โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“อินเดีย” อ่วม! ต่างชาติเทขายหุ้นหนักสุดเป็นประวัติการณ์ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ วิตกกังวลน้ำมันแพง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 14.18 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 07.18 น.

"อินเดีย" อ่วม! ต่างชาติเทขายหุ้นหนักสุดเป็นประวัติการณ์ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังสงครามในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบต้นทุนพลังงาน ค่าเงินรูปีอ่อนค่า

วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.07 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินเดียเป็นมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคม 2569 หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบอุปทานน้ำมันและก๊าซ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น กดดันเศรษฐกิจและสร้างความกังวลว่าการเติบโตของอินเดียจะชะลอตัว

ข้อมูลจากบริษัทรับฝากหลักทรัพย์ NSDL ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นอินเดียแล้วประมาณ 1.12 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 12,100 ล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มจะเป็นการขายสุทธิรายเดือนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แซงสถิติเดิมในเดือนตุลาคม 2567 ที่มีเงินไหลออก 940,000 ล้านรูปี

ผู้จัดการกองทุนจาก Matthews Asia ระบุว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม 2569 มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของอินเดียในเดือนมีนาคมลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลง แม้ว่าคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นก็ตาม โดยบริษัทต่าง ๆ ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลาง ภาวะตลาดที่ผันผวน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เป็นปัจจัยที่กระทบการเติบโตของธุรกิจ ขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี

อินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้บริโภคก๊าซปิโตรเลียมเหลวรายใหญ่อันดับ 2 กำลังเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและการซื้อพลังงานล่วงหน้า (panic buying) หลังอุปทานน้ำมันตึงตัวจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้บริหาร Renaissance Investment Managers ระบุว่า หากราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังสงคราม อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากอินเดียเพิ่มขึ้นอีก 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 1% ของ GDP และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียลดลงเหลือประมาณ 6.5% จากเดิม 7.2%

นักวิเคราะห์จาก S&P Global Market Intelligence ระบุว่า อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันสุทธิคิดเป็นประมาณ 3.5% ของ GDP และราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงต่อเนื่อง

รัฐบาลอินเดียได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซลลงลิตรละ 10 รูปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนพลังงานในประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานอินเดียระบุว่า รัฐบาลจะต้องสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมากเพื่อช่วยชดเชยผลกระทบให้บริษัทน้ำมัน

นักวิเคราะห์ ยังเตือนว่า ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานอินเดียในตะวันออกกลางที่อาจชะลอลง จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณของอินเดียขาดดุลมากขึ้น และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้นจากภาวะการลงทุนแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off)

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้น Nifty 50 ของอินเดียปรับตัวลดลงประมาณ 7.4% ขณะที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดใหม่เมื่อเทียบกับดอลลาร์ แม้ว่าธนาคารกลางอินเดียจะเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ค่าเงินรูปีจะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันตราบใดที่ตลาดพลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอน

แม้ว่ามูลค่าหุ้นอินเดียจะเริ่มถูกลง แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่ายังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาในระยะสั้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอินเดียยังคงสูง

ข้อมูลจาก Nomura ยังพบว่ากองทุนในเอเชียจำนวนมากลดน้ำหนักการลงทุนในอินเดีย โดยสัดส่วนกองทุนที่ถือหุ้นอินเดียน้อยกว่าปกติ (underweight) เพิ่มขึ้นเป็น 68% จาก 63% ในเดือนก่อนหน้า และบริษัทหลักทรัพย์ระบุว่าอินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ถูกลดน้ำหนักการลงทุนมากที่สุดในภูมิภาค

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...