“อินเดีย” อ่วม! ต่างชาติเทขายหุ้นหนักสุดเป็นประวัติการณ์ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ วิตกกังวลน้ำมันแพง
"อินเดีย" อ่วม! ต่างชาติเทขายหุ้นหนักสุดเป็นประวัติการณ์ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังสงครามในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบต้นทุนพลังงาน ค่าเงินรูปีอ่อนค่า
วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.07 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินเดียเป็นมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคม 2569 หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบอุปทานน้ำมันและก๊าซ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น กดดันเศรษฐกิจและสร้างความกังวลว่าการเติบโตของอินเดียจะชะลอตัว
ข้อมูลจากบริษัทรับฝากหลักทรัพย์ NSDL ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นอินเดียแล้วประมาณ 1.12 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 12,100 ล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มจะเป็นการขายสุทธิรายเดือนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แซงสถิติเดิมในเดือนตุลาคม 2567 ที่มีเงินไหลออก 940,000 ล้านรูปี
ผู้จัดการกองทุนจาก Matthews Asia ระบุว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม 2569 มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของอินเดียในเดือนมีนาคมลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลง แม้ว่าคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นก็ตาม โดยบริษัทต่าง ๆ ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลาง ภาวะตลาดที่ผันผวน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เป็นปัจจัยที่กระทบการเติบโตของธุรกิจ ขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
อินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้บริโภคก๊าซปิโตรเลียมเหลวรายใหญ่อันดับ 2 กำลังเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและการซื้อพลังงานล่วงหน้า (panic buying) หลังอุปทานน้ำมันตึงตัวจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ผู้บริหาร Renaissance Investment Managers ระบุว่า หากราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังสงคราม อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากอินเดียเพิ่มขึ้นอีก 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 1% ของ GDP และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียลดลงเหลือประมาณ 6.5% จากเดิม 7.2%
นักวิเคราะห์จาก S&P Global Market Intelligence ระบุว่า อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันสุทธิคิดเป็นประมาณ 3.5% ของ GDP และราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
รัฐบาลอินเดียได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซลลงลิตรละ 10 รูปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนพลังงานในประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานอินเดียระบุว่า รัฐบาลจะต้องสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมากเพื่อช่วยชดเชยผลกระทบให้บริษัทน้ำมัน
นักวิเคราะห์ ยังเตือนว่า ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานอินเดียในตะวันออกกลางที่อาจชะลอลง จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณของอินเดียขาดดุลมากขึ้น และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้นจากภาวะการลงทุนแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off)
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้น Nifty 50 ของอินเดียปรับตัวลดลงประมาณ 7.4% ขณะที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดใหม่เมื่อเทียบกับดอลลาร์ แม้ว่าธนาคารกลางอินเดียจะเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ค่าเงินรูปีจะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันตราบใดที่ตลาดพลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอน
แม้ว่ามูลค่าหุ้นอินเดียจะเริ่มถูกลง แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่ายังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาในระยะสั้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอินเดียยังคงสูง
ข้อมูลจาก Nomura ยังพบว่ากองทุนในเอเชียจำนวนมากลดน้ำหนักการลงทุนในอินเดีย โดยสัดส่วนกองทุนที่ถือหุ้นอินเดียน้อยกว่าปกติ (underweight) เพิ่มขึ้นเป็น 68% จาก 63% ในเดือนก่อนหน้า และบริษัทหลักทรัพย์ระบุว่าอินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ถูกลดน้ำหนักการลงทุนมากที่สุดในภูมิภาค
อ้างอิง : www.cnbc.com