โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดแผนรับมือ 'วิกฤตเศรษฐกิจ' 'เอกนิติ' ชูนโยบาย 'ธนู 3 ดอก' เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 16.29 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 02.14 น.

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศกำลังรุมล้อมประเทศไทย โดยเฉพาะมีปัญหาเร่งด่วนใหม่ นั่นคือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่นำไปสู่ปัญหา “วิกฤตพลังงาน” และสัญญาณต่อวิกฤตเศรษฐกิจไทยและทั่วโลก

“ไทย” ถูกระบุว่าเป็นประเทศที่จะเจ็บหนักสุดในเอเชีย จากผลกระทบของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น เพราะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในเอเชียเมื่อเทียบกับ GDP

นั่นกลายเป็นโจทย์ข้อสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญทันทีที่เข้าบริหารงาน

ทางด้านพรรคภูมิใจไทยยังคงเร่งเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยมีรายงานว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุระเบียบวาระโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินวันที่ 19 มีนาคมนี้ เพื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศภายในเดือนเมษายนนี้

โดยในงานสัมมนา ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่สนามช้างอารีนา จ.บุรีรัมย์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย เปิดเผยว่า นโยบายที่จะดำเนินการอันดับแรกหลังตั้งรัฐบาลคือ มาตรการรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานน้ำมันและการค้า

รวมถึงต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อมารองรับการดำเนินงานนโยบายเศรษฐกิจประเทศ มั่นใจว่าการทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไม่ช้าแน่นอน เพราะได้หารือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว รวมถึงต้องเร่งล้างท่อการเบิกจ่ายงบฯ ปี 2569 ของหน่วยงานรัฐที่ยังค้างอยู่เพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับเร่งการขับเคลื่อนการลงทุนภายในประเทศซึ่งอีกเครื่องยนต์สำคัญ

นายเอกนิติยอมรับว่า จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อแผนการเติบโตจีดีพี แต่ถึงอย่างไรจะพยายามและปรับแผนทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะยืดเยื้อ

นอกจากนี้ นายเอกนิติระบุถึงการเดินหน้านโยบาย 10 Plus อาทิ ช่วยเหลือคนตัวเล็กเพื่อให้เติบโตทั่วถึง ผ่านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นโยบายสูงวัยพลัส ช่วยส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี นโยบายช่วยผู้ประกอบการ SMEs Plus ส่งเสริมสินค้าผลิตในประเทศไทย Made in Thailand ธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้เติบโตได้

พร้อมย้ำว่า ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.มากที่สุด (191 คน) ต้องช่วยดูเรื่องกฎกติกา เพราะการจะแข่งบนเวทีโลกได้ต้องแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรค เช่น การตั้งโรงงานผลิตสินค้าบางอย่างในไทย ต้องขอใบอนุญาตกว่า 20 ใบ จะต้องแก้ตรงนี้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัย จะต้องปรับปรุงกฎหมายเหล่านั้นให้ทันสมัยนั้น ซึ่งมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ โดยอาศัยความร่วมมือของ ส.ส.มาช่วยขับเคลื่อน

“เรายกรถยนต์เก่าๆ ที่ติดหล่มออกจากหล่มได้แล้ว ตอนนี้เราจะพารถคันนี้ไปแข่งเวทีโลก ทีมเศรษฐกิจมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนเวทีโลก และเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และโตอย่างคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โตอย่างทั่วถึงไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ เอสเอ็มอี”

นายเอกนิติตอกย้ำว่า ทีมนโยบายวางแผนหมดไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ดังนั้น ต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องผลักดันกฎหมายเพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก ในทีมเศรษฐกิจที่ออกแบบไว้ ไม่ใช่ออกแบบธรรมดา ตนและทีมเศรษฐกิจรู้ว่ามีพายุอยู่หลายลูก ปีที่แล้วมีกรณีภาษีทรัมป์ และวันนี้มีสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเราออกแบบเตรียมไว้แล้วทั้งดูแลเรื่องน้ำมัน เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน เรารู้ว่าพายุจะเกิดอะไร และอาจมีพายุที่ไม่คาดฝันอีกหลายลูก

