โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปชน. ซัดเยียวยาพลังงาน ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม จี้เปิดปริมาณ-ราคาปุ๋ย สกัดไอ้โม่ง

Khaosod

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปชน. ซัดเยียวยาพลังงาน ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม จี้เปิดปริมาณ-ราคาปุ๋ย สกัดไอ้โม่ง

ปชน. ข้องใจมาตรการเยียวยา ไม่ครอบคลุมกลุ่ม ‘เกษตรกร-ประมง-เม็ดพลาสติก’ รัฐบาลใจดีช่วยคู่สัญญาภาครัฐ แต่จำกัดจำเขี่ยกับประชาชน จี้เปิดปริมาณกับราคาปุ๋ยทั่วประเทศ ป้องกันไอ้โม่งปุ๋ยหากิน

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้า และ นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรค ร่วมแถลงข้อเสนอของพรรคประชาชนต่อมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น ภายหลังคณะรัฐมนตรีประชุมนัดพิเศษหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

นายวีระยุทธ ระบุว่า มาตรการเพื่อบรรเทาสถานการณ์ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนจากวิกฤตการณ์น้ำมัน เป็นสิ่งที่ประชาชนรอมานานและคาดหวังมาหลายสัปดาห์แล้ว ถึงแม้มติที่ออกมาวันนี้จะใช้งบอยู่ที่ 7,700 ล้านบาท

แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียดแล้ว พบว่าเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงเพียง3,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 4,700 ล้านบาท เป็นการเอาไปจัดการงบประมาณ ที่เดิมไม่ได้ตั้งงบเผื่อไว้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบ 2569

ในแง่ของกลุ่มที่จะได้รับความช่วยเหลือ ยังมีกลุ่มสำคัญที่ตกหล่นอยู่หลายกลุ่ม เช่น ชาวประมง ที่ยังไม่สามารถออกไปหาปลาได้ จนเริ่มเกิดปัญหาอาหารทะเลขาดแคลน รวมถึงกลุ่มที่เป็นต้นน้ำสินค้าหลายอย่าง กลุ่มเม็ดพลาสติก และต่อเนื่องเป็นซัพพลายเชนไปถึงบรรจุภัณฑ์ สี การก่อสร้าง และอื่นๆ

จากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ ทั้งหมด ที่มีการลงรายละเอียดมากที่สุด เป็นการช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐในเรื่องการก่อสร้าง เช่น การให้คู่สัญญาภาครัฐสามารถแก้สัญญาได้ ปรับตัวเลขได้ กำหนดวงเงินให้คิดค่าน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นได้ถึง 69.99 บาท หรือยกเลิกสัญญา โดยขอคืนเงินประกันให้ได้ ซึ่งพรรคขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นๆ อย่างละเอียดและสนใจในระดับเดียวกัน

นายเดชรัต ระบุว่าต้นทุนที่เป็นหัวใจสำคัญของภาคเกษตรมีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่อง คือเรื่องปุ๋ยเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ครอบคลุม 40-50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โดยมาตรการที่ออกมาวันนี้ช่วยเหลือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ในด้านราคาปุ๋ยที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลจะช่วยผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียว จำกัดอยู่ที่ 5+1 กระสอบ โดยขยายวงเงินช่วยจาก 200 บาทต่อกระสอบ เป็น 300 บาทต่อกระสอบ เมื่อคำนวณแล้วก็ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มาก

แต่ปัญหาของโครงการปุ๋ยธงเขียวคือจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมในอดีต สามารถเข้าร่วมในโครงการปัจจุบันได้น้อยมาก คือเพียงราว 1% ของความต้องการใช้ปุ๋ยเท่านั้น แม้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ระบุว่าจะมีการขยายตัวเลขของโครงการปุ๋ยธงเขียวเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะขยายเป็นจำนวนเท่าไหร่ พรรคจึงเสนอว่าควรขยายให้ครอบคลุมเกษตรกรทุกราย ให้ใช้สิทธิในลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลวางไว้ได้

นายเดชรัต กล่าวว่า ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง จะเห็นได้ชัดว่าไม่มีมาตรการที่เกี่ยวกับน้ำมันในภาคการประมงและภาคเกษตรเลย มีเฉพาะภาคขนส่งและขนส่งสาธารณะเท่านั้น พรรคประชาชนอยากเห็นมาตรการการช่วยเหลือเรื่องน้ำมันที่มีความชัดเจน ทั้งประมงและเกษตรกร

รวมถึงผู้ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการไถเตรียมดิน ซึ่งจะเริ่มสำหรับข้าวนาปีในปลายเดือนเม.ย.ถึงต้นเดือนพ.ค. รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่จะเกิดขึ้นต่อไป

