ทำไม ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ อยากเป็นเหมือน ‘โอรีโอ-ไมโล’? ถอดกลยุทธ์ธุรกิจสู่เป้าปีนี้ 200 ล้านบาท
ชวนถอดกลยุทธ์ตลอด 3 ปีของ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ แบรนด์คนไทยที่ปีที่แล้วปิดยอดขายไปกว่า 140 ล้านบาท พร้อมวางเป้าใหม่ปีนี้ว่าอยากเพิ่มให้ถึง 200 ล้านบาท ในมุมเจ้าของธุรกิจคนรุ่นใหม่‘วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ’ มีแพลนทำอะไรบ้าง? ในยุคที่แบรนด์เครื่องดื่มหน้าใหม่ๆ เข้าตลาดแทบทุกวัน
TODAY Bizview สรุปทิศทางธุรกิจฉันจะกินชาเย็นทุกวันผ่านบทความสัมภาษณ์ล่าสุดให้เข้าใจง่ายขึ้น
1.คอลแล็บส์ยังทำอยู่ แต่ปีนี้เน้นกลยุทธ์ ‘Flavor Ownership’
วิว-พันธ์ทิพย์ กล่าวว่า “พอผ่านจุดที่ลองผิดบลองถูกแล้วมา เราไม่ได้อยากมีแค่หน้าร้านที่อยู่ตามหัวเมือง แล้วก็ไม่ได้อยากขายโปรดักต์เป็นแก้วอย่างเดียว”
“เรามองว่าตัวเองเป็น‘Flavor Ownership’ คือ สมมติลูกค้านึกถึงรสชาตินี้ก็อยากให้เขานึกถึงเราเป็นคนแรก อยากเป็นเหมือนโอริโอหรือไมโล ที่ถ้านึกถึงโปรดักต์นี้ต้องเป็นเรา ปีนี้วางแผนว่าอาจต้องทำโปรดักต์ให้มากขึ้น และเชื่อมโยงไปถึง Flavour Ownership ให้รสชาติของฉันจะกินชาเย็นทุกวันแข็งแรง”
สำหรับวิว-พันธ์ทิพย์ มองว่าการเป็น Flavor Ownership ได้นั้นคนต้องเข้าถึงว่ารสชาติชาเย็นของแบรนด์ว่ามีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเครื่องดื่ม ขนม หรือส่วนผสมในสินค้าอื่น รสชาติก็ยังคงชัดและผู้บริโภคนึกถึงฉันจะกินชาเย็นทุกวัน
เป็นเหตุผลว่าแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ทำไมอยากจะบุกตลาด B2B แบบเต็มตัว ซึ่งเธอคาดหวังว่าถ้าลุยตลาดนี้ได้ภายในปีนี้ก็น่าจะดีต่อการเติบโตของธุรกิจไปอีกสเต็ป
“ตอนนี้ Core Product ที่เอาไปปรับได้ คือผงชาที่ไดลูทในน้ำได้ง่าย ทำเบเกอรี่ได้ เอาไปทำกลิ่นหรือรสชาติในโปรดักต์ต่างๆ ได้ คือสามารถไปอยู่กับทุก element เราพัฒนามาเป็นชา 3 in 1 ขาย End-User ทั่วไป แล้วยังมีแผนต่อยอดไปถึง B2B ทำเป็น raw material ให้ลูกค้าใช้รสชาตินี้ได้ทุกวัน สามารถเอาตัวชาเราไปเบลนด์กับโปรดักต์ที่เขาอยากจะทำได้ หรือแม้แต่ขายในคาเฟ่ก็ได้”
นอกจากนี้ ฉันจะกินชาเย็นช่วงไตรมาส 3/2026 เธอเผยว่า อาจจะเห็นสินค้าชาเย็น ‘รูปแบบขวด’ ขายในร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น
2. กลยุทธ์ ‘Small but Strong’ ขยายสาขาแต่ต้องมั่นคง
ปัจจุบันแบรนด์มีทั้งหมด 22 สาขา และตั้งเป้าขยายให้ครบ 30 สาขาภายในปีนี้ จุดน่าสนใจของแบรนด์ปีนี้ก็คือ ‘การออกต่างจังหวัด’
- Go Local: จากที่ในเมืองกรุงเติบโตเป็นที่น่าพอใจแล้ว ปีนี้จะเริ่มบุกต่างจังหวัดโดยเลือก ‘หัวเมืองใหญ่’ ซึ่งจังหวัดที่น่าจะเข้าเป้าช่วงแรกๆ นี้น่าจะโฟกัสที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีความใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เช่น ขอนแก่น ที่จะประเดิมที่ห้างท้องถิ่น ‘แฟรี่’ ในเดือนเมษายนนี้
