โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สตช.เปิดสถิติภัยไซเบอร์ปี 68 คนไทยสูญ 2.5 หมื่นล้าน มิจฉาชีพใช้ AI ล่าเหยื่อ

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดข้อมูลลึกเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติ กางสถิติอาชญากรรมทางเทคโนโลยีประจำปี 2568 พบตัวเลขน่าตกใจทะยานทะลุ 380,000 คดี กวาดเม็ดเงินความเสียหายย่อยยับกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เจาะพฤติการณ์คนร้ายยกระดับสู่องค์กรอาชญากรรมเต็มรูปแบบ งัดขีดความสามารถปัญญาประดิษฐ์สแกนหาเหยื่อ ชี้เป้ากลุ่มวัยทำงานและสตรีตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง ขณะที่ภัยเงียบในโลกคริปโตยังคงซุ่มโจมตีนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เผยอุปสรรคชิ้นใหญ่คือศูนย์บัญชาการหลักที่ฝังรากลึกในประเทศกัมพูชา นอกเหนือเขตอำนาจศาลไทย ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศขั้นเด็ดขาด

วิกฤตภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังกลายเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างรุนแรง ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขสถิติที่สะท้อนให้เห็นถึงหายนะทางการเงินระดับชาติ โดยระบุว่าตลอดทั้งปี 2568 มีคดีหลอกลวงออนไลน์พุ่งสูงทะลุ 380,000 คดี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจย่อยยับกว่า 25,000 ล้านบาท พร้อมเปิดโปงพฤติการณ์ของแก๊งมิจฉาชีพที่ยกระดับขีดความสามารถสู่การเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ งัดเทคโนโลยี Ai มาใช้เป็นอาวุธคัดกรองเหยื่ออย่างแม่นยำ โดยมีกลุ่มวัยทำงานและผู้หญิงเป็นเป้าหมายหลัก ขณะที่นักลงทุนในตลาดคริปโตก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเครือข่ายฉ้อโกงระดับโลกที่ฝังรากฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา

พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับการตำรวจสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ขึ้นเวทีเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกอย่างเป็นทางการในงานแถลงรายงานประจำปีของ ฮูส์คอลล์ ประจำปี 2568 โดยระบุชัดเจนว่า ในห้วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยต้องเผชิญกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรวมทั้งสิ้น 380,378 คดี เมื่อนำมาหารเฉลี่ยจะพบว่ามีประชาชนตกเป็นเหยื่อสูงถึง 1,045 คดีต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งทะยานทิ้งห่างสถิติของปี 2567 อย่างน่าตกใจ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนคดี คือมูลค่าความเสียหายรวมที่พุ่งไปแตะระดับ 25,195,936,027 บาท หรือคิดเป็นความสูญเสียเม็ดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจเฉลี่ยวันละ 69 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ขนาดของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์กำลังขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง และยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงการชะลอตัวแต่อย่างใด

เมื่อเจาะลึกลงไปในโครงสร้างทางประชากรศาสตร์ของผู้เสียหาย ข้อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า กลุ่มวัยทำงานที่มีช่วงอายุระหว่าง 31 ถึง 40 ปี ครองสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 25.60 ของผู้เสียหายทั้งหมด

นอกจากนี้พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ยังได้ขยายความในประเด็นนี้ว่า กลุ่มคนวัยทำงานเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์ และสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนได้ง่าย จึงกลายเป็นขุมทรัพย์ชั้นดีที่มิจฉาชีพเลือกที่จะเจาะทะลวงอย่างเป็นระบบ

ขณะที่มิติด้านเพศสภาพยังเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าเป็นห่วง เมื่อพบว่าผู้เสียหายเพศหญิงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 64 ซึ่งทิ้งห่างเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า เครือข่ายมิจฉาชีพได้ทำการศึกษาพฤติกรรมและปรับแต่งจิตวิทยาในการหลอกลวง ให้สามารถพุ่งเป้าโจมตีจุดอ่อนของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มได้อย่างแยบยล

สำหรับรูปแบบของคดีออนไลน์ที่มีการรับแจ้งความนั้น สามารถจำแนกออกได้เป็น 14 ประเภทหลัก โดยภัยคุกคาม 3 อันดับแรกที่ระบาดหนักที่สุด ได้แก่ การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ไม่ใช่ขบวนการ ซึ่งกินสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 52.99 ตามมาด้วยการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล ร้อยละ 14.61 และการหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานออนไลน์ ร้อยละ 8.67 ตามลำดับ

ในฟากฝั่งของโลกการลงทุนดิจิทัล แม้ตัวเลขทางสถิติจะระบุว่า คดีที่พัวพันกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง คริปโตเคอร์เรนซี เหรียญดิจิทัล และโทเคน จะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.19 และคดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านความสัมพันธ์เชิงชู้สาว หรือ โรแมนซ์สแกม จะอยู่ที่ร้อยละ 0.59 ทว่าเมื่อนำสัดส่วนที่ดูเหมือนเล็กน้อยเหล่านี้ ไปคำนวณจากฐานความเสียหายรวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เม็ดเงินที่สูญสลายไปในอากาศก็ยังคงมีมูลค่ามหาศาลทะลุหลักร้อยล้านบาทอยู่ดี

อย่างไรก็ตามความน่ากลัวที่แท้จริงในยุคปัจจุบัน คือการวิวัฒนาการของกลุ่มมิจฉาชีพที่ก้าวกระโดดข้ามขีดจำกัดเดิมๆ พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ให้ข้อมูลที่น่าตื่นตระหนกว่า ขบวนการเหล่านี้ได้ยกระดับโครงสร้างจนกลายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเต็มรูปแบบ ที่มีการนำเอาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และคัดกรองเหยื่อเป้าหมาย โดยอาศัยฐานข้อมูลส่วนบุคคลมหาศาลที่รั่วไหลและถูกนำไปเร่ขายในตลาดมืด

ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าสแกมเมอร์ยังได้คิดค้นกลยุทธ์ที่เจ้าหน้าที่ขนานนามว่า ปฏิทินโจร ซึ่งก็คือการออกแบบและปรับเปลี่ยนโครงเรื่องในการหลอกลวง ให้สอดคล้องกลมกลืนกับเทศกาลสำคัญและบริบททางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น การสร้างแคมเปญแจกอั่งเปาปลอมในช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือการล่อลวงด้วยคูปองเติมน้ำมันราคาถูกในช่วงที่เกิดวิกฤตราคาพลังงานแพง กลยุทธ์เหล่านี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ และลวงให้เหยื่อตายใจได้อย่างแนบเนียน

อย่างไรก็ดีแม้ในประเทศ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้ากวาดล้างและจับกุมผู้รับจ้างเปิดบัญชีม้าได้อย่างต่อเนื่อง แต่ พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ก็ยอมรับตามตรงถึงความยากลำบากในการถอนรากถอนโคนขบวนการนี้ เนื่องจากศูนย์บัญชาการใหญ่และฐานที่มั่นที่แท้จริงของเครือข่ายเหล่านี้ ล้วนตั้งรกรากอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ทำให้การปราบปรามในระดับโครงสร้างต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่ยากในการทำงาน

ขณะที่ทางออกของวิกฤตระดับชาตินี้ในระยะยาว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาศัยกลไกการทูตเชิงรุก เพื่อสร้างแรงกดดันและขอความร่วมมือจากมหาอำนาจในเวทีโลก ควบคู่ไปกับภารกิจเร่งด่วนในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และให้ความรู้แก่ประชาชนทุกเพศทุกวัยอย่างทั่วถึง เพราะตราบใดที่ต้นตอของอาชญากรรมยังคงซุกซ่อนอยู่นอกพรมแดน ประสิทธิภาพของกฎหมายภายในประเทศก็ย่อมมีข้อจำกัด และประชาชนคือด่านหน้าที่จะต้องปกป้องทรัพย์สินของตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...