น็อนแบงก์หวั่นเอฟเฟ็กต์สู้รบ กระทบ Q2 ‘สินเชื่อหด-หนี้เสียพุ่ง’
สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ว่าล่าสุดจะมีประกาศ “หยุดยิง 2 สัปดาห์” ก็ตามที สภาวะเช่นนี้ไม่มีใครกล้าฟันธง ว่าสงครามรอบนี้จะจบแล้วหรือไม่ เนื่องจากมีโอกาสพลิกไป-พลิกมาได้ตลอดเวลา ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจด้านการเงินของผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์)
สงครามฟาดชิ่ง Q2 น่าเป็นห่วง
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC กล่าวว่า สงครามในตะวันออกกลางในแง่ผลกระทบยังคงต้องติดตามการแก้ไขปัญหา โดยเบื้องต้นเห็นว่ารัฐบาลพยายามแก้ไขและเรียกความเชื่อมั่นกลับมา และอยู่ระหว่างเร่งทำนโยบาย ซึ่งสิ่งที่ต้องติดตามคือ สถานการณ์ในไตรมาสที่ 2 ที่จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนไปยังต้นทุนต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ที่ราคาน้ำมันเพิ่งปรับขึ้นช่วงปลายไตรมาส หรือปลายเดือน มี.ค. จึงยังไม่สะท้อนผลกระทบที่แท้จริง
“ภาวะสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่าสร้างความไม่แน่นอน ส่งผลให้คนชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่ หรือเกษตรกรที่มีการเช่าพื้นที่เพาะปลูกอาจจะมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเพิ่มเติม เพื่อเพาะปลูกพืชผล ซึ่งต้องติดตามราคาเกษตรและต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยและขนส่ง จะมีผลกำไรหรือขาดทุน แต่เชื่อว่าแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรน่าจะปรับดีขึ้น ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง”
MTC จ่อปรับแผน-ปีนี้ส่อโตลดลง
นายปริทัศน์กล่าวว่า สำหรับ MTC ก็ต้องติดตามสถานการณ์ในไตรมาสที่ 2 อย่างใกล้ชิด ซึ่งโดยปกติในไตรมาสนี้จะเป็นช่วงไฮซีซั่นของบริษัท เนื่องจากจะมีลูกค้าเข้ามาขอสินเชื่อมากขึ้น เพื่อทำธุรกิจและทำเกษตร แต่จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเศรษฐกิจที่ไม่ได้ปรับดีขึ้น ทำให้การเติบโตสินเชื่อที่บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายตัวในระดับ 10-15% อาจจะมีการปรับแผนการเติบโตเหลือราว 10% ต้น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากผู้กู้เองมีความระมัดระวังการขอสินเชื่อ และบริษัทก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ
ขณะที่สัญญาณผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าปัจจุบันยังเป็นปกติ เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่กี่วัน ทำให้ยังไม่เห็นผลกระทบ จึงต้องติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อและจบเร็วแค่ไหน รวมถึงติดตามสัญญาณการชำระหนี้ของลูกค้าใกล้ชิดในไตรมาสที่ 2 แต่เชื่อว่าบริษัทสามารถรองรับความเสี่ยงได้ ส่วนหนึ่งบริษัทมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากระดับต่ำสุดอยู่ที่ 96% เพิ่มขึ้นเป็น 145% ในปัจจุบัน ถือว่าสูงสุดในอันดับต้นของอุตสาหกรรมจึงเชื่อว่าสามารถรองรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนได้ ขณะเดียวกันบริษัทมีการคัดกรองลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพ ทำให้ช่วยลดปัญหาหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
“เราคิดว่าเอ็นพีแอลไม่น่าจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 1/69 เพราะเหตุการณ์ราคาน้ำมันแพง ต้นทุนเพิ่มเพิ่งจะเกิดไม่กี่วัน ซึ่งเราต้องติดตามไตรมาสที่ 2/69 ใกล้ชิด เพราะผลกระทบจะโดนเต็ม ๆ หลังจากนี้ เห็นได้จากคนยกเลิกกลับบ้านช่วงสงกรานต์ แต่เชื่อว่ารัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จะเข้ามาช่วย Subsidy หรือออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง”
คาดสินเชื่อบุคคลหดตัวเป็นปีที่ 3
นายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ และประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ไตรมาสที่ 2 นี้จะเป็นไตรมาสที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นช่วงที่เห็นสัญญาณผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางชัดขึ้น ทั้งในแง่ผลกระทบของสินเชื่อ และสัญญาณความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เนื่องจากในไตรมาสที่ 1 ยังเป็นช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งเพิ่งเริ่มเกิด ประกอบกับภาครัฐตรึงราคาน้ำมันก่อนจะทยอยปรับราคาขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ และต้นทุนด้านอื่น ๆ จึงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
อย่างไรก็ดีจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาน้ำมัน และค่าครองชีพ ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อผู้บริโภค กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว และส่งผลต่อการเติบโตของตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2569 โดยคาดว่าจะหดตัวเป็นปีที่ 3 ภายใต้ 2 สมมติฐาน กรณีหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ยืดเยื้อคาดว่าสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัวใกล้เคียงปีก่อน หรือหดตัว -3.4% และกรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ ลากยาวอัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนลดลง คาดว่าสินเชื่อน่าจะหดตัวมากกว่าเดิม หรือราว -4.2% ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2567 ที่หดตัวสูงสุดตั้งแต่มีการดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล
ส่วนในแง่หนี้เอ็นพีแอล ภาพรวมทั้งระบบปรับลดลง โดย ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 3.7% แต่มองว่าการปรับลดลงของเอ็นพีแอลเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เนื่องจากสินเชื่อทั้งระบบติดลบ หนี้เสียลดลง เพราะปล่อยกู้น้อย คนใช้น้อยลง แม้ความต้องการใช้สินเชื่อมีอยู่ แต่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ขณะเดียวกันในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีมากนักลูกค้าบางกลุ่มไม่มีความจำเป็นต้องกู้ และหากมีเงินเหลืออาจจะมีการชำระคืนมากกว่าค่างวด และการขอวงเงินความถี่น้อยลง แต่จำนวนเพิ่มขึ้นราว 10-15%
หวั่นสงครามยืดเยื้อกระทบหนัก
นายอธิปกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าจำนวนบัญชีลูกค้าใหม่ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 200,000 บัญชี เติบโต 10% เทียบกับปีที่ผ่านมา และตั้งเป้ายอดสินเชื่อใหม่ 5% จากฐานลูกค้าปัจจุบันที่มีอยู่ราว 2 ล้านบัญชี ซึ่งการเติบโตจะมาจากฐานลูกค้าเก่า 90% และลูกค้าใหม่ 10% ถือเป็นเป้าหมายค่อนข้างท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
“เดิมเรามองว่าไตรมาส 4 ปี 2568 เศรษฐกิจดีขึ้น แต่พอมาไตรมาส 1 ปีนี้การใช้จ่ายเริ่มลดลง และลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่าจะเหนื่อย เพราะราคาน้ำมันขึ้น กระทบช่วงเทศกาลสงกรานต์ คนไม่กลับบ้าน เป็นสัญญาณไม่ดี เพราะเป็นช่วงที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นช่วงไตรมาสที่ 2 จะเป็นตัวตั้งต้นที่เราเริ่มจะเห็นผลหรือสัญญาณการใช้สินเชื่อ ความสามารถชำระหนี้ อาจจะต้องตามดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น็อนแบงก์หวั่นเอฟเฟ็กต์สู้รบ กระทบ Q2 ‘สินเชื่อหด-หนี้เสียพุ่ง’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net