โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เสี่ยงหายนะ ฝ่ายค้าน-นักวิชาการบี้ถามรัฐบาลโปร่งใส

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์เสี่ยงหายนะ ฝ่ายค้าน-นักวิชาการ บี้ถามรัฐบาลโปร่งใส เสนอตั้งกมธ.ศึกษา ค้านงบล้านล้านหวั่นซ้ำรอยอนุสาวรีย์คอนกรีต ภท.ยันเป็นโอกาสทองของไทย

วันที่ 2 พ.ค. 69 เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ยังถูกสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าเป็นโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหรือเปิดช่องให้มีการทุจริต หลังรัฐบาลอนุทินพลัสสั่งลุยเต็มพิกัด ล่าสุดนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นคนใต้โดยกำเนิด เฝ้าติดตามนโยบายพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดมายาวนานเกือบ 30 ปี จึงสนับสนุนเนรมิตทำเลทางเป็นโอกาสทองครั้งนี้เต็มที่ เพราะเป็นกุญแจสำคัญปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย “ระบบท่อส่งน้ำมัน-รถไฟรางคู่”เป็นแกนหลัก

พร้อมถอดบทเรียนสมัยเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาเรื่องนี้หลายคณะ หลายสมัย สรุปรวบยอดว่า โครงการขุดคอคอดกระ ทำไม่ได้ ไม่คุ้มทุน กระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่แลนด์บริดจ์ ที่เลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ “แหลมอ่าวอ่าง” ความลึกน้ำถึง 21 เมตร อยูติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดิน ช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุ้มค่าการลงทุน จะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง

ขณะที่ครม. 28 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการให้ไปศึกษาโดยมอบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ไปปัดฝุ่นผลการศึกษาอยู่แล้วให้อัปเดตขึ้น โดยรับฟังความคิดเห็น ให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจถึงแลนด์บริดจ์ ก่อนนำเข้าครม.อีกครั้ง หัวใจหลัก คือ ต้องศึกษาให้รอบคอบ 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นประชาชน และการมีส่วนร่วม 2. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ และ3.งบประมาณลงทุนนำมาจากแหล่งใด

แต่มีเสียงคัดค้านจากฝ่ายการเมือง ภาคประชาชน อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.คลัง แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์พร้อมได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์(กมธ.) เนื่องจากสะท้อนความเร่งรีบผิดปกติของรัฐบาล ที่ผลักดันโครงการมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่ควรพิจารณาอย่างละเอียด โปร่งใส รอบคอบ

นายกรณ์สะท้อนให้สังคมเห็นถึงโครงการนี้ขาดความโปร่งใส ไม่มีเสถียรภาพทางนโยบาย เพราะขาดความชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ได้ถูกระบุในพิมพ์เขียวที่เสนอต่อกกต. รวมถึงไม่มีในนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นคำเตือนที่นักลงทุนต่างชาติถึงกับตั้งข้อสงสัยต่อการขับเคลื่อนของรัฐบาลที่ขาดวางแผนระยะยาว สุ่มเสี่ยงถูกตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลในการตัดสินใจใช้งบประมาณลงทุนมหาศาลล้านล้านบาท ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ศึกษามาอย่างรอบด้าน ทั้งโครงการที่มีรายละเอียดชัดเจน ตรวจสอบได้ พิสูจน์ได้ว่าประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพื่อการันตีว่าโครงการที่ลงทุนไปไม่เสี่ยง “มีลูกค้ารองรับ”จริง ไม่ส่งผลผูกพันงบประมาณหลายสิบปี เสี่ยงกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะ

นายกรณ์จึงเสนอโครงการทางเลือก ทั้ง มอเตอร์เวย์สายใต้งบลงทุน 4-5 แสนล้านบาท รถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้า 1-1.5 แสนล้านบาท ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง 1 แสนล้านบาท รวมทั้งหมดใช้งบเพียง 7 แสนล้านบาท

ด้านกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ อดีตกรรมการนโยบายสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ขยับมุมคิดผ่านเพจตัวเอง ด้วยหัวข้อ “แลนด์บริดจ์หายนะ” โดยชี้ให้เห็นรายละเอียดถึงเชื่อมต่ออ่าวไทยและอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) เป็นเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลอนุทิน นำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท มีข้อถกเถียงอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของความคุ้มค่าและกลุ่มผลประโยชน์ ว่าใครได้ ใครเสีย ประชาชนได้อะไร หากนำงบนี้ไปก่อสร้างด้านอื่นๆจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าไหม ควรมีการทำประชามติก่อนไหม

โดยเริ่มดูความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ประเด็นนี้ยังเป็นที่กังขาในหมู่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ระดับสากล ว่าคุ้มหรือไม่ ดังนี้

การประหยัดเวลาที่ "ไม่จริง": การเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน แต่การใช้แลนด์บริดจ์ต้องมีการ “ยกขึ้น-ขนถ่าย-ยกลง” ใช้เวลา 2-3 วันเช่นกัน แถมยังมีค่าใช้จ่ายในการยกตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้น

ความคุ้มทุน ด้วยเงินลงทุน 1 ล้านล้านบาท หากเก็บค่าธรรมเนียมแพงไป สายการเดินเรือก็ไม่มาใช้ แต่ถ้าเก็บถูกเกินไป รัฐและผู้ร่วมลงทุนก็อาจขาดทุนหรือใช้เวลานานกว่า 50 ปีในการคืนทุน

