โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตน้ำมันทำโรงกลั่นเอเชียถอย แต่ไทยยัง “เดินเครื่องเต็มกำลัง”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

“โรงกลั่นน้ำมัน” ในเอเชียลดกำลังผลิต หลังต้นทุนน้ำมันดิบพุ่ง “ยิ่งกลั่นยิ่งขาดทุน” จากวิกฤตซัพพลายโลก แต่ไทยยังเดินเครื่องเต็มกำลัง เพื่อประคองความมั่นคงพลังงาน แม้ต้องแบกรับแรงกดดันด้านต้นทุนและนโยบาย

24 เม.ย. 2569- สถานการณ์พลังงานโลกเวลานี้กำลังเผชิญวิกฤติครั้งสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลกระทบจากการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบของโลก เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิด สิ่งที่เกิดขึ้นแทบทันทีคือปริมาณน้ำมันดิบในตลาดเกิดภาวะตึงตัว ส่งผลกระทบไปยังห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน ที่ถือเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้น้ำมันดิบกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน

การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องลดกำลังการผลิต บางแห่งต้องปิดหน่วยการกลั่นชั่วคราว เป็นผลโดยตรงจากภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบ รวมถึงต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความผันผวนรายวันของราคาน้ำมัน

อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซีย กำลังเผชิญภาวะวิกฤตจนต้องประกาศลดกำลังการผลิตและบางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันดิบที่เป็นผลกระทบโดยตรงจากสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งทำให้เส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ หยุดชะงักในทางปฏิบัติ

โดยโรงกลั่นอย่าง Prefchem ในมาเลเซียได้ปิดหน่วยกลั่นหลักไปแล้ว ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ SRC ในสิงคโปร์ต้องหั่นกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 50-60% เพราะไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่เคยเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักกว่า 65-70% ได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีไปทั่วภูมิภาค วิกฤตินี้ยังขยายผลกระทบไปในวงกว้าง โดยมีรายงานว่าโรงกลั่นน้ำมันในประเทศจีนอย่างน้อย 2 แห่งได้ปิดหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ ขณะที่บริษัทปิโตรเคมีหลายแห่งในเอเชียก็ประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย ตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น เนื่องจากการขาดแคลนวัตถุดิบประเภทแนฟทา

ทำไมโรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิต

นอกจากภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบ ในเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโรงกลั่น หลายคนอาจเข้าใจว่าโรงกลั่นทำหน้าที่เพียง “รับจ้างกลั่น” และเก็บค่าการกลั่นตามปกติ จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนมากนัก แต่ในความเป็นจริง โรงกลั่นส่วนใหญ่มีสถานะเป็น “ผู้ซื้อน้ำมันดิบ” ด้วยตัวเอง ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการกลั่นและขายเป็นน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล หรือเชื้อเพลิงอากาศยาน รายได้ของโรงกลั่นจึงขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่าง “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” กับ “ราคาน้ำมันดิบ” ซึ่งเรียกว่า “ค่าการกลั่น” (refining margin)

ซึ่งปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปไม่สามารถปรับขึ้นได้ในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดด้านอุปสงค์ นโยบายควบคุมราคา หรือภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือค่าการกลั่นจะถูกบีบตัวลงอย่างรวดเร็ว และในบางช่วงอาจติดลบ นั่นหมายความว่า “ยิ่งกลั่น ยิ่งขาดทุน” เพราะต้นทุนวัตถุดิบสูงกว่าราคาขายสินค้า

หากคิดตามง่าย ๆ คือ

  • ก่อนเกิดสงครามโรงกลั่นมีต้นทุนน้ำมันดิบที่ 80 ดอลลาร์
  • เมื่อเกิดสงคราม ราคาน้ำมันดิบพุ่งแรงไป 100 ดอลลาร์
  • แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปนั้นขึ้นช้ากว่า อาจปรับขึ้นไปเป็น 100-105 ดอลลาร์
  • จากเดิมที่ควรได้กำไร 105-80= 25 ดอลลาร์ จะกลายเป็น 105-100 = 5 ดอลลาร์

หลายคนที่คิดตามอาจยังมองว่า โรงกลั่นก็ยังมีกำไร แต่ในธุรกิจจริงโรงกลั่นไม่สามารถแยกเฉพาะน้ำมันดิบที่มีต้นทุนถูกมาขายได้ เพราะในกระบวนการกลั่นจะต้องมีการส่งน้ำมันดิบป้อนเข้าโรงกลั่นต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนใหม่จะเข้ามาผสมทันที การคิดต้นทุนจึงเป็นแบบเฉลี่ย (blended cost / weighted average) และเมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งแรง ต้นทุนเฉลี่ยก็สูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังไม่ปรับตาม นั่นจึงทำให้กลายเป็นยิ่งกลั่นก็ยิ่งเจ็บ เหมือนเลือดไหลตลอดเวลา

ในสถานการณ์นี้ โรงกลั่นจำนวนมากจึงเลือกลดกำลังการผลิต เพื่อจำกัดการขาดทุน แทนที่จะฝืนเดินเครื่องเต็มกำลัง เพราะการผลิตต่อไปอาจทำให้สถานะทางการเงินแย่ลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการหยุดหน่วยการกลั่นบางส่วนยังช่วยให้สามารถบริหารสต็อกน้ำมันดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือสาเหตุที่โรงกลั่นหลายแห่งในเอเชียตัดสินใจลดกำลังการผลิตในช่วงเวลานี้

ไทยเลือกสร้างสมดุลความมั่นคงทางพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ภาพของประเทศไทยแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น และความผันผวนของตลาดโลกในระดับเดียวกัน โรงกลั่นในประเทศไทยยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อรักษาเสถียรภาพ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ซึ่งเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

แน่นอนว่าการที่โรงกลั่นสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกมีความตึงตัว หากไม่มีการผลิตในประเทศเพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน

แต่การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง ซึ่งต้นทุนนี้ถือเป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ ประกอบด้วย หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ, เงินทุนหมุนเวียนสำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซ, เงินค้าชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา รวมถึงดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นด้วย

โดยต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภคทั้งหมดในทันที แต่ถือเป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไทยก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน ผ่านกลไกต่าง ๆ อย่าง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการทางภาษี รวมถึงการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงกลั่นในการแบ่งเบาภาระของผู้บริโภค โดยมีการเรียกเก็บค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร เพื่อนำไปใช้พยุงราคาน้ำมันภายในประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามสร้างความสมดุล ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ กับการรักษาความสามารถในการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่น ในขณะที่หลายประเทศเลือกให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดและยอมให้กำลังการผลิตลดลง ประเทศไทยเลือกที่จะรักษาระดับการผลิตไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนและภาคธุรกิจยังสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง : www.reuters.com, www.eia.gov

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...