“ดังนั้น ในฐานะที่ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เราต้องพาคนไทยไปแข่งบนเวทีโลก เราต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง ฝันว่าอีก 4 ปี ต้องได้แชมป์ในสนามแข่งขันบนเวทีโลก” นายเอกนิติ กล่าว

สอดคล้องกับที่เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยต้องเผชิญ “มรสุม” ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมองว่าปี 2569 มีมรสุมถึง 3 ลูกใหญ่

ลูกแรก คือมรสุมจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกผันผวน

มรสุมลูกที่สอง คือมรสุมด้านภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม/ภัยแล้ง ซึ่งกระทบทั้งประชาชนและภาระงบประมาณของรัฐ โดยในปี 2568 ใช้งบฯ กลางหลายหมื่นล้านบาทในการดูแลและเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆ

และลูกที่สาม คือมรสุมภายในประเทศ ได้แก่ ความอ่อนแอของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จากปัญหาหนี้ครัวเรือน โครงสร้างประชากรสูงวัย และการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตปี 2540 จาก 40% ของ GDP เหลือเพียง 23% ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวถึงราว 70% ของ GDP

รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า เพื่อต้านมรสุมทั้งสามลูกจึงต้องมี “ธนู 3 ดอก” หรือเครื่องมือหลัก 3 ประการ

ธนูดอกแรก คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งโซลาร์และพลังงานสีเขียว โดยนโยบายต้องเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อย่างจริงจัง

มรสุมโลกจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะเป็นวิกฤตแต่ก็ถือเป็นโอกาส โดยประเทศในอาเซียนรวมถึงประเทศไทยถูกมองว่า เป็นพื้นที่ที่มีความเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้ง ทำให้ฐานการลงทุนระดับโลกเริ่มย้ายเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น

จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 60% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น เกษตรอัจฉริยะ อุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอาหาร สมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า เวลเนส และพลังงานสะอาด

หากประเทศไทยสามารถเร่งปลดล็อกกฎระเบียบการลงทุนได้เต็มที่ มูลค่าการลงทุนที่รออยู่ราว 4.8 แสนล้านบาท อาจขยายตัวเป็นเกือบ 9.7 แสนล้านบาท และในปี 2569 การลงทุนจากต่างประเทศอาจเติบโตเกือบ 20%

โดยรัฐต้องลงทุนเป็นแกนหลัก และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านรูปแบบ PPP เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระหนี้เพียงฝ่ายเดียว พร้อมทั้งใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ธนูดอกที่สอง คือ “การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์”

การปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้องนำดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับระบบการศึกษา สร้างการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษากับตลาดแรงงาน

ผ่านแนวคิด “Skill Bridge” ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตร ฝึกอบรม และรับคนเข้าทำงานจริง

ธนูดอกที่สาม คือการลงทุนด้านกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคที่ขวางการลงทุน ทั้งเรื่องวีซ่าแรงงานทักษะสูง การใช้ที่ดิน และขั้นตอนอนุญาตต่างๆ ที่ล่าช้า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายในภาพใหญ่ ผ่านการออกกฎหมายลักษณะ “รวบยอด” (Omnibus Law) ที่รวมกฎระเบียบด้านการลงทุนไว้ในฉบับเดียว ลดความซ้ำซ้อน และย่นระยะเวลาการพิจารณาจากหลายปีให้เหลือสั้นที่สุด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยนายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยยังเผชิญมรสุมอีกหลายระลอก จำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Quick Big Win ไปสู่ “Big Wins” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย

และนี่คือแผน “ธนู 3 ดอก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแบบ The Long Game ของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดแผนรับมือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ ‘เอกนิติ’ ชูนโยบาย ‘ธนู 3 ดอก’ เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...