โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไม ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ อยากเป็นเหมือน ‘โอรีโอ-ไมโล’? ถอดกลยุทธ์ธุรกิจสู่เป้าปีนี้ 200 ล้านบาท

TODAY

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 11.51 น. • TODAY

ชวนถอดกลยุทธ์ตลอด 3 ปีของ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ แบรนด์คนไทยที่ปีที่แล้วปิดยอดขายไปกว่า 140 ล้านบาท พร้อมวางเป้าใหม่ปีนี้ว่าอยากเพิ่มให้ถึง 200 ล้านบาท ในมุมเจ้าของธุรกิจคนรุ่นใหม่‘วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ’ มีแพลนทำอะไรบ้าง? ในยุคที่แบรนด์เครื่องดื่มหน้าใหม่ๆ เข้าตลาดแทบทุกวัน

TODAY Bizview สรุปทิศทางธุรกิจฉันจะกินชาเย็นทุกวันผ่านบทความสัมภาษณ์ล่าสุดให้เข้าใจง่ายขึ้น

1.คอลแล็บส์ยังทำอยู่ แต่ปีนี้เน้นกลยุทธ์ ‘Flavor Ownership’

วิว-พันธ์ทิพย์ กล่าวว่า “พอผ่านจุดที่ลองผิดบลองถูกแล้วมา เราไม่ได้อยากมีแค่หน้าร้านที่อยู่ตามหัวเมือง แล้วก็ไม่ได้อยากขายโปรดักต์เป็นแก้วอย่างเดียว”

“เรามองว่าตัวเองเป็น‘Flavor Ownership’ คือ สมมติลูกค้านึกถึงรสชาตินี้ก็อยากให้เขานึกถึงเราเป็นคนแรก อยากเป็นเหมือนโอริโอหรือไมโล ที่ถ้านึกถึงโปรดักต์นี้ต้องเป็นเรา ปีนี้วางแผนว่าอาจต้องทำโปรดักต์ให้มากขึ้น และเชื่อมโยงไปถึง Flavour Ownership ให้รสชาติของฉันจะกินชาเย็นทุกวันแข็งแรง”

สำหรับวิว-พันธ์ทิพย์ มองว่าการเป็น Flavor Ownership ได้นั้นคนต้องเข้าถึงว่ารสชาติชาเย็นของแบรนด์ว่ามีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเครื่องดื่ม ขนม หรือส่วนผสมในสินค้าอื่น รสชาติก็ยังคงชัดและผู้บริโภคนึกถึงฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

เป็นเหตุผลว่าแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ทำไมอยากจะบุกตลาด B2B แบบเต็มตัว ซึ่งเธอคาดหวังว่าถ้าลุยตลาดนี้ได้ภายในปีนี้ก็น่าจะดีต่อการเติบโตของธุรกิจไปอีกสเต็ป

“ตอนนี้ Core Product ที่เอาไปปรับได้ คือผงชาที่ไดลูทในน้ำได้ง่าย ทำเบเกอรี่ได้ เอาไปทำกลิ่นหรือรสชาติในโปรดักต์ต่างๆ ได้ คือสามารถไปอยู่กับทุก element เราพัฒนามาเป็นชา 3 in 1 ขาย End-User ทั่วไป แล้วยังมีแผนต่อยอดไปถึง B2B ทำเป็น raw material ให้ลูกค้าใช้รสชาตินี้ได้ทุกวัน สามารถเอาตัวชาเราไปเบลนด์กับโปรดักต์ที่เขาอยากจะทำได้ หรือแม้แต่ขายในคาเฟ่ก็ได้”

นอกจากนี้ ฉันจะกินชาเย็นช่วงไตรมาส 3/2026 เธอเผยว่า อาจจะเห็นสินค้าชาเย็น ‘รูปแบบขวด’ ขายในร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น

2. กลยุทธ์ ‘Small but Strong’ ขยายสาขาแต่ต้องมั่นคง

ปัจจุบันแบรนด์มีทั้งหมด 22 สาขา และตั้งเป้าขยายให้ครบ 30 สาขาภายในปีนี้ จุดน่าสนใจของแบรนด์ปีนี้ก็คือ ‘การออกต่างจังหวัด’

