โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรมสรรพากร ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ดึงคนเข้าระบบภาษีได้จริง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 19.46 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 05.02 น.

“การกลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรในครั้งนี้ ยังยึดหลักการเดิมคือ SMILE RD คืออยากให้กรมสรรพากรเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำเรื่องภาษีแก่ผู้เสียภาษี โดยจะเน้นเรื่องแนวทางหรือวิธีปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การเป็น SMILE RD รวมถึงจะขับเคลื่อน Digital Organization เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ผู้เสียภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วย”

ดร.กุลยา ตันติเตมิท กลับมาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพากร อีกครั้ง ในวาระที่ 2 หลังจากเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อบริหารงานจัดเก็บภาษีหลักของประเทศ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นต้นไป

ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรอีกครั้ง จะยังคงใช้ยุทธศาสตร์ SMILE RD ที่มุ่งเน้นการปรับแนวคิด (Mindset) ของเจ้าหน้าที่ให้มีจิตวิญญาณในการบริการ และทำให้ผู้เสียภาษีรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือเรื่องภาษี มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ หรือจัดเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว

“การกลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรในครั้งนี้ ยังยึดหลักการเดิม คือ SMILE RD คืออยากให้กรมสรรพากรเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำเรื่องภาษีแก่ผู้เสียภาษี โดยจะเน้นเรื่องแนวทางหรือวิธีปฏิบัติ เพื่อมุ่งสู่การเป็น SMILE RD รวมถึงจะขับเคลื่อน Digital Organization เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ผู้เสียภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วย”

กำหนด 4 เสาหลัก

เดินหน้า SMILE RD

ดร.กุลยากล่าวว่า ในปี 2569 นี้กรมสรรพากรได้กำหนดกลยุทธ์ THE SMILE RD ที่กำหนด 4 เสาหลัก โดยมีแนวทางการเนินการดังนี้

Pillar 1 การบริหารข้อมูลเชิงรุก (Building a Data-Driven Revenue Ecosystem) มุ่งเน้นการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าที่สุดในการบริหารภาษี โดยมีเป้าหมาย

(1) การเพิ่มฐานข้อมูลภาษี ข้อมูลภายในประเทศ เช่น ให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท จัดทำบัญชีพิเศษนำส่งข้อมูล ภ.ง.ด. 3 และ ภ.ง.ด. 53 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลัง 3 ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร หน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร

(2) การใช้ข้อมูล มีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การให้บริการ D-MyTax ระบบประเมินความเสี่ยงคัดเลือกรายเสี่ยง การคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบอัตโนมัติ และ RD10X เป็นต้น

Pillar 2 การยกระดับงานภาษีสู่อัตโนมัติ และใช้ AI ในระบบการจัดเก็บภาษี และให้บริการ (Automation and AI-Ready Transformation) การเพิ่มบริการการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (pre-filled) การคำนวณภาษีอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความถูกต้องในการยื่นแบบและชำระภาษี ระบบการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

Pillar 3 นโยบายภาษีทันสมัย ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องเศรษฐกิจใหม่ โปร่งใส ลดช่องว่างภาษี และสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ (Policy and Legal Modernization) ได้แก่ ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) เพื่อรองรับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules) ตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

รวมถึงการนำส่งข้อมูลผู้ประกอบการในบัญชีพิเศษของอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำ (Low-Value Goods) นโยบายภาษีส่งเสริมการลงทุนกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) และมาตรการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub)

“ถึงแม้ไทยจะยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ในด้านภาษีก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศสมาชิก ซึ่งจากการที่หารือกับ OECD พบว่า ในประเทศที่ใช้ข้อมูลดังกล่าว ได้พบว่ารายได้ภาษีของประเทศนั้นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดในการใช้ข้อมูล ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องระบบด้วยเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

Pillar 4 คนคือหัวใจเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีและนโยบายทำงานเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง (People at the Heart of Transformation) นโยบาย SMILE RD เมื่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมีความสัมพันธ์อันดีในองค์กร ส่งผลให้การให้บริการที่ดีแก่ประชาชน การส่งเสริมจริยธรรมและธรรมาภิบาลในการปฏิบัติราชการ เพื่อเพิ่มความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้เสียภาษี

ขณะที่กรมสรรพากรจะมีเจ้าหน้าที่เกษียณอายุจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ ทำให้การถ่ายทอดความรู้ต้องทำให้ทันท่วงที ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการใช้ AI ถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น การรวบรวมเคสการตรวจสอบภาษี หรือการอุทธรณ์จากเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญ เพื่อสอนงานเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ให้เรียนรู้รูปแบบการทำงานของผู้เชี่ยวชาญได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ กรมให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด โดยมีการตรวจเยี่ยมบ้านพักและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อจัดงบประมาณสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่มีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้มีกำลังใจในการทำงานอย่างซื่อสัตย์

เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ

ดึงคนเข้าระบบภาษีได้จริง

ดร.กุลยากล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมสรรพากรได้จัดทำแผนการขับเคลื่อนการจัดเก็บภาษีโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและข้อมูล มาใช้เป็นกลไกสำคัญผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ควบคู่กับการเปิดให้บริการจัดทำ และยื่นข้อมูลการเสียภาษีอากรผ่านช่องทาง Open API เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากผู้มีหน้าที่เสียภาษี และผู้ให้บริการเข้ากับระบบของกรมสรรพากร

รวมถึง การพัฒนาระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกรมสรรพากร และกรมสรรพากรยังมุ่งพัฒนาการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี โดยยึดหลัก ผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง (Taxpayer-Centric) เป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาและยกระดับบริการ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เสียภาษีแต่ละกลุ่ม และสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบริการดิจิทัล ร่วมกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน อันจะนำไปสู่การลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี

ทั้งนี้ กรมสรรพากรมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้เสียภาษี เข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนการใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบของกรมสรรพากรได้โดยตรง อีกทั้งกรมสรรพากรมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ผ่านเครื่องการติดตามและกำกับดูแลผู้เสียภาษี

ดร.กุลยากล่าวว่า ในด้านการขยายฐานภาษี หรือการดึงคนนอกระบบให้เข้าสู่ระบบภาษีกรมสรรพากร ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมจากระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลจากสถาบันการเงิน e-Payment PromptPay ดิจิทัลแพลตฟอร์ม e-Commerce ซึ่งการดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวทำให้มีผู้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นจริง

“ที่ผ่านมา ตัวเลขที่เราเห็นกันคือมีผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11 ล้านคน จ่ายภาษีจริง 4 ล้านคน แต่จากข้อมูลของหน่วยงานดูแลเศรษฐกิจนอกระบบที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2566 พบว่า ตัวเลขผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2567-2568 ปีละประมาณ 1 แสนราย โดยในปี 2568 มีเม็ดเงินภาษีเพิ่มขึ้นถึงกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินมาจากการดึงกลุ่มนอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบภาษี โดยส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์ และบุคคลธรรมดาที่ค้าขายออนไลน์”

ขณะที่กรมสรรพากรยังได้พัฒนาระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการยื่นแบบแสดงรายการภาษี เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยพบว่ามีผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากยิ่งขึ้น

โดยปีงบประมาณ 2569 มีผู้ประกอบการรวม 18,936 ราย เพิ่มขึ้น 1,396 ราย และมี Outlet 202,585 แห่ง เพิ่มขึ้น 3,430 แห่ง ขณะที่หากพิจารณาเฉพาะมาตรการเที่ยวดีมีคืนในกลุ่มที่พักและร้านอาหารพบว่าปีงบประมาณ 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 2,001 ราย เพิ่มขึ้น 519 ราย และมี Outlet 16,362 แห่ง เพิ่มขึ้น 4,423 แห่ง

“เราต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ใช้ระบบประมาณ 19,000 ราย แต่เราเข้าใจว่า ต้นทุนการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ยังสูง ประมาณ 3 บาทต่อฉบับ ทำให้ SME ยังไม่กล้าเข้าระบบเต็มตัว”

นอกจากนี้ ยังพบว่า นอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังพบว่า ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มากขึ้น แม้เศรษฐกิจจะมีความท้าทาย

ยอดจัดเก็บ 3 เดือนแรกงบฯปี 69

4.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%

ดร.กุลยากล่าวว่า สำหรับผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรสะสม 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีได้ 481,935 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 11,339 ล้านบาท หรือ 2.4% และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 3,005 ล้านบาท หรือ 0.6%

ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้รับประมาณการจัดเก็บปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 2,447,100 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งจัดเก็บได้ 2,335,483 ล้านบาท จำนวน 111,617 ล้านบาท หรือ 4.8% ภายใต้สมมติฐาน อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี พ.ศ.2569 ที่ 1.2-2.2% และอัตราเงินเฟ้อ 0.2-1% (ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568)

ดร.กุลยากล่าวถึงแนวคิดการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ว่า ในเชิงเทคนิคการขึ้น VAT ทุก 1% จะสร้างรายได้สุทธิให้รัฐได้ประมาณ 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ควรทำเมื่อเศรษฐกิจเติบโตเกิน 3% ขึ้นไปเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อมากเกินไป

“การขยายฐานภาษีก็มีความจำเป็น การขึ้น VAT ก็มีการพูดคุยกันมาสักพักแล้ว แต่การขึ้น VAT ควรทำในกรณีที่เศรษฐกิจต้องดี สำหรับในช่วงนี้โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้เห็นด้วยที่จะปรับขึ้น อย่างไรก็ตามการขึ้น VAT ก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วย”

สำหรับ Negative Income Tax (NIT) กรมสรรพากรยังมีแนวคิดที่จะเดินหน้าต่อ อย่างไรก็ตาม มองว่า Negative Income Tax เครื่องมือในการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่าจะเป็นมาตรการเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีโดยตรง แต่มีข้อดีในการช่วยดึงคนเข้าสู่ฐานข้อมูลรายได้ของรัฐ โดยถ้าจะทำระบบต้องพร้อมและต้องแก้กฎหมายเพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกต้องยื่นแบบภาษีเงินได้

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2569 ฉบับที่ 527 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...