กรมสรรพากร ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ดึงคนเข้าระบบภาษีได้จริง
“การกลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรในครั้งนี้ ยังยึดหลักการเดิมคือ SMILE RD คืออยากให้กรมสรรพากรเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำเรื่องภาษีแก่ผู้เสียภาษี โดยจะเน้นเรื่องแนวทางหรือวิธีปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การเป็น SMILE RD รวมถึงจะขับเคลื่อน Digital Organization เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ผู้เสียภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วย”
ดร.กุลยา ตันติเตมิท กลับมาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพากร อีกครั้ง ในวาระที่ 2 หลังจากเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อบริหารงานจัดเก็บภาษีหลักของประเทศ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นต้นไป
ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรอีกครั้ง จะยังคงใช้ยุทธศาสตร์ SMILE RD ที่มุ่งเน้นการปรับแนวคิด (Mindset) ของเจ้าหน้าที่ให้มีจิตวิญญาณในการบริการ และทำให้ผู้เสียภาษีรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือเรื่องภาษี มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ หรือจัดเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว
“การกลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรในครั้งนี้ ยังยึดหลักการเดิม คือ SMILE RD คืออยากให้กรมสรรพากรเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำเรื่องภาษีแก่ผู้เสียภาษี โดยจะเน้นเรื่องแนวทางหรือวิธีปฏิบัติ เพื่อมุ่งสู่การเป็น SMILE RD รวมถึงจะขับเคลื่อน Digital Organization เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ผู้เสียภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วย”
กำหนด 4 เสาหลัก
เดินหน้า SMILE RD
ดร.กุลยากล่าวว่า ในปี 2569 นี้กรมสรรพากรได้กำหนดกลยุทธ์ THE SMILE RD ที่กำหนด 4 เสาหลัก โดยมีแนวทางการเนินการดังนี้
Pillar 1 การบริหารข้อมูลเชิงรุก (Building a Data-Driven Revenue Ecosystem) มุ่งเน้นการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าที่สุดในการบริหารภาษี โดยมีเป้าหมาย
(1) การเพิ่มฐานข้อมูลภาษี ข้อมูลภายในประเทศ เช่น ให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท จัดทำบัญชีพิเศษนำส่งข้อมูล ภ.ง.ด. 3 และ ภ.ง.ด. 53 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลัง 3 ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร หน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร
(2) การใช้ข้อมูล มีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การให้บริการ D-MyTax ระบบประเมินความเสี่ยงคัดเลือกรายเสี่ยง การคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบอัตโนมัติ และ RD10X เป็นต้น
Pillar 2 การยกระดับงานภาษีสู่อัตโนมัติ และใช้ AI ในระบบการจัดเก็บภาษี และให้บริการ (Automation and AI-Ready Transformation) การเพิ่มบริการการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (pre-filled) การคำนวณภาษีอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความถูกต้องในการยื่นแบบและชำระภาษี ระบบการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
Pillar 3 นโยบายภาษีทันสมัย ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องเศรษฐกิจใหม่ โปร่งใส ลดช่องว่างภาษี และสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ (Policy and Legal Modernization) ได้แก่ ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) เพื่อรองรับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules) ตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
รวมถึงการนำส่งข้อมูลผู้ประกอบการในบัญชีพิเศษของอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำ (Low-Value Goods) นโยบายภาษีส่งเสริมการลงทุนกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) และมาตรการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub)
“ถึงแม้ไทยจะยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ในด้านภาษีก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศสมาชิก ซึ่งจากการที่หารือกับ OECD พบว่า ในประเทศที่ใช้ข้อมูลดังกล่าว ได้พบว่ารายได้ภาษีของประเทศนั้นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดในการใช้ข้อมูล ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องระบบด้วยเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
Pillar 4 คนคือหัวใจเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีและนโยบายทำงานเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง (People at the Heart of Transformation) นโยบาย SMILE RD เมื่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมีความสัมพันธ์อันดีในองค์กร ส่งผลให้การให้บริการที่ดีแก่ประชาชน การส่งเสริมจริยธรรมและธรรมาภิบาลในการปฏิบัติราชการ เพื่อเพิ่มความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้เสียภาษี
ขณะที่กรมสรรพากรจะมีเจ้าหน้าที่เกษียณอายุจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ ทำให้การถ่ายทอดความรู้ต้องทำให้ทันท่วงที ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการใช้ AI ถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น การรวบรวมเคสการตรวจสอบภาษี หรือการอุทธรณ์จากเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญ เพื่อสอนงานเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ให้เรียนรู้รูปแบบการทำงานของผู้เชี่ยวชาญได้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ กรมให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด โดยมีการตรวจเยี่ยมบ้านพักและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อจัดงบประมาณสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่มีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้มีกำลังใจในการทำงานอย่างซื่อสัตย์
เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ
ดึงคนเข้าระบบภาษีได้จริง