สำหรับความขาดแคลนปุ๋ย แม้นางศุภจี จะพยายามอธิบายเหตุผลที่ตัวเลขไม่ตรงกัน ระหว่างเดือนส.ค. เม.ย.และพ.ค. ว่าเกิดมาจากอะไร แต่ยังไม่มีการชี้แจงข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่ชัดเจน ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุม ตัวเลขปริมาณปุ๋ยเคมีอยู่ในมือของกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ควรนำตัวเลขปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในประเทศ ที่อยู่ในขั้นตอนการนำเข้า รวมถึงที่อยู่ในคลังหรือร้านค้าปลีกในประเทศ มาเปิดเผยให้ประชาชนทราบ

อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ย่อมทราบราคาปุ๋ยอยู่แล้ว ควรแจ้งราคาที่กระทรวงพาณิชย์อนุญาตให้ผู้ค้าขายได้ ประชาชนจะได้ช่วยกันแจ้งถ้ามีการขายเกินราคานั้น ความชัดเจนในเรื่องข้อมูลจะช่วยทำให้ความค้างคาใจที่เคยเกิดขึ้นในกรณีน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกิดขึ้นในกรณีปุ๋ยเคมี ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนเช่นกัน

นายเดชรัต กล่าวว่า นอกจากนี้ แม้จะมีความช่วยเหลือ 100 บาทต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ทุกคนทราบดีว่ากลุ่มคนจนที่สุด 20% ของประเทศ ก็มีประมาณ 40-50% ที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

รัฐบาลควรออกรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น สำหรับเด็กนักเรียนที่หลายคนมีข้อจำกัดในเรื่องค่าเทอม หากมีวงเงินฉุกเฉินสำหรับการศึกษาในช่วงเวลาวิกฤตก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รวมถึงวงเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับครัวเรือนเปราะบาง ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการโดยเร่งด่วนและชัดเจนเช่นกัน

ด้านน.ส.ศิริกัญญา ระบุว่าส่วนใหญ่ที่สุดของแหล่งเงินงบประมาณและวงเงินที่ใช้ในมาตรการรอบนี้ ไม่ได้ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาของรัฐบาลเองที่ตั้งงบประมาณของกองทุนประชารัฐเอาไว้ไม่เพียงพอในปีงบ 2569

โดยปกติ กองทุนประชารัฐจะต้องต้องใช้งบปีละ 50,000 ล้านบาท แต่ในปี 2569 รัฐบาลตั้งไว้แค่ 30,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาที่ทำให้ผ่านมาครึ่งปีงบประมาณ เงินในกองทุนเริ่มขาดแคลน และจำเป็นต้องนำงบกลางมาใช้ถึง 4,700 ล้านบาท มาเติมเข้าไปในกองทุนประชารัฐ เพราะหากไม่เติมก้อนนี้ 300 บาทแรกที่จะช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพก็จะไม่มี ยังไม่ต้องพูดถึงว่าอีก 100 บาทจะเติมเข้ามาในภายหลังได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปัญหาแหล่งงบประมาณและการคลังของรัฐบาลในเวลานี้ ที่เป็นที่ชัดเจนว่ามีปัญหา เพียงแค่จะใช้จ่ายกับรายจ่ายประจำก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเฉพาะหน้ามีแต่มาตรการที่จำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ครอบคลุมถึงต้นทุนการใช้ชีวิตหรือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง มีการพูดถึงว่าแหล่งงบประมาณใหม่ที่จะเกิดขึ้นคืองบปี 2570 ที่ได้อนุมัติปฏิทินงบประมาณไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่มีคือแผนการหาเงินมาใช้สำหรับปี 2569 ที่เหลือ

ก่อนหน้านี้ทั้งในการแถลงนโยบายและการแถลงข่าวแต่ละครั้ง มีการพูดถึงการออก พ.ร.บ.งบประมาณ หรืออาจจะออกเป็น พ.ร.ก. เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งตนได้อภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว และได้ข้อสรุปจากการชี้แจงของรัฐบาลแล้ว ว่าจะไม่ออกเป็น พ.ร.ก. แต่จะออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณแทน

ดังนั้น ขั้นตอนต่อไป ตนคาดหวังว่ามติครม.จะต้องมีการออกหลักเกณฑ์ ว่างบใดที่จะถูกตัดหรือได้ไปต่อ เพราะระยะเวลางบประมาณเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือเร่งรัดให้หน่วยราชการต่างๆ เบิกจ่ายงบให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 เม.ย. แปลว่างบที่ยังไม่ได้ถูกใช้ก่อนวันที่ 30 เม.ย.จะถูกนำมาใช้เป็นเงินสำหรับกองกลางที่จะถูกตัดหรือโอนเพื่อมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า รัฐบาลต้องมีมติครม.ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้เงินที่จะเหลือให้นำมาตัดโอนจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เป้าหมายที่จะทำให้ได้ 50,000 ล้านบาทก็ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐบาลก็จำเป็นต้องมองหาแหล่งงบประมาณอื่น ที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนโดยเร่งด่วนได้แล้ว ไม่เช่นนั้นประชาชนจะต้องทนอยู่กับมาตรการเยียวยาที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชนแบบทุกวันนี้ต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปชน. ซัดเยียวยาพลังงาน ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม จี้เปิดปริมาณ-ราคาปุ๋ย สกัดไอ้โม่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...