เปิดแผนรับมือ 'วิกฤตเศรษฐกิจ' 'เอกนิติ' ชูนโยบาย 'ธนู 3 ดอก' เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศกำลังรุมล้อมประเทศไทย โดยเฉพาะมีปัญหาเร่งด่วนใหม่ นั่นคือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่นำไปสู่ปัญหา “วิกฤตพลังงาน” และสัญญาณต่อวิกฤตเศรษฐกิจไทยและทั่วโลก
“ไทย” ถูกระบุว่าเป็นประเทศที่จะเจ็บหนักสุดในเอเชีย จากผลกระทบของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น เพราะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในเอเชียเมื่อเทียบกับ GDP
นั่นกลายเป็นโจทย์ข้อสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญทันทีที่เข้าบริหารงาน
ทางด้านพรรคภูมิใจไทยยังคงเร่งเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยมีรายงานว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุระเบียบวาระโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินวันที่ 19 มีนาคมนี้ เพื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศภายในเดือนเมษายนนี้
โดยในงานสัมมนา ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่สนามช้างอารีนา จ.บุรีรัมย์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย เปิดเผยว่า นโยบายที่จะดำเนินการอันดับแรกหลังตั้งรัฐบาลคือ มาตรการรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานน้ำมันและการค้า
รวมถึงต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อมารองรับการดำเนินงานนโยบายเศรษฐกิจประเทศ มั่นใจว่าการทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไม่ช้าแน่นอน เพราะได้หารือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว รวมถึงต้องเร่งล้างท่อการเบิกจ่ายงบฯ ปี 2569 ของหน่วยงานรัฐที่ยังค้างอยู่เพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับเร่งการขับเคลื่อนการลงทุนภายในประเทศซึ่งอีกเครื่องยนต์สำคัญ
นายเอกนิติยอมรับว่า จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อแผนการเติบโตจีดีพี แต่ถึงอย่างไรจะพยายามและปรับแผนทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะยืดเยื้อ
นอกจากนี้ นายเอกนิติระบุถึงการเดินหน้านโยบาย 10 Plus อาทิ ช่วยเหลือคนตัวเล็กเพื่อให้เติบโตทั่วถึง ผ่านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นโยบายสูงวัยพลัส ช่วยส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี นโยบายช่วยผู้ประกอบการ SMEs Plus ส่งเสริมสินค้าผลิตในประเทศไทย Made in Thailand ธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้เติบโตได้
พร้อมย้ำว่า ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.มากที่สุด (191 คน) ต้องช่วยดูเรื่องกฎกติกา เพราะการจะแข่งบนเวทีโลกได้ต้องแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรค เช่น การตั้งโรงงานผลิตสินค้าบางอย่างในไทย ต้องขอใบอนุญาตกว่า 20 ใบ จะต้องแก้ตรงนี้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัย จะต้องปรับปรุงกฎหมายเหล่านั้นให้ทันสมัยนั้น ซึ่งมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ โดยอาศัยความร่วมมือของ ส.ส.มาช่วยขับเคลื่อน
“เรายกรถยนต์เก่าๆ ที่ติดหล่มออกจากหล่มได้แล้ว ตอนนี้เราจะพารถคันนี้ไปแข่งเวทีโลก ทีมเศรษฐกิจมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนเวทีโลก และเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และโตอย่างคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โตอย่างทั่วถึงไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ เอสเอ็มอี”
นายเอกนิติตอกย้ำว่า ทีมนโยบายวางแผนหมดไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ดังนั้น ต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องผลักดันกฎหมายเพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก ในทีมเศรษฐกิจที่ออกแบบไว้ ไม่ใช่ออกแบบธรรมดา ตนและทีมเศรษฐกิจรู้ว่ามีพายุอยู่หลายลูก ปีที่แล้วมีกรณีภาษีทรัมป์ และวันนี้มีสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเราออกแบบเตรียมไว้แล้วทั้งดูแลเรื่องน้ำมัน เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน เรารู้ว่าพายุจะเกิดอะไร และอาจมีพายุที่ไม่คาดฝันอีกหลายลูก
