ Supply Chain ไทย

สงคราม Operation Epic Fury ซึ่งนําไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวพุ่งขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ไปแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และได้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจํากัดปริมาณการจําหน่ายน้ำมัน การที่ TOA ระงับการรับออร์เดอร์ใหม่เนื่องจากสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน การปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยองของ SCG และยอดจองโรงแรมในภูเก็ตที่ลดลง 10%
ในส่วนของเสถียรภาพด้านราคาพลังงาน ฝ่ายวิเคราะห์คํานวณว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งใช้จ่ายเงินอุดหนุนดีเซลเพื่อตรึงราคาที่ 30 บาทต่อลิตรนั้นจะสามารถรองรับได้อีก 40–68 วัน ขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมันดิบที่ 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้รัฐบาลจะเตรียมแผนฉุกเฉินไว้หลายชั้น อาทิ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 50,000 ล้านบาท การออก พ.ร.ก. ค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน และการเจรจาจัดหาน้ำมันดิบจากรัสเซีย แต่มาตรการเหล่านี้ยังติดข้อจํากัดทางรัฐธรรมนูญในช่วงระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ในภาพรวมเชิงมหภาค ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า GDP ไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.0–1.4% พร้อมกับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าสู่ 34–36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...