น้ำมันแพง ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือโดมิโนที่อาจพังได้ทั้งตลาด!
*** สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงง่าย ๆ ในขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน และการตอบโต้ทางทหารของสหรัฐ ที่เกาะคาร์ก ได้เปลี่ยน “น้ำมันแพง” ให้กลายเป็น “น้ำมันขาด” ไปเรียบร้อยแล้ว จากเดิมที่ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นภาวะที่อุปทานน้ำมันราว 70% ของโลกจากอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกได้
ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ใช่แค่ “แพงขึ้น” แต่คือ “หายากขึ้น” ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่อันตรายต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่า
ในส่วนของประเทศไทย…แม้ราคาน้ำมันในไทยยังดูนิ่ง ๆ แต่เบื้องหลังคือ“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่เข้ามาช่วยพยุงไว้ แต่หากสงครามยืดเยื้อออกไปนานขึ้นเท่าไหร่ ราคาน้ำมันก็แพงนานขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้กองทุนนี้ก็ไม่ต่างจาก “ระเบิดเวลา” ที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ
และเมื่อถึงจุดนั้น…ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าปั๊ม แต่จะลามไปทั้งตลาดหุ้นไทย
จากข้อมูลที่เจ๊เมาธ์ไล่อ่านบทวิเคราะห์จากหลายสำนัก ภาพเริ่มชัดว่า “ใครเจ็บก่อน ใครรอดยาก”
เริ่มจากฝั่งของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ตรงกันว่า กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ คือ กลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะต้นทุนน้ำมันกินสัดส่วนสูงถึง 30-50% ของต้นทุนทั้งหมด หุ้นอย่างSJWD และ WICE จึงมีความเสี่ยงที่กำไรจะถูกบีบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่สามารถขึ้นราคาค่าขนส่งได้ทันต้นทุนที่พุ่งแรง
ขณะที่กลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL แม้จะขายของจำเป็น แต่ต้นทุนการกระจายสินค้าไปยังสาขาทั่วประเทศ ก็จะกลายเป็นตัวฉุดกำไรแบบเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ทางด้าน บล.เอเซีย พลัส มองลึกไปถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่าง CK และ STECON ที่จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนหน้างานที่สูงขึ้นทันที หากราคาดีเซลลอยตัวตามตลาดโลก รวมไปถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM และ GPSC ที่แม้จะดูมั่นคง แต่ก็มีความเสี่ยงจากต้นทุนก๊าซ ที่มักเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน ซึ่งจะกดดันมาร์จิ้นในช่วงสั้น
ด้าน บล.กสิกรไทย ก็ไม่มองข้ามกลุ่มปั๊มน้ำมันอย่าง OR และ PTG ที่อาจโดน “ดาบสองคม” จากทั้งยอดขายน้ำมันที่ลดลง และรายได้ Non-Oil ที่ซบเซาตามกำลังซื้อผู้บริโภค ยังไม่หมด…กลุ่มการเงินรายย่อยอย่าง MTC และ SAWAD ก็มีแนวโน้มเจอปัญหา NPL เพิ่มขึ้น หากประชาชนแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว
เจ๊เมาธ์ขอสรุปแบบไม่อ้อมค้อมว่า…นี่คือ “โดมิโนเอฟเฟกต์” ที่จะล้มทั้งกระดาน
แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส เพราะเม็ดเงินมีแนวโน้มไหลออกจากหุ้นปลายน้ำ ไปสู่หุ้นต้นน้ำอย่าง PTTEP ที่ได้ประโยชน์ตรงจากราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม เจ๊เมาธ์อยากเตือนนักลงทุนว่า …สถานการณ์แบบนี้ “ความเสี่ยงระบบ” (Systemic Risk) กำลังค่อย ๆ ก่อตัว และอาจลุกลามเร็วกว่าที่หลายคนประเมิน
สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่การหาหุ้นวิ่งแรง แต่คือ การ“เอาตัวรอด” เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดจะให้โอกาสคนที่ “ยังอยู่ในเกม” เสมอ และในมุมของเจ๊เมาธ์ ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ในนาทีนี้การ “เก็บคอ…งอเข่า” อาจไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือ “กลยุทธ์”
อย่าลืมว่า “เงินต้นสำคัญที่สุด” บางครั้ง การไม่ลงทุน อาจเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดก็เป็นได้เจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย…เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์