ธรรมชาติของสายการเดินเรือ เรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ชอบเดินเรือยาวๆ โดยไม่แวะพัก เพราะการต้องถ่ายลำขึ้นรถไฟหรือท่อส่งน้ำหนักมากเป็นอุปสรรคต่อการทำกำไรของเขา

2. การกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โครงการนี้ไม่ได้เน้นแค่ “ทางผ่าน” แต่เน้นการสร้าง “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้” รัฐบาลหวังมีท่าเรือระดับโลก จะดึงดูดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการแปรรูปสินค้าเกษตร ให้มาตั้งโรงงานในภาคใต้ การจ้างงาน หากเกิดขึ้นจริง จะเกิดการจ้างงานทั้งในภาคก่อสร้างและภาคบริการโลจิสติกส์ ที่จะช่วยขยาย GDP ในระยะยาว แต่ไม่ยั่งยืน

3. การลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่ง ในเชิงมหภาค อาจไม่ได้ลดค่าขนส่งของโลกมากนัก เพราะช่องแคบมะละกาสามารถรองรับเรือได้ปริมาณมหาศาลและมีความคุ้มค่าต่อหน่วย สูงกว่า

ในเชิงพื้นที่ อาจช่วยลดต้นทุนการส่งออกสินค้าจากภาคใต้ของไทยไปยังตลาดโลกได้เร็วขึ้น แต่สำหรับสินค้าจากจีนหรือยุโรป การผ่านแลนด์บริดจ์อาจมี "ต้นทุนแฝง" ที่สูงกว่าการอ้อมช่องแคบมะละกา

4. ใครได้ ใครเสียประโยชน์ ผู้ที่เสียประโยชน์หรือมีความเสี่ยง โดยประชาชนในพื้นที่ สูญเสียที่ทำกินและวิถีชีวิตดั้งเดิม (ประมงและการท่องเที่ยว) ส่วนสิ่งแวดล้อมกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลทั้งสองฝั่ง และอุทยานแห่งชาติ ขณะที่ผู้เสียภาษี หากโครงการไม่ได้รับความนิยมอย่างที่คาด รัฐอาจต้องใช้เงินภาษีมาพยุงหรือชดเชยให้เอกชนตามสัญญา PPP

ทั้งหมดนักวิชาการอิสระชี้ให้เห็นถึงแลนด์บริดจ์มีลักษณะเป็นโครงการ “การเมืองนำเศรษฐกิจ” ที่มีความเสี่ยงสูง ในเชิงโลจิสติกส์มันยังสู้ช่องแคบมะละกาได้ยาก แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มันคือการสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทย กับประเทศมหาอำนาจ แต่มันมาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจไม่คุ้มค่า

ในเชิง ทุนการเมือง มันคือโครงการที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้อย่างมหาศาล หากแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง แต่หากความคุ้มค่าไม่เป็นไปตามเป้า สุดท้ายมันอาจกลายเป็น “อนุสาวรีย์คอนกรีต” หรือไม่ก็เป็น “ฐานทัพทางเศรษฐกิจ”ของชาติมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุนแทน

พร้อมสะท้อนถึงโอกาสกับความเสี่ยงที่ตัดสินว่า “รุ่ง” หรือ “ร่วง” รัฐบาลพยายามชูเรื่องโอกาส แต่ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ กลับมองว่าความเสี่ยงกลับมีน้ำหนักที่ต้องพิจารณาอย่างมาก ฉะนั้นถึงเสนอแบบหักมุมที่อาจขัดใจรัฐบาลอนุทิน โดยยก หลักทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น คือ Cost vs Benefit คือการเลือก “เศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงในชีวิต” มากกว่า “ตัวเลข GDP บนแผ่นกระดาษ” ที่มักจะเป็นข้อขัดแย้งหลักในการพัฒนาประเทศ

การที่คนไทย “ยอมรับสภาพระบบผูกขาด” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐมักขายฝันด้วยโครงการขนาดใหญ่แบบแลนด์บริดจ์ และชูประเด็นชาตินิยม โดยที่ประชาชนไม่เคยได้รับทางเลือกเลยว่า “ถ้าไม่เอาโครงการนี้ เราจะเอาเงินล้านล้านไปทำอะไรได้บ้าง” ฉะนั้นควรมีการทำ “ประชามติ” โดยให้เลือกระหว่าง “แลนด์บริดจ์” กับ “โครงข่ายรถไฟเชื่อมทุกจังหวัดและระบบจัดการน้ำทั่วประเทศ” แล้วดูผลว่าประชาชนลงเสียงจะออกมาเป็นอย่างไร

ทั้งฝ่ายการเมือง และนักวิชาการ พยายามเสนอทางออก แต่สวนทางรัฐบาลที่ต้องเริ่มนับหนึ่งเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ภายในปี 69 แม้ยังไม่นับหนึ่ง แต่สถานะการคลังของประเทศไทยที่ต้องตั้งงบประมาณขาดดุลมายาวนาน ล่าสุดรัฐบาลยังเตรียมออกพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยไม่มีรายละเอียดบอกประชาชนเลยเอาไปทำอะไร สังคมจึงสงสัยถึงความโปร่งใสการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...