โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

SPEAR H ดันเฮลท์เทคสตาร์ตอัปไทย สู่เชิงพาณิชย์รับเมกะเทรนด์สุขภาพโต25%

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดเฮลท์เทคทั่วโลกในขณะนี้มีทิศทางการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากการประเมินพบว่ามูลค่าเฮลท์เทคและตลาดดิจิทัลเฮลท์ทั่วโลกจะเพิ่มจาก 312.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขยับมาเป็น 387.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีแนวโน้มที่จะพุ่งทะลุ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22-25%ต่อปี

ตัวเคลื่อนหลักมาจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงาน รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่รวดเร็วและมีความเป็นเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare)มากยิ่งขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดตัวโครงการ “SPEAR H : Health Tech Accelerator” แพลตฟอร์มเร่งการเติบโตสตาร์ตอัปด้านการแพทย์และสุขภาพ ลงทุนสูงสุดรายละ 5 ล้านบาทโดยมีเครือข่ายโรงพยาบาลกว่า 30 แห่ง เปิดพื้นที่ทดสอบทางคลินิก พลิกโฉมประเทศไทยจาก “ผู้ใช้นวัตกรรม” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” เพื่อยกระดับให้ไทยก้าวสู่การเป็น Health Tech Innovation Hub ของภูมิภาค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'เอ็นไอเอ' ทุ่มกว่า 50 ล้านบาทติดสปีดนวัตกรรมกลุ่มเฮลท์เทค

ATMPs ยุคใหม่แห่งการรักษาเฉพาะบุคคล ‘กับดัก’ ที่ต้องก้าวผ่าน

นวัตกรรมสุขภาพต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลกระทบ (Impact) ต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการวิจัยเชิงลึก (Deep Tech) สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขของประเทศบูรณาการกลไก 4 ด้านอย่างครบวงจร ได้แก่ Groom (การบ่มเพาะ), Grant (การให้ทุน), Growth (การเร่งการเติบโต) และ Global (การต่อยอดสู่ระดับสากล) ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการสร้าง Regulatory Sandbox หรือ Fast Track ทางด้านกฎระเบียบ เพื่อลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ลดการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศ และหันมาพึ่งพาตนเองด้วยการพัฒนานวัตกรรมขึ้นมาใช้เอง

ภายในงานได้มีการรวม 4 นวัตกรรมต้นแบบความสำเร็จของโครงการ SPEAR H ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ได้รับการบ่มเพาะทางธุรกิจและเครือข่ายโรงพยาบาลรองรับ แต่ยังได้รับเงินทุนสนับสนุนจากทาง NIA เพื่อเป็นทุนสำคัญในการผลักดันงานวิจัยเชิงลึก ให้ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่การสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข

Atra เทคโนโลยีอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน

โดยทั้ง 4 นวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย

“รศ.ดร.ธนพงศ์ อินทระ” หัวหน้าโครงการพัฒนานวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า AI Ultrasound ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากของการตรวจอัลตราซาวด์แบบดั้งเดิม ที่ต้องอาศัยทั้งความชำนาญในการจัดวางหัวตรวจและทักษะขั้นสูงจากรังสีแพทย์ในการวิเคราะห์ภาพเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ทำให้แพทย์ทั่วไปสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์ได้มีประสิทธิภาพที่สุด

ช่วยวิเคราะห์ภาพเพื่อค้นหาความผิดปกติของอวัยวะรอบๆ ตับในช่องท้องส่วนบน ตรวจจับและคัดกรองความผิดปกติได้มากถึง 25 อาการ เช่น ไขมันพอกตับ นิ่ว ก้อนเนื้อ หรือตับแข็งด้วยความแม่นยำสูงถึง 87% พกพา (Portable Ultrasound) ลงพื้นที่ใช้งานหน้างานได้สะดวกยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีอายุเกิน 40 ปีสามารถเข้าถึงการตรวจสุขภาพช่องท้องส่วนบนเชิงป้องกันได้ง่ายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นวัตกรรมเครื่องอัลตราซาวด์พกพาพร้อมระบบ AI ถูกออกแบบมาให้สถานพยาบาลสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในงบประมาณ 500,000 บาท จะครอบคลุมเครื่องอัลตราซาวด์แบบพกพาและค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ AI (Subscription) ใช้งานปีแรก หลังจากนั้นจะมีค่าบริการดูแลระบบและซอฟต์แวร์รายปีอยู่ที่ปีละประมาณ 100,000 บาท ทำให้สถานพยาบาลขนาดเล็กหรือในพื้นที่ห่างไกลสามารถลงทุนนำเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไปใช้คัดกรองผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด

AICEDA BoneX

แพลตฟอร์ม AI ช่วยตรวจจับรอยแตกกระดูกสะโพกอัตโนมัติบนภาพเอกซเรย์ โดย “สุธี ไตรวิวัฒน์วงศ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเซด้า (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า นวัตกรรมนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการบาดเจ็บที่พบบ่อยในผู้สูงอายุในแผนกฉุกเฉิน (ER) ซึ่งมักเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากรแพทย์เฉพาะทางกระดูกในเวลากลางคืน จนนำไปสู่อัตราการวินิจฉัยผิดพลาดสูงถึง 14%

แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับหน้างานจริง โดยแพทย์สามารถใช้สมาร์ตโฟนถ่ายภาพฟิล์มเอกซเรย์แล้วอัปโหลดเข้าระบบได้ทันที ซึ่งเทคโนโลยีจะใช้เทคนิค CLAHE ในการปรับภาพให้คมชัดและชี้เป้ารอยแตกได้อย่างรวดเร็ว โมเดลนี้ถูกฝึกสอนจากฐานข้อมูลภาพกระดูกสะโพกหักกว่า 850 เคสและทดสอบความแม่นยำจาก 340 เคสทำความแม่นยำจากได้สูงถึง 99.5 % และผ่านการทดสอบทางคลินิกจริงอีกกว่า 1,000 เคสพร้อมระบบป้อนข้อมูลกลับเพื่อให้ AI เรียนรู้และพัฒนาความแม่นยำอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มีแผนการพัฒนาเพื่อขยายขีดความสามารถของ AI ให้ครอบคลุมการตรวจจับความผิดปกติของอวัยวะส่วนอื่นๆ ด้วย ได้แก่ เต้านม ตับ ไต ปากมดลูก ต่อมลูกหมาก รวมถึงการครอบคลุมในงานด้านทันตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการตรวจรักษาในระบบสาธารณสุขให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะมีการเปิดให้บริการในรูปแบบเหมาจ่ายรายเดือนแบบไม่จำกัดเคส ซึ่งคุ้มค่ากว่าระบบของต่างประเทศถึง 5 เท่า ช่วยให้โรงพยาบาลของรัฐสามารถเข้าถึงนวัตกรรมได้ง่าย ระบายคิวผู้ป่วยได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสในการรักษาเพื่อฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที

Kor-V:ทิชชู่เปียกยับยั้งไวรัสโรคมือเท้าปาก

“ธนัชพร เถลิงพล” CEO บริษัท Biovita อธิบายว่าทิชชู่เปียกKor-V เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสมุนไพรธรรมชาติ โดยบริษัท Biovita พัฒนาจากงานวิจัยของศูนย์ SiCORE-IR โดยได้รับความสนับสนุนจากคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล และสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยี และนวัตกรรม (INT)มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสอันเป็นบ่อเกิดของโรคมือ เท้า ปาก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย. (Food and Drug Administration : FDA)

คาดว่าจะเริ่มวางขายในช่วงเดือนเม.ย. 2569 ที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นที่แรก และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ช(E-commerce Platform)

IgEaseMn-10 แผ่นแปะตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนัง

ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดย RevoAllerX สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนานวัตกรรมการตรวจภูมิแพ้รูปแบบใหม่ ในรูปแบบแผ่นแปะผิวหนังที่มีเข็มขนาดไมโครเมตร ช่วยให้การตรวจเป็นเรื่องง่าย เหมาะกับผู้ป่วยทุกวัย โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็ก และให้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำสูงและสม่ำเสมอ ไม่ต่างจากการทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยสะกิด (Skin Prick Test: SPT)

“รศ.ดร.สุรพล พิบูลโภคานันท์” ผู้เชี่ยวชาญสาขาชีววิทยาศาสตร์เชิงระบบ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า แผ่นแปะตรวจภูมิแพ้ผิวหนังที่มีเข็มขนาดไมโครเมตร สามารถลดความกังวลของผู้ป่วย สามารถตรวจคัดกรองภูมิแพ้ผิวหนังได้ถึง 10 ชนิด นำมาใช้จริงแล้วในคลินิกโรคผิวหนังเด็ก โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลในแถบนครศรีธรรมราช รวมถึงมีการส่งตัวอย่างให้แพทย์ทดลองใช้ตรวจคัดกรองในผู้ป่วยเด็ก

“ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จะไม่สามารถจำหน่ายหรือนำไปใช้งานได้จริงเลย หากไม่มีผลการวิจัยทางคลินิกมารองรับ”

โครงการ“SPEAR H: Health Tech Accelerator”จะทำให้เกิดพื้นที่และโอกาส ที่จะช่วยขยายผลนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้สามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...