GDP ไทยเสี่ยงชะลอตัวเหลือ 1.0–1.4% จากแรงกดดันวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงเซ่นสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซตัดอุปทานน้ำมันดิบถึง 15% ของโลก ขณะที่ QatarEnergy ซึ่งผลิต LNG คิดเป็นหนึ่งในห้าของอุปทานโลกต้องประกาศ Force Majeure ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแม้ IEA จะปล่อยสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่มาตรการทั้งหมดอาจไม่สามารถทดแทนปริมาณที่ขาดหายไป ส่งผลต่อเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ รับมือได้ดีกว่าในฐานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ยุโรปเผชิญราคาก๊าซพุ่งสูงกว่า 75% ท่ามกลางปริมาณสำรองที่ต่ำผิดปกติ
ขณะที่เอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะไทยซึ่งนำเข้าพลังงานสุทธิเกือบ 5% ของ GDP และเสี่ยงสูญเสียดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1.2% ของ GDP ในระยะยาว INVX ประเมินว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานที่ไม่มั่นคงอย่างถาวร เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกสะท้อนอยู่ในราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับภาวะ Stagflation โดยปราศจากเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้จะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม
โดย Bloomberg อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Michael Hartnett แห่ง Bank of America เตือนว่ารูปแบบผลตอบแทนของสินทรัพย์ในปี 2026 มีความคล้ายคลึงกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 โดยมีความเสี่ยงสองด้านที่มาบรรจบกัน ได้แก่ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามอิหร่านซึ่งกำลังสร้างภาวะ Stagflation และแรงกดดันในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกลไก Back Leverage ที่เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจะสร้าง Downward Spiral คล้ายกับ CDO ในปี 2008
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามีความแตกต่างสำคัญหลายประการ กล่าวคือเงินเฟ่ายูโรโซนปัจจุบันอยู่เพียง 1.9% ต่ำกว่าระดับ 3.8% ในปี 2008 มาก และราคาน้ำมันพุ่งสูงเพียง 2 สัปดาห์เทียบกับที่ยืนระดับสูงต่อเนื่องกว่า 1 ปีในวิกฤตครั้งก่อน ขณะที่ขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP นั้นยังเล็กกว่าตลาดสินเชื่อ Securitization ในปี 2008 ที่อยู่ถึง 68% ของ GDP อย่างมีนัยสำคัญ แม้กระนั้นก็ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและความตึงตัวทางการเงินโลกทวีความรุนแรงขึ้น
วิกฤตพลังงานและ Supply Chain ไทย
สงคราม Operation Epic Fury ซึ่งนําไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวพุ่งขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ไปแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และได้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจํากัดปริมาณการจําหน่ายน้ำมัน การที่ TOA ระงับการรับออร์เดอร์ใหม่เนื่องจากสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน การปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยองของ SCG และยอดจองโรงแรมในภูเก็ตที่ลดลง 10%
ในส่วนของเสถียรภาพด้านราคาพลังงาน ฝ่ายวิเคราะห์คํานวณว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งใช้จ่ายเงินอุดหนุนดีเซลเพื่อตรึงราคาที่ 30 บาทต่อลิตรนั้นจะสามารถรองรับได้อีก 40–68 วัน ขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมันดิบที่ 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้รัฐบาลจะเตรียมแผนฉุกเฉินไว้หลายชั้น อาทิ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 50,000 ล้านบาท การออก พ.ร.ก. ค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน และการเจรจาจัดหาน้ำมันดิบจากรัสเซีย แต่มาตรการเหล่านี้ยังติดข้อจํากัดทางรัฐธรรมนูญในช่วงระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ในภาพรวมเชิงมหภาค ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า GDP ไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.0–1.4% พร้อมกับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าสู่ 34–36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป