โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘บุ๊ค ธีรชยา’ Miss Tiffany 2026 ผู้ใช้เวลา 10 กว่าปี กว่าครอบครัวจะยอมรับว่าเป็น ‘ทรานส์’ ใช้เวลา 8 ปี กว่าจะ ‘มง’ และจะใช้เวลาต่อจากนี้เป็น ‘พี่สาวและเพื่อนทางใจ’ ให้กับคนที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวจากการไม่ถูกยอมรับแค่เพราะเป็นตัวเอง

Mirror Thailand

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 08.51 น.
ภาพไฮไลต์

ในหนึ่งสังคมย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่ ‘Free Speech’ หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ทุกคนพึงมี ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการพ่น ‘Hate Speech’ หรือพูดเพื่อสร้างความเกลียดชังและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร

ท่ามกลางประเด็นการเปลี่ยนคำนำหน้าของคนข้ามเพศ หรือการผลักดันกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ บางความเห็นต่างอาจเข้าข่ายการเหยียดหยามและดูถูกเพื่อนมนุษย์ ซึ่งน่าจะดีกว่าหรือไม่ หากเราจะลองใช้ Emphaty ก่อนพูด นึกก่อนด่า คิดก่อนว่าเขาก็เป็น ‘คน’ ที่มีชีวิตจิตใจเหมือนๆ กับทุกคน ไม่ใช่มองเป็นเพียงเป้าที่ควรถูกด่าทอ เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่จะจิตใจแข็งแรงพอที่เห็นข้อความใจร้ายต่างๆ แล้วจะยังยิ้มได้ หรือไม่กระทบกับ ‘สุขภาพจิต’ ใดๆ เลย

ปัญหาสุขภาพจิตของ ‘ทรานส์’ จึงเป็นสิ่งที่ ‘บุ๊ค-ธีรชยา พิมพ์กิติเดช’ Miss Tiffany 2026 อยากผลักดันมากที่สุด เธอทำแคมเปญสุขภาพจิตเชิงป้องกันชื่อว่า Beauty, Fully ร่วมกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิต ทั้งยังเป็นนางงามที่มีเด็กและวัยรุ่นข้ามเพศทักมาปรึกษาปัญหาต่างๆ เสมอ เธอเล่าว่า มีน้องๆ หลายสิบคนทักมาเล่าให้ฟังว่า “ยังไม่ถูกยอมรับ” ทั้งจากครอบครัว สังคม และรวมถึงตัวเอง โดยใน 10 คน จะมี 3 คน ที่มีปัญหาสุขภาพจิตซึ่งไม่สามารถการันตีได้ว่า จะสามารถแข็งแรงพอหรือไม่ดำดิ่งไปสู่ภาวะสิ้นยินดี ซึ่งบุ๊คคิดว่า ขนาดผู้ใหญ่เวลาเจอปัญหาทางใจ ยังเป็นเรื่องยากในการก้าวผ่าน แล้วกับเด็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันในการรับมือ นั่นจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเกลียดชังทางเพศในสนามเด็กเล่นของเด็กยุคนี้ที่ชื่อว่า ‘โซเชียลมีเดีย’

“ความคิดเห็นของบางคน อาจกำลังทำให้คนอีกคนหนึ่งเข้าสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตหรือเปล่า?” เธอชวนตั้งคำถาม

เธอเข้าใจคนที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะบุ๊คก็เคยไม่ถูกยอมรับจากครอบครัวคนจีน ซึ่งเธอใช้เวลา 10 กว่าปี กว่าจะถูกยอมรับว่าเป็นทรานส์ เธอเข้าใจเด็กๆ ที่กำลังรู้สึกไม่ดีพอ เพราะที่ผ่านมาบุ๊คก็พยายามจะเก่งอยู่ตลอดเวลา และแพ้ไม่เป็น เพราะฝังใจเรื่องการถูกยอมรับ แต่เวทีทิฟฟานี่ ที่เธอประกวดถึง 4 ครั้ง โดยใช้เวลา 8 ปี ก็ทำให้เธอรู้จักคำว่าแพ้ และนั่นทำให้เธอเรียนรู้ที่จะนิยามคุณค่าของตัวเองเสียใหม่ จนรู้ว่าตัวเองดีพอและมีคุณค่าเสมอมาตั้งแต่แรก

ทุกการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะทางความคิดและทางสังคม ล้วนต้องใช้เวลาของมัน ไปอ่านภารกิจชีวิตของ ‘บุ๊ค’ ทั้งหมดได้เลย

Q: ชื่อ ‘บุ๊ค’ แล้วจริงๆ ชอบอ่านหนังสือแนวไหน

A: เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ อย่างตอนเด็กๆ เราใช้ชีวิตอยู่กับหนังสือนิยาย เพราะช่วงนั้นเราไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวและจากตัวเอง เราเลยพยายามหาพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งสิ่งที่เราเจอก็คือนิยายวาย เป็นนิยายเล้าเป็ด (หนึ่งในคอมมูนิตี้อ่านนิยายวายบนออนไลน์) แล้วก็อ่านธัญวลัย เหมือนนิยายวายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเรา เพราะเรื่องราวในนิยายวายมันเป็นสังคมที่เปิดกว้างมาก เราอ่านแล้วเราเจอแต่ความอบอุ่น ครอบครัวของฝั่งนายเอกส่วนใหญ่เห็นด้วยและดูแลกันอย่างดี ซึ่งในโลกความเป็นจริงมันตรงกันข้าม นั่นเลยเป็นโลกในอุดมคติที่เราต้องการ และเราก็ยึดติดกับโลกแบบนั้นค่อนข้างนาน

แต่พอโตมาก็เริ่มจะอ่านหนังสือในเชิงจิตวิทยาเยอะขึ้น แล้วก็อ่านหนังสือ The Let Them Theory เพราะเราเจอเรื่องอะไรเยอะมากๆ ยิ่งตอนนี้เราเป็น Miss Tiffany แล้ว เราเจอกับความเห็นที่แตกต่างเยอะมากๆ บางทีเราก็ต้องหาจุดที่ฮีลใจตัวเองในพื้นที่ปลอดภัยของเรา

Q: การโตมาในบ้านคนจีนจึงเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กหญิงบุ๊ค?

A: ใช่ค่ะ การอยู่ในครอบครัวคนจีนมันท้าทาย และทำให้บุ๊คมีความคิดที่ว่า ชีวิตนี้ฉันคงเก็บตัวตนของฉันเอาไว้จนวันสุดท้ายของชีวิต เพราะเรามองไม่เห็นโอกาสในการเข้าใจของครอบครัวเราเลย รวมถึงตัวเราเองก็ไม่สามารถเชื่อได้ว่าเราจะสามารถยืนหยัดในตัวตนนี้ได้จนคนอื่นยอมรับเรา ตอนนั้นมันยากมาก ยากกว่าการเรียน ยากกว่าทุกเรื่อง ต่อให้เราเจอวิทย์-คณิตที่ยากแค่ไหน อันนี้คือเรื่องในชีวิตจริงที่โคตรยาก ต่อให้เราจะเป็นคนที่เรียนเก่ง มีหลักการ ใช้หลักเหตุและผล แต่สุดท้ายแล้ว ตราบใดที่เขายังมีมุมมองหรืออคติ เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนเขาได้ในหนึ่งวัน หนึ่งเดือน หรือหนึ่งปี ทั้งหมดของบุ๊คใช้เวลา 10 กว่าปี จนกว่าจะได้คำว่า “ไม่เป็นอะไร ม๊ากับป๊ารักในตัวบุ๊ค ไม่ว่าบุ๊คจะเป็นแบบไหน”

ตอนเด็กๆ เราก็อยากจะบอกว่าเราเป็นอะไรเพื่อให้ตัวเองสบายใจ แต่พอเลือกที่จะบอกแล้ว มันก็กลายเป็นปัญหาที่เรากลายเป็นคนผิด เขารู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นมันใช้ชีวิตไม่ได้ เขามีความเชื่อว่าตัวตนแบบนี้คือตัวตนที่เอาไว้ใช้ทำมาหากินแบบที่เห็นในทีวีที่พอออกนอกจอเขาก็คงกลายเป็นคนปกติ เป็นชาย เป็นหญิง ซึ่งมันไม่ใช่ หลังจากที่เรารู้ว่า โอเค พูดไม่ได้ผลแล้ว งั้นตั้งใจเรียน หน้าที่ของเราในวัยเด็กที่ทำได้ คือการเอาเกรดมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้วางใจว่าในทุกๆ วันที่เราเรียน ทุกครั้งที่เราโตขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราจะไม่พร่องเด็ดขาดคือการเรียน มันเป็นสิ่งหนึ่งที่บุ๊ครู้สึกว่า พ่อกับแม่จะยังเชื่อใจในตัวบุ๊คได้ เพราะเขาไม่สามารถเชื่อใจในตัวบุ๊คในแง่ของตัวตนได้แล้ว

โตมาเข้ามหาวิทยาลัย ก็พยายามรับสอนพิเศษ เพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งที่เราอยากได้ หรือถ้าได้อะไรมาก็ซื้อให้คุณพ่อคุณแม่บ้าง ในช่วงระหว่างการเติบโต เพื่อนเราอาจยังไม่ได้คิดเรื่องหาเงิน แต่เราอยากเริ่มตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะทำให้เขารู้สึกว่า พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องของการใช้ชีวิต เราสามารถทำมาหากินได้ ซึ่งต้องบอกว่าเราใช้ชีวิตแบบแต่งตัว unisex ถึงอายุ 21 แต่ช่วงหลังๆ เขาก็ค่อยๆ เปิดใจให้เราไว้ผมได้ แต่งหน้าได้ เพราะตอนนั้นนั่งกินข้าวอยู่แล้วมีข่าวว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเป็นทรานส์ เขาก็บอกว่า “จริงๆ ม๊ากับป๊าไม่ได้กังวลอะไร แต่เขาแค่เรียนจบแล้ว ถ้าจะเป็นแบบนี้ ก็เป็นได้ แต่ขออย่างเดียวคือเรียนให้จบ ให้ป๊ากับม๊าได้ไปงานรับปริญญา” นั่นคือสเต็ปแรกของการเปลี่ยนแปลงในบ้าน จนสุดท้าย เราก็เรียนจบมา มีงานที่มั่นคง แล้วก็มาทำตามฝันที่ Miss Tiffany

ซึ่งการประกวด Miss Tiffany เป็นความรู้สึกที่เขาเปิดรับเราแล้ว 100% เพราะก่อนจะมาประกวดก็ไม่ได้บอกนะคะ แอบมาแบบไม่บอก เพราะคิดว่าเขาคงไม่น่าจะให้ มันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับครอบครัว แต่พอแม่รู้ก็ไลน์มาบอกคืนก่อนวันประกวดไฟนอลปี 2018 ว่า “ไม่ต้องปิดบัง จะปิดทำไม ขอแค่บอกมาก็พอ ม๊ากับป๊าพร้อมที่จะสนับสนุนและส่งกำลังใจให้” คืนนั้นร้องไห้ เพราะมากกว่าวันที่เราเจอบนโต๊ะกินข้าว แต่มันคือคำว่า พ่อกับแม่สนับสนุนความฝันเรา

บุ๊คเคยไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องปิดกั้นเราขนาดนี้ แต่พอย้อนคิดดูก็เข้าใจว่า ในยุคนั้นมันก็ไม่ได้มีคู่มือของการเป็นพ่อแม่ที่จะต้องมาดูแลลูกที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ เราเลยไม่ได้รู้สึกโกรธ

Q: เป็นเวลาถึง 8 ปี กับการลงประกวด 4 ครั้ง จนมาถึงวันนี้ที่ ‘มงลง’ เป็นที่เรียบร้อย อยากรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราฝังใจและยึดมั่นว่า อยากจะมงเวทีนี้ให้ได้

A: คำถามนี้เคยถามกับตัวเองหลายรอบมาก เราเคยได้รองหนึ่งแล้วนะ เราจะทำอีกทำไม คนก็รู้จักเราเยอะแล้ว เด็กๆ หลายคนทักมาบอกว่าได้พี่บุ๊คเป็นแรงบันดาลใจ แต่บางทีสิ่งที่เรากำลังอยากทำที่สุดคือการเติมเต็มตัวเองในวัยเด็ก ในวันที่เรารู้สึกว่าน้องบุ๊คที่อยู่ ม.5 ม.6 เขามองโลกแบบมืดแปดด้าน แต่เขาได้แรงบันดาลใจจากคนที่เป็น Miss Tiffany ที่สวมมงกุฎ คือพี่เจเล่ ที่ชนะในปี 2012 ซึ่งมันจะดีแค่ไหน ถ้าเรากลายเป็นคนที่สวมมงกุฎนั้น แล้วมีปณิธานความตั้งใจที่จะสร้างแรงบันดาลใจ หรือพร้อมที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับน้องๆ ที่เจอเรื่องราวในชีวิตคล้ายๆ กับเรา มันคงจะเป็นอีกหนึ่งภารกิจชีวิต หรือหนึ่งสิ่งที่เติมเต็มคุณค่าในชีวิตของบุ๊คได้ดีมากๆ ฉะนั้นไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เรามีโอกาส มีคนซัพพอร์ต ก็ทำให้เต็มที่ และคิดว่าจะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประกวดไม่ได้ มันไม่มีอะไรเสียแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ

Q: พอผิดหวังมามาก เราดีลกับคำว่า “ยังดีไม่พอ” อย่างไร ให้กลับมาเข้มแข็งและสู้ต่อมาเรื่อยๆ

A: แรกๆ ยากมาก พอมงไม่ลงสักทีก็โทษตัวเอง เพราะเราเชื่อมากว่าเราเก่ง ตั้งใจ พัฒนาตัวเองมากๆ ทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็มีคำว่า ดีไม่พอ เกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อไหร่เราจะดีพอสักที เมื่อไหร่คนอื่นจะเห็นความดีพอของเราสักที เราก็พยายามใช้ชีวิต พัฒนาไม่ใช่แค่ในแง่ของนางงาม ในแง่ของชีวิตจริงเราก็ทำตาม career path ของตัวเอง จนสุดท้ายเราก็เจอว่า จริงๆ ดีพอหรือไม่พอ มันไม่ได้อยู่ที่อะไรเลย มันอยู่ที่วันนี้เราทำเต็มที่แล้วหรือเปล่า ถ้าทำเต็มที่แล้ว ยังไม่สำเร็จก็ไม่เป็นอะไร บุ๊คเป็นคนหนึ่งที่เคยแพ้ไม่ได้ จะต้องชนะ จะต้องแกร่ง เก่ง แต่ก็มารู้แล้วค่ะว่า ไม่ต้องเก่งที่สุดก็ได้ ไม่ต้องแข็งแกร่งจนถึงวินาทีสุดท้ายก็ได้ แต่แค่เรารู้ว่าวันนี้เราเจอสิ่งที่ใช่แล้ว เราสามารถลงมือทำกับมันได้อย่างมีความสุขได้ยังไง แล้วในวันที่เราเสียใจ เราเรียนรู้กับความผิดพลาดว่า คนเรามันผิดพลาดได้เสมอนะ แต่เรายังลุกขึ้นมาได้อีกครั้งนะ มันดีมากๆ ด้วยซ้ำที่มีความผิดพลาดสอนให้เราได้เรียนรู้ ดีกว่าการที่เราทำเสร็จแล้ว โดยไม่รู้เลยว่ามีสิ่งที่ต้องแก้ไขอีกเยอะแยะมากมาย

ตอนเด็กๆ บุ๊คเป็นคนหนึ่งที่ชอบให้พ่อแม่ชม เรียนเก่ง ติดท็อปห้อง เคยเป็นนักเรียนดีเด่น เป็นประธานนักเรียน ทุกอย่างมันถูกปูมาว่าเราป็นคนที่เก่งและดี แต่พอเราโตขึ้น เรามารู้ว่าโลกความเป็นจริง มันไม่ใช่ เหนือฟ้ายังมีฟ้า ช่วงแรกๆ ก็ยิ่งถีบตัวเอง เหนือฟ้าเป็นฟ้าใช่ไหม งั้นฉันจะเป็นอวกาศเลย จะต้องเก่งที่สุดให้ได้ จนวันหนึ่งที่มันแบบร่างกายและสมองมันไม่ไหวแล้ว มันมีแต่ความเหนื่อย ท้อ โทษตัวเอง ว่าทำไม่ได้สักที ทั้งเรื่องมง เรื่องชีวิต อย่างการทำงานก็พยายามแล้วพยายามอีก ดีไม่พอสักที ทำไมหัวหน้าไม่ชมเราสักที ฉันต้องสู้ เพราะสังคมไทยชื่นชมคนที่สู้จนวันสุดท้าย สู้จนประสบความสำเร็จ เราเลยยึดติดว่าต้องไม่แพ้ แต่พอแพ้บ่อยๆ ก็รู้ว่ายิ่งแพ้ ยิ่งดีด้วยซ้ำ เพราะเรารู้แล้วว่าความไม่สมบูรณ์แบบของเราคืออะไร ทุกความพ่ายแพ้ หรือทุกความไม่เก่ง มันค่อยๆ ตัดสิ่งที่มันไม่ใช่ออกจากชีวิต จนเจอว่า เราเป็นคนที่เก่งในด้านไหน บุ๊คอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เขียนเก่ง พยายามเข้าอกเข้าใจคนอื่นเก่ง มันก็ดีนะ ที่การที่เป็นคนที่แพ้บ้าง มันทำให้เห็นถึงความเป็นคนมากขึ้น

