โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ร่วมเชื่อมใจจีน-ไทย ผ่านประตูศาลเจ้า สู่ มรดกหยดใสที่รินไหลผ่านวัฒนธรรมชาและโต๊ะอาหารจีน

China Media Group

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 04.37 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 04.20 น.

ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ร่วมเชื่อมใจจีน-ไทย ผ่านประตูศาลเจ้า สู่ มรดกหยดใสที่รินไหลผ่านวัฒนธรรมชาและโต๊ะอาหารจีน

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษภายใต้หลักสูตร “ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3” (Young Executive Program 3) ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องเพชรชมพู โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และ China Media Group โดยในช่วงต้นมีการอบรมภาษาจีนให้ผู้เรียน โดย อาจารย์ หยาง ฉางเจียง จากสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ หลังจากนั้นจึงเป็นการบรรยายหลักประจำสัปดาห์

เชื่อมใจจีน-ไทย ผ่านประตูศาลเจ้า: สะพานประวัติศาสตร์และศูนย์กลางชุมชน

การบรรยายช่วงแรกได้รับเกียรติจาก อาจารย์อรรถพล เลิศล้ำ สื่อมวลชนอาวุโสจาก SPACEBAR ซึ่งมาในฐานะกูรูผู้เชี่ยวชาญการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์และสื่อดิจิทัลที่มีประสบการณ์ในวงการยาวนานกว่า 30 ปี โดยมีกลุ่มกิเลนเป็นผู้เชิญวิทยากร อาจารย์อรรถพลเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสนใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกิดจากการลงพื้นที่ทำข่าวด้านเทคโนโลยี แล้วพบความสวยงามของบ้านเก่าและชุมชนโบราณ จนนำไปสู่การศึกษาความเชื่อมโยงของคนไทยและคนจีนที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งศาลเจ้าจีนในประเทศไทยนั้นเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการอพยพเข้ามาของชาวจีนตั้งแต่อดีต

ในอดีตศาลเจ้าไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวจีนอย่างรอบด้าน ทั้งในฐานะตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า ศูนย์รวมแรงงานสำหรับผู้ที่ต้องการหาช่างหรือคนงาน รวมถึงเป็นที่พึ่งพายามเจ็บป่วยผ่านการเสี่ยงเซียมซียาและการรักษาโดยหมอจีน นอกจากนี้ยังเป็นโรงเรียนที่ถ่ายทอดศิลปะวัฒนธรรมและวิชาชีพต่าง ๆ ให้แก่คนในชุมชน ศาลเจ้าจึงเป็นพื้นที่ที่หล่อหลอมความสัมพันธ์และความร่วมมือของกลุ่มชาวจีนสายตระกูลต่าง ๆ ทั้งแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ และกวางตุ้ง ให้มีความเข้มแข็ง

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป บทบาทของศาลเจ้าได้ปรับตัวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางของความหวังและที่พึ่งทางใจของผู้คนในปัจจุบันมากขึ้น สังเกตได้จากการที่ผู้คนนิยมไปไหว้เจ้าเพื่อขอพรในช่วงปีใหม่ หรือขอความสำเร็จในชีวิต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือศาลไต้ฮงกง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการช่วยเหลือผู้ยากไร้และเก็บศพไร้ญาติ จนกลายเป็นรากฐานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างในปัจจุบัน ทั้งด้านการกู้ภัยและการสาธารณสุข แสดงให้เห็นว่าศาลเจ้ายังมีบทบาทสำคัญในเชิงสังคมสงเคราะห์ที่ยั่งยืน

นอกจากนี้วิทยากรยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการไหว้ศาลเจ้าอย่างถูกวิธี โดยเน้นย้ำเรื่องการทำความเข้าใจความแตกต่างของเทพเจ้าแต่ละองค์ โดยแต่ละองค์มีประวัติศาสตร์ "พันธกิจ" ที่แตกต่างกัน เช่น บางองค์โดดเด่นเรื่องสุขภาพ บางองค์ด้านการค้า หรือบางองค์เน้นเรื่องความยุติธรรม การเข้าใจประวัติของเทพเจ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ไปสักการะเข้าใจถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรม

บทสรุปของการบรรยายในหัวข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลเจ้าคือประตูที่เปิดไปสู่ความเข้าใจในรากเหง้าของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอดีต แต่ยังคงมีลมหายใจและขับเคลื่อนไปพร้อมกับสังคมไทย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการค้าหรือการทูตในระดับมหภาค แต่คือความผูกพันที่เชื่อมถึงกันผ่านความเชื่อและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาผ่านประตูศาลเจ้าในทุกยุคสมัย