  • Go Local: จากที่ในเมืองกรุงเติบโตเป็นที่น่าพอใจแล้ว ปีนี้จะเริ่มบุกต่างจังหวัดโดยเลือก ‘หัวเมืองใหญ่’ ซึ่งจังหวัดที่น่าจะเข้าเป้าช่วงแรกๆ นี้น่าจะโฟกัสที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีความใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เช่น ขอนแก่น ที่จะประเดิมที่ห้างท้องถิ่น ‘แฟรี่’ ในเดือนเมษายนนี้
  • Downsizing: สาขาใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ จะเน้นร้านที่มีขนาดเล็กลง เน้นโมเดล Cloud Kitchen มากขึ้น เพื่อตอบรับสัดส่วน ‘เดลิเวอรี่’ ซึ่งปัจจุบันเติบโตขึ้นค่อนข้างมาก ตัวอย่างปีที่แล้วที่ขยายร้านเปิดที่ ‘ชลบุรีและนครปฐม’ สัดส่วนการขายหน้าร้านกับเดลิเวอรี่อยู่ที่ 50:50 เทียบกับเมื่อก่อนออนไลน์ที่ 20%
  • Basket Size Matters: กลยุทธ์อีกอย่างที่ปีนี้จะเห็นชัดขึ้นจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ก็คือ เพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ไม่ใช่ ‘เครื่องดื่ม’ เยอะขึ้น อย่างขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนผสมของชาเย็น เช่น บราวนี่ และขาไก่ เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ซึ่งจะสามารถเพิ่มยอดซื้อต่อบิลได้ จากตอนนี้อยู่ที่ 90-100 บาทต่อคน รวมถึง การออกเมนู non-tea อย่าง ‘นมเย็น’ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดี

3. ยืนหยัดในจุดแข็ง ไม่ไหลตามกระแส

กระแส “มัทฉะฟีเวอร์” ที่ผ่านมาอาจจะมีช่วงเบรกยอดขายไปบ้าง แต่สุดท้ายยังเป็นไปตามเป้า ซึ่ง วิว-พันธ์ทิพย์ กล่าวว่า “ตอนที่มีกระแสมัทฉะดังๆ ไม่ได้คิดอยากไปทำเลย เพราะรู้สึกว่า ถ้าไปจับตรงนั้นมันจะเสียจุดยืน อยากให้แบรนดิ้งแข็งแรงที่สุด”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉันจะกินชาเย็นทุกวันทำเพิ่มช่วงนั้นคือ การหันมาเล่นกับเทรนด์สุขภาพช่วงที่มี ‘ชาไทยไม่ใส่สี’ เธอเผยว่า แบรนด์น่าจะเป็น 1 ใน 3 แบรนด์แรกๆ ที่ออกมาทำ ซึ่งปีนี้จะต่อยอดกระแสคนรักสุขภาพด้วย

“เร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นเครื่องดื่มที่มีการปรับความหวานลง เพราะอยากทำให้ลูกค้าสามารถดื่มได้ทุกวันจริงๆ”

นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแห่งการเขย่าโครงสร้างของแบรนด์ ‘เข้ม’ จากก่อนหน้านี้แยกออกไปอยู่อีกบริษัท ปีนี้ วิว-พันธ์ทิพย์ ดึงเข้มเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด

เธอมองว่า ในตลาดตอนนี้แบรนด์ที่เป็นกาแฟโบราณ โอเลี้ยง โดยเฉพาะยังไม่มี จึงคิดว่ายังมีความน่าสนใจอยู่ เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้โฟกัสในการปั้นแบรนด์อย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า “ตลาดนี้ยังมีโอกาสโตได้อีกถ้าเรากลับมาโฟกัสจริงๆ ซึ่งปีนี้เราอยากทำแบรนด์เพิ่มตามเป้าที่วางไว้ รวมถึงลองโมเดลแฟรนไชส์ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังเป็นผู้ลงทุนเปิดเองทั้งหมด”

ปัจจุบันตัวเลขยอดขายเฉลี่ยกว่า 1 ล้านแก้วต่อปี หรือราว 1 แสนแก้วต่อเดือน ไม่ใช่แค่สถิติความสำเร็จของแบรนด์ แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ว่า ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คนไปแล้ว ซึ่งอินไซต์น่าสนใจที่เจ้าของแชร์ทิ้งท้ายอย่าง ระดับความหวาน 50-70% คือรสชาติที่ “ใช่” สำหรับมหาชนในตอนนี้

ขณะที่ความสำเร็จของสาขา Top Tier อย่าง เซ็นทรัลลาดพร้าว, เมกะบางนา, ซีคอนบางแค และเซ็นทรัลพระราม 9 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะก้าวต่อไปของ ‘วิว-พันธ์ทิพย์’ ในปีนี้คือการนำเอาความหลงใหลในชาเย็นมาเขย่าใหม่ผ่านกลยุทธ์ Flavor Ownership เพื่อเปลี่ยนจากเครื่องดื่ม ให้เป็นรสชาติมาตรฐานที่คนต้องมีติดบ้าน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...