ถ้าเราประกวด 4 รอบ แล้วเราได้ตั้งแต่รอบแรก เราจะไม่มีวันเรียนรู้เลยว่า เราสามารถทำอะไรได้อีกในชีวิต เราจะเป็นนักเขียนได้หรือเปล่า เราจะแสดงซีรีส์ได้หรือเปล่า เราจะเป็นบรรณาธิการความงามได้หรือเปล่า แล้วเราจะเป็นคนวัย 29 เข้า 30 ที่เริ่มจะตกตะกอนอะไรบางอย่างกับชีวิตได้หรือเปล่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความแพ้

เรามักจะเจอโพสต์โซเชียลที่ว่า “สิ่งที่คนวัย 30 อยากจะบอก…” ซึ่งเราชอบอ่านมาก แล้วก็ซึมซับโดยไม่รู้ตัวว่า เราต้องเป็นอย่างนั้น เราไปเอาเป้าหมายในชีวิตของคนอื่นมาเป็นเป้าหมายหลักในการใช้ชีวิตของตัวเอง ทั้งที่ชีวิตเราก็ควรใช้ในรูปแบบของตัวเองดีกว่า

Q: ในยุคหนึ่ง เวทีทิฟฟานี่ถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ๆ แพลตฟอร์มเดียวที่จะมอบโอกาสให้สาวทรานส์ แต่ในวันนี้ เป้าหมายของผู้หญิงทรานส์บางคนอาจเปลี่ยนไป ทุกคนมีความฝันอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ทำให้นิยามการเป็นนางงามของบุ๊คในวันนี้เปลี่ยนไปไหม

A: เปลี่ยนไปค่ะ แต่ก่อนเวที Miss Tiffany อาจเป็นโลกทั้งใบสำหรับบุ๊ค ถ้าฉันไม่ได้ ฉันคงตาย แต่ตอนนี้ มันคือการเติมเต็มตัวเอง เพื่อที่จะส่งเสียงอะไรบางอย่าง เรามาเพื่อสื่อสาร ต่างจากแต่ก่อนที่เน้นไปที่ความงามมาเป็นอันดับหนึ่ง เรื่องเป้าหมายเพื่อสังคมอาจไม่ได้ถูกทำให้เห็นชัดๆ สังคมก็อาจมองว่า เป็นนางงามได้มงก็จบแล้ว กลับบ้านนอน แล้วชีวิตจริงเขาทำอะไรล่ะ? เป็นคำถามที่ถูกตั้งเอาไว้ แต่วันนี้คือทุกคนไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า บุ๊คประกวดแล้วจะเป็นอะไรต่อ เพราะบุ๊คมีอาชีพของบุ๊ค บุ๊คเป็นคอลัมนิสต์ที่เขียนให้กับหลายๆ ที่ มีน้องซีเกมส์ที่เป็นนักรังสีการแพทย์ มีน้องมะปรางเป็นนักการตลาด ผู้เข้าประกวดบางคนผลักดันเรื่องการเกษตร บางคนเป็นนักศึกษาที่เป็นนักรณรงค์ บางคนเป็นแพทย์ที่หยิบประเด็นการแพทย์ขึ้นมาพูด

ทำให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนางงามในปัจจุบันมันคือการทลายกรอบที่กำหนดคนข้ามเพศเอาไว