โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

น้ำมันแพงกดดันจีน? ถอดรหัสปธน.สีขอให้เปิดฮอร์มุซ เดือดร้อนไม่ต่าง

Amarin TV

อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 04.16 น.
Spotlight รวบรวมความคิดเห็นของเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อข้อความของสี จิ้นผิง มันสามารถสะท้อนอะไรได้บ้าง? หรือจีนเองก็กระทบไม่ต่างจากชาติอื่น

หลังจากสงครามเริ่มต้นมานานนับเดือน ในที่สุด ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนก็ออกมาพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอยู่เงียบมานาน และล่าสุด ดูเหมือนว่า ผู้นำจีนคนนี้จะออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวสองครั้งในรอบหนึ่งสัปดาห์เลยทีเดียว

สำนักข่าว CNA รายงานอ้างนักวิเคราะห์ที่มองว่า การกระทำเช่นนั้นของสี จิ้นผิง เหมือนจะเป็นการส่งข้อความโดยตรงถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านพลังงาน ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงลากยาวออกไป รวมถึงแสดงออกถึงความพยายามของปักกิ่งในการยกระดับบทบาททางการทูตบนเวทีโลก

ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนได้ออกมาพูดถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางหลายครั้ง แต่สี จิ้นผิง เพิ่งจะออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 และ 20 เมษายนที่ผ่านมา โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่คือการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจีนกำลังประเมินสถานการณ์ใหม่ จากเดิมที่เคยคิดว่าน่าจะจบลงอย่างรวดเร็ว

Spotlight รวบรวมความคิดเห็นของเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อข้อความของสี จิ้นผิง มันสามารถสะท้อนอะไรได้บ้าง? หรือว่าท่ามกลางการอยู่เงียบ ๆ ของรัฐบาลปักกิ่ง จีนเองก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไม่ต่างจากประเทศอื่น

นักวิเคราะห์มอง สี จิ้นผิงต้องออกมาพูด เพราะแรงกดดันเพิ่ม

ดีแลน โหล รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ให้สัมภาษณ์กับ Channel NewsAsia ว่า “ผมคิดว่าในตอนแรก จีนพอใจที่จะปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปตามทางของมัน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป จีนจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีบทบาทที่เชิงรุกและโดดเด่นมากขึ้น”

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า การออกมาพูดเช่นนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงผลประโยชน์ของจีนในการลดระดับความตึงเครียด และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่การประชุมสุดยอดระหว่างสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังใกล้เข้ามา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญคือ การออกมาพูดของจีนอาจก้าวนำหน้าความสามารถหรือความตั้งใจในการสร้างอิทธิพลต่อสถานการณ์จริงในพื้นที่

ดรู ธอมป์สัน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน S. Rajaratnam กล่าวว่า “การเรียกร้องแบบกว้าง ๆ ให้ช่องแคบเปิด และสนับสนุนความสัมพันธ์อันดีในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย จะไม่มีความหมาย หากปักกิ่งไม่ลงมือดำเนินการเพื่อลดท่าทีแข็งกร้าวของอิหร่านและภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน”

การออกมาพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางของประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา

ในการพบหารือกับมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี Sheikh Khaled bin Mohamed bin Zayed Al Nahyan ประธานาธิบดีจีน Xi Jinping ได้นำเสนอข้อเสนอ 4 ประการเพื่อส่งเสริมสันติภาพในตะวันออกกลาง โดยเน้น “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” การเคารพอธิปไตยของรัฐ การยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านการพัฒนาและความมั่นคง

ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน สี จิ้นผิง ได้แสดงจุดยืนต่อความขัดแย้งอีกครั้ง ระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า
“ช่องแคบฮอร์มุซควรเปิดให้มีการเดินเรือตามปกติ เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศในภูมิภาคและประชาคมโลก”

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนยังรายงานด้วยว่า ผู้นำจีนยังย้ำจุดยืนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและอย่างครอบคลุม พร้อมยืนยันว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางควรถูกแก้ไขผ่านกระบวนการทางการเมืองและการทูต

น้ำมันแพงก็กดดันจีนเช่นกัน

ด้านนักวิชาการมองว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บทบาททางการทูตของจีน “เด่นชัดขึ้น” คือระดับความเสี่ยงที่จีนต้องเผชิญจากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก Columbia University Center on Global Energy Policy ชี้ว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันดิบของจีน และราว 30% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่กำลังตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียด

แม้เรือบางลำของจีนยังสามารถผ่านช่องแคบได้ แต่หลายลำกลับไม่ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวน โดยอิหร่านใช้มาตรการจำกัดการเดินเรือ และบางช่วงถึงขั้นปิดช่องแคบ ขณะเดียวกัน การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน ยิ่งซ้ำเติมให้การสัญจรในเส้นทางนี้ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ แม้จีนจะเร่งสะสมคลังสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งน้ำมันและก๊าซ แต่บรรดาเทรดเดอร์เตือนว่า หากการหยุดชะงักของอุปทานยืดเยื้อ โรงกลั่นของจีนอาจต้องลดกำลังการผลิต และเริ่มระบายสต็อกเชิงพาณิชย์ออกมาใช้

ดีแลน โหล มองว่า มีการประเมินใหม่ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อนานขึ้น และความเสี่ยงในระยะท้ายสำหรับจีนก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ จีนยังต้องกังวลถึงผลกระทบลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภายในประเทศและต่อผลประโยชน์ทางพาณิชย์และพลังงานของตนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญก็มองว่า แม้จีนจะเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานอย่างแท้จริง แต่เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ และตำแหน่งทางการทูตที่ได้เปรียบในเวทีโลก ทำให้ปักกิ่งมีความอดทนเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าสหรัฐฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...