THE LIQUID LEGACY: มรดกหยดใสที่รินไหลผ่านวัฒนธรรมชาและโต๊ะอาหารจีน

สำหรับการบรรยายในหัวข้อต่อมา "มรดกหยดใสที่รินไหลข้ามศตวรรษ THE LIQUID LEGACY" โดย อาจารย์โสภิต หวังวิวัฒนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อเสียง ไทยพีบีเอสพอดแคสต์ ซึ่งกลุ่มมังกรเป็นผู้เชิญวิทยากร ได้ถ่ายทอดประสบการณ์เคยทำงานสื่อมวลชนในประเทศจีน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "หน้าตาและศักดิ์ศรี" ในวัฒนธรรมจีนที่สะท้อนผ่านมารยาทบนโต๊ะอาหาร การเป็นเจ้าภาพที่ดีจะต้องเตรียมอาหารให้เพียงพอและแสดงถึงความมั่งคั่ง แม้ในปัจจุบันรัฐบาลจีนจะรณรงค์เรื่องการประหยัดอาหาร แต่หลักการให้เกียรติแขกผ่านตำแหน่งที่นั่งและการดูแลเอาใจใส่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจาธุรกิจและความสัมพันธ์

วิทยากรได้เจาะลึกถึงวัฒนธรรมการดื่มชาซึ่งเปรียบเสมือน Soft Power ที่ทรงพลังของจีน โดยอธิบายว่าชาไม่ใช่เพียงเครื่องดื่มดับกระหาย แต่เป็นเครื่องมือสร้างมิตรภาพและจุดเริ่มต้นของการเจรจา ขั้นตอนการชงชาแบบจีน ตั้งแต่การอุ่นกา การ "ปลุกชา" เพื่อล้างฝุ่นและเรียกกลิ่น ไปจนถึงหลักการรินชาเพียง 7 ส่วนของแก้ว ล้วนแฝงไปด้วยปรัชญาและความใส่ใจต่อผู้รับ โดยมีการเปรียบเทียบว่าการดื่มชาให้ความรู้สึกที่สงบสุขุมเสมือน "หยิน" ในขณะที่การดื่มสุราที่ใช้ในงานรื่นเริงเปรียบได้กับ "หยาง"

นอกจากนี้ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ผ่าน "อับเฉา" หรือตุ๊กตาหินถ่วงเรือที่พบตามวัดสำคัญในไทย ซึ่งเป็นหลักฐานการค้าขายทางเรือสำเภาในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่สินค้าขาออกจากจีนส่วนใหญ่เป็นของเบาอย่างผ้าไหมและใบชา จึงต้องใช้หินถ่วงน้ำหนักเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า "ชา" ได้เดินทางข้ามพ้นพรมแดนจากจีนไปสู่ทั่วโลก จนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ ๆ เช่น Afternoon Tea ในอังกฤษ หรือ Masala Chai ในอินเดีย รวมถึงธุรกิจชานมสมัยใหม่อย่าง Mixue ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย

ในแง่ของการทำธุรกิจกับจีน วิทยากรให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ความเข้าใจในวัฒนธรรมเป็นกุญแจสำคัญมากกว่าเรื่องสายเลือด หากเราเข้าใจจีนอย่างแท้จริง จีนย่อมเป็นโอกาสอันมหาศาล แต่หากขาดความเข้าใจก็อาจกลายเป็นความท้าทายที่ยากจะรับมือ การเข้าหาคู่ค้าชาวจีนควรเริ่มต้นจากการนำเสนอผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกัน (Win-Win) มากกว่าการอ้างความเป็นลูกหลานจีนเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคปัจจุบัน

บทสรุปของการบรรยายเน้นย้ำว่า การเรียนรู้วัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การดื่มชา หรือมารยาทบนโต๊ะอาหาร ไม่ใช่เพียงเรื่องของมารยาททางสังคมเท่านั้น แต่คือการเรียนรู้ที่จะมองโลกในมุมมองของผู้อื่น เพื่อสร้างความสื่อสารที่ราบรื่นและความร่วมมือที่ยั่งยืน วัฒนธรรม "หยดใส" ของชาและสุราจีนจึงยังคงทำหน้าที่เป็นสายน้ำที่เชื่อมโยงผู้คนและเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนให้ไหลเวียนสืบต่อไปอย่างไม่ขาดสาย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...