“ดังนั้น ในฐานะที่ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เราต้องพาคนไทยไปแข่งบนเวทีโลก เราต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง ฝันว่าอีก 4 ปี ต้องได้แชมป์ในสนามแข่งขันบนเวทีโลก” นายเอกนิติ กล่าว
สอดคล้องกับที่เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยต้องเผชิญ “มรสุม” ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมองว่าปี 2569 มีมรสุมถึง 3 ลูกใหญ่
ลูกแรก คือมรสุมจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกผันผวน
มรสุมลูกที่สอง คือมรสุมด้านภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม/ภัยแล้ง ซึ่งกระทบทั้งประชาชนและภาระงบประมาณของรัฐ โดยในปี 2568 ใช้งบฯ กลางหลายหมื่นล้านบาทในการดูแลและเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆ
และลูกที่สาม คือมรสุมภายในประเทศ ได้แก่ ความอ่อนแอของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จากปัญหาหนี้ครัวเรือน โครงสร้างประชากรสูงวัย และการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตปี 2540 จาก 40% ของ GDP เหลือเพียง 23% ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวถึงราว 70% ของ GDP
รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า เพื่อต้านมรสุมทั้งสามลูกจึงต้องมี “ธนู 3 ดอก” หรือเครื่องมือหลัก 3 ประการ
ธนูดอกแรก คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งโซลาร์และพลังงานสีเขียว โดยนโยบายต้องเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อย่างจริงจัง
มรสุมโลกจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะเป็นวิกฤตแต่ก็ถือเป็นโอกาส โดยประเทศในอาเซียนรวมถึงประเทศไทยถูกมองว่า เป็นพื้นที่ที่มีความเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้ง ทำให้ฐานการลงทุนระดับโลกเริ่มย้ายเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น
จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 60% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น เกษตรอัจฉริยะ อุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอาหาร สมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า เวลเนส และพลังงานสะอาด
หากประเทศไทยสามารถเร่งปลดล็อกกฎระเบียบการลงทุนได้เต็มที่ มูลค่าการลงทุนที่รออยู่ราว 4.8 แสนล้านบาท อาจขยายตัวเป็นเกือบ 9.7 แสนล้านบาท และในปี 2569 การลงทุนจากต่างประเทศอาจเติบโตเกือบ 20%
โดยรัฐต้องลงทุนเป็นแกนหลัก และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านรูปแบบ PPP เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระหนี้เพียงฝ่ายเดียว พร้อมทั้งใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ธนูดอกที่สอง คือ “การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์”
การปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้องนำดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับระบบการศึกษา สร้างการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษากับตลาดแรงงาน
ผ่านแนวคิด “Skill Bridge” ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตร ฝึกอบรม และรับคนเข้าทำงานจริง
ธนูดอกที่สาม คือการลงทุนด้านกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคที่ขวางการลงทุน ทั้งเรื่องวีซ่าแรงงานทักษะสูง การใช้ที่ดิน และขั้นตอนอนุญาตต่างๆ ที่ล่าช้า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายในภาพใหญ่ ผ่านการออกกฎหมายลักษณะ “รวบยอด” (Omnibus Law) ที่รวมกฎระเบียบด้านการลงทุนไว้ในฉบับเดียว ลดความซ้ำซ้อน และย่นระยะเวลาการพิจารณาจากหลายปีให้เหลือสั้นที่สุด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดยนายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยยังเผชิญมรสุมอีกหลายระลอก จำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Quick Big Win ไปสู่ “Big Wins” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย
และนี่คือแผน “ธนู 3 ดอก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแบบ The Long Game ของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดแผนรับมือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ ‘เอกนิติ’ ชูนโยบาย ‘ธนู 3 ดอก’ เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly