โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉายภาพทุนผูกขาดกินรวบ “ทวี” เขย่าขวัญรัฐบาล บริหารประเทศระวังวิกฤติทวีความรุนแรงขึ้น

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฉายภาพทุนผูกขาดกินรวบ “ทวี” เขย่าขวัญรัฐบาล บริหารประเทศระวังวิกฤติทวีความรุนแรงขึ้น รวยกระจุกจนกระจาย กู้ 4 แสนล้านสุดท้ายประชาชนจ่ายหนี้-ดอก

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เสนอต้องแก้ปัญหา รวยกระจุก จนกระจาย เลิกระบบ หนี้และดอกเบี้ยเป็นของประชาชน แต่กำไรเป็นของกลุ่มทุนผูกขาด” โดยชี้ให้เห็นถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่

มีสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนผูกขาดและอำนาจเหนือตลาด ที่สร้างความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องแบกรับเกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ดังนี้ 1. วิกฤตค้าปลีกและอำนาจเหนือตลาด วงจรเงินผ่านมือ ตาม พ.ร.ก. วางกรอบว่าเม็ดเงินกู้ 200,000 ล้านบาทในงวดแรก ส่งถึงประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่โครงสร้างปัจจุบันถูกออกแบบมาให้เงินไหลเข้าสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่คนตัวเล็กเสียเปรียบตั้งแต่วันแรก
พร้อมชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ร้านอาหารเล็ก ร้านค้าชุมชน และผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาระบบค้าส่งของทุนขนาดใหญ่เพื่อจัดหาวัตถุดิบ ขณะเดียวกันร้านสะดวกซื้อ เมื่อรวมร้านขายส่งที่เป็นบริษัทเดียวกันอีกจึงมีรวมกันกว่า 21,000 แห่งทั่วประเทศ ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% บนข้อมูลเชิงประจักษ์ ปี 68 กลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่มีรายได้รวมสูงถึง 1,022,143 ล้านบาท กวาดกำไรสุทธิไป 28,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.30% แต่เศรษฐกิจของประเทศตาม GDP โตเพียง 1.6-2%

สะท้อนว่าเป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากกระเป๋าประชาชนไปสู่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และอำนาจเหนือตลาดที่เบ็ดเสร็จ เงินกู้รัฐจึงเป็นเพียงเงินผ่านมือประชาชน ที่สุดท้ายจะไหลกลับไปเป็นกำไรสะสมของกลุ่มทุนในเวลาอันสั้น เป็นโครงสร้างที่คนตัวเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ

พ.ต.อ.ทวียังระบุอีกว่า ส่วนวิกฤตพลังงาน: ภาระประชาชนบนความมั่งคั่งของกลุ่มทุนนั้น เงินกู้ 200,000 ล้านที่อ้างพลังงานสะอาด สุดท้ายอาจเป็นแค่การเปลี่ยนมือผู้ผูกขาดจากฟอสซิลไปสู่มือกลุ่มทุนเจ้าเดิม ดังมติ กพช. 28 พ.ย. 68 ที่ประเคนโซลาร์ฟาร์ม 1,500 MW ให้รายใหญ่ แทนที่จะกระจายสู่ โซลาร์ภาคประชาชน ให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปาก มติวันดังกล่าวที่ถูกทักท้วงมาก คือ “การบิดเบือนต้นทุนพลังงานผ่านก๊าซสองมาตรฐาน”

ขณะที่รัฐจัดสรรก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยประเคนให้ภาคปิโตรเคมี แต่ผลักภาระก๊าซนำเข้า (LNG) ราคาแพงมาให้ประชาชนแบกในบิลค่าไฟ หากรัฐหยุดเอื้อทุนใหญ่และคืนก๊าซอ่าวไทยให้ประชาชน ค่าไฟจะลดลงทันที 0.53 บาท/หน่วย เงินหลักหมื่นล้านควรกลับสู่กระเป๋าคนไทย ไม่ใช่ถูกแปรรูปเป็นกำไรปันผลให้เอกชนรวยเละฝ่ายเดียว

รวมความย้อนแย้งที่น่าหดหู่ใจที่สุด ในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/69 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท

เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน! โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤตน้ำมันนี้คือเบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท
ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างพลังงานไทยกำลังป่วยขั้นรุนแรง ถึงเวลาที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องหันมาซ่อมถังเศรษฐกิจที่รั่วให้ประชาชนเสียที
พ.ต.อ.ทวีระบุอีกว่า ส่วนสร้างความรับผิดชอบหน่วยรับงบประมาณให้ใช้งบลงทุนตามเวลาที่ได้อนุมัติ ที่ผ่านมาใช้ไม่เกิน 20% เป็นเหตุให้งบค้างท่อจำนวนมาก ที่ในทางบัญชีบริหาร นี่คือความล้มเหลวอย่างร้ายแรงการกู้เงินมาแล้วใช้ไม่หมด แต่ "ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก" คือการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเผาทิ้งเปล่าๆ รัฐบาลกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่ายซึ่งเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 67-68 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ภาระหนี้และดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ตกอยู่กับประชาชนและลูกหลานในอนาคต

พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้างความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลระหว่างการค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน ประการสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้วยหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

พ.ต.อ.ทวีระบุทิ้งท้าย ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมโดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤติจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่รัฐเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ก็เป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มา เพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...