- Downsizing: สาขาใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ จะเน้นร้านที่มีขนาดเล็กลง เน้นโมเดล Cloud Kitchen มากขึ้น เพื่อตอบรับสัดส่วน ‘เดลิเวอรี่’ ซึ่งปัจจุบันเติบโตขึ้นค่อนข้างมาก ตัวอย่างปีที่แล้วที่ขยายร้านเปิดที่ ‘ชลบุรีและนครปฐม’ สัดส่วนการขายหน้าร้านกับเดลิเวอรี่อยู่ที่ 50:50 เทียบกับเมื่อก่อนออนไลน์ที่ 20%
- Basket Size Matters: กลยุทธ์อีกอย่างที่ปีนี้จะเห็นชัดขึ้นจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ก็คือ เพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ไม่ใช่ ‘เครื่องดื่ม’ เยอะขึ้น อย่างขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนผสมของชาเย็น เช่น บราวนี่ และขาไก่ เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ซึ่งจะสามารถเพิ่มยอดซื้อต่อบิลได้ จากตอนนี้อยู่ที่ 90-100 บาทต่อคน รวมถึง การออกเมนู non-tea อย่าง ‘นมเย็น’ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดี
3. ยืนหยัดในจุดแข็ง ไม่ไหลตามกระแส
กระแส “มัทฉะฟีเวอร์” ที่ผ่านมาอาจจะมีช่วงเบรกยอดขายไปบ้าง แต่สุดท้ายยังเป็นไปตามเป้า ซึ่ง วิว-พันธ์ทิพย์ กล่าวว่า “ตอนที่มีกระแสมัทฉะดังๆ ไม่ได้คิดอยากไปทำเลย เพราะรู้สึกว่า ถ้าไปจับตรงนั้นมันจะเสียจุดยืน อยากให้แบรนดิ้งแข็งแรงที่สุด”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉันจะกินชาเย็นทุกวันทำเพิ่มช่วงนั้นคือ การหันมาเล่นกับเทรนด์สุขภาพช่วงที่มี ‘ชาไทยไม่ใส่สี’ เธอเผยว่า แบรนด์น่าจะเป็น 1 ใน 3 แบรนด์แรกๆ ที่ออกมาทำ ซึ่งปีนี้จะต่อยอดกระแสคนรักสุขภาพด้วย
“เร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นเครื่องดื่มที่มีการปรับความหวานลง เพราะอยากทำให้ลูกค้าสามารถดื่มได้ทุกวันจริงๆ”
นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแห่งการเขย่าโครงสร้างของแบรนด์ ‘เข้ม’ จากก่อนหน้านี้แยกออกไปอยู่อีกบริษัท ปีนี้ วิว-พันธ์ทิพย์ ดึงเข้มเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด
เธอมองว่า ในตลาดตอนนี้แบรนด์ที่เป็นกาแฟโบราณ โอเลี้ยง โดยเฉพาะยังไม่มี จึงคิดว่ายังมีความน่าสนใจอยู่ เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้โฟกัสในการปั้นแบรนด์อย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า “ตลาดนี้ยังมีโอกาสโตได้อีกถ้าเรากลับมาโฟกัสจริงๆ ซึ่งปีนี้เราอยากทำแบรนด์เพิ่มตามเป้าที่วางไว้ รวมถึงลองโมเดลแฟรนไชส์ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังเป็นผู้ลงทุนเปิดเองทั้งหมด”
ปัจจุบันตัวเลขยอดขายเฉลี่ยกว่า 1 ล้านแก้วต่อปี หรือราว 1 แสนแก้วต่อเดือน ไม่ใช่แค่สถิติความสำเร็จของแบรนด์ แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ว่า ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คนไปแล้ว ซึ่งอินไซต์น่าสนใจที่เจ้าของแชร์ทิ้งท้ายอย่าง ระดับความหวาน 50-70% คือรสชาติที่ “ใช่” สำหรับมหาชนในตอนนี้
ขณะที่ความสำเร็จของสาขา Top Tier อย่าง เซ็นทรัลลาดพร้าว, เมกะบางนา, ซีคอนบางแค และเซ็นทรัลพระราม 9 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะก้าวต่อไปของ ‘วิว-พันธ์ทิพย์’ ในปีนี้คือการนำเอาความหลงใหลในชาเย็นมาเขย่าใหม่ผ่านกลยุทธ์ Flavor Ownership เพื่อเปลี่ยนจากเครื่องดื่ม ให้เป็นรสชาติมาตรฐานที่คนต้องมีติดบ้าน