ดร.กุลยากล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมสรรพากรได้จัดทำแผนการขับเคลื่อนการจัดเก็บภาษีโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและข้อมูล มาใช้เป็นกลไกสำคัญผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ควบคู่กับการเปิดให้บริการจัดทำ และยื่นข้อมูลการเสียภาษีอากรผ่านช่องทาง Open API เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากผู้มีหน้าที่เสียภาษี และผู้ให้บริการเข้ากับระบบของกรมสรรพากร
รวมถึง การพัฒนาระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกรมสรรพากร และกรมสรรพากรยังมุ่งพัฒนาการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี โดยยึดหลัก ผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง (Taxpayer-Centric) เป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาและยกระดับบริการ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เสียภาษีแต่ละกลุ่ม และสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบริการดิจิทัล ร่วมกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน อันจะนำไปสู่การลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี
ทั้งนี้ กรมสรรพากรมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้เสียภาษี เข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนการใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบของกรมสรรพากรได้โดยตรง อีกทั้งกรมสรรพากรมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ผ่านเครื่องการติดตามและกำกับดูแลผู้เสียภาษี
ดร.กุลยากล่าวว่า ในด้านการขยายฐานภาษี หรือการดึงคนนอกระบบให้เข้าสู่ระบบภาษีกรมสรรพากร ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมจากระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลจากสถาบันการเงิน e-Payment PromptPay ดิจิทัลแพลตฟอร์ม e-Commerce ซึ่งการดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวทำให้มีผู้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นจริง
“ที่ผ่านมา ตัวเลขที่เราเห็นกันคือมีผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11 ล้านคน จ่ายภาษีจริง 4 ล้านคน แต่จากข้อมูลของหน่วยงานดูแลเศรษฐกิจนอกระบบที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2566 พบว่า ตัวเลขผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2567-2568 ปีละประมาณ 1 แสนราย โดยในปี 2568 มีเม็ดเงินภาษีเพิ่มขึ้นถึงกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินมาจากการดึงกลุ่มนอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบภาษี โดยส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์ และบุคคลธรรมดาที่ค้าขายออนไลน์”
ขณะที่กรมสรรพากรยังได้พัฒนาระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการยื่นแบบแสดงรายการภาษี เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยพบว่ามีผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากยิ่งขึ้น
โดยปีงบประมาณ 2569 มีผู้ประกอบการรวม 18,936 ราย เพิ่มขึ้น 1,396 ราย และมี Outlet 202,585 แห่ง เพิ่มขึ้น 3,430 แห่ง ขณะที่หากพิจารณาเฉพาะมาตรการเที่ยวดีมีคืนในกลุ่มที่พักและร้านอาหารพบว่าปีงบประมาณ 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 2,001 ราย เพิ่มขึ้น 519 ราย และมี Outlet 16,362 แห่ง เพิ่มขึ้น 4,423 แห่ง
“เราต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ใช้ระบบประมาณ 19,000 ราย แต่เราเข้าใจว่า ต้นทุนการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ยังสูง ประมาณ 3 บาทต่อฉบับ ทำให้ SME ยังไม่กล้าเข้าระบบเต็มตัว”
นอกจากนี้ ยังพบว่า นอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังพบว่า ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มากขึ้น แม้เศรษฐกิจจะมีความท้าทาย
ยอดจัดเก็บ 3 เดือนแรกงบฯปี 69
4.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%
ดร.กุลยากล่าวว่า สำหรับผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรสะสม 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีได้ 481,935 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 11,339 ล้านบาท หรือ 2.4% และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 3,005 ล้านบาท หรือ 0.6%
ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้รับประมาณการจัดเก็บปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 2,447,100 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งจัดเก็บได้ 2,335,483 ล้านบาท จำนวน 111,617 ล้านบาท หรือ 4.8% ภายใต้สมมติฐาน อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี พ.ศ.2569 ที่ 1.2-2.2% และอัตราเงินเฟ้อ 0.2-1% (ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568)
ดร.กุลยากล่าวถึงแนวคิดการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ว่า ในเชิงเทคนิคการขึ้น VAT ทุก 1% จะสร้างรายได้สุทธิให้รัฐได้ประมาณ 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ควรทำเมื่อเศรษฐกิจเติบโตเกิน 3% ขึ้นไปเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อมากเกินไป
“การขยายฐานภาษีก็มีความจำเป็น การขึ้น VAT ก็มีการพูดคุยกันมาสักพักแล้ว แต่การขึ้น VAT ควรทำในกรณีที่เศรษฐกิจต้องดี สำหรับในช่วงนี้โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้เห็นด้วยที่จะปรับขึ้น อย่างไรก็ตามการขึ้น VAT ก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วย”
สำหรับ Negative Income Tax (NIT) กรมสรรพากรยังมีแนวคิดที่จะเดินหน้าต่อ อย่างไรก็ตาม มองว่า Negative Income Tax เครื่องมือในการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่าจะเป็นมาตรการเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีโดยตรง แต่มีข้อดีในการช่วยดึงคนเข้าสู่ฐานข้อมูลรายได้ของรัฐ โดยถ้าจะทำระบบต้องพร้อมและต้องแก้กฎหมายเพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกต้องยื่นแบบภาษีเงินได้
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2569 ฉบับที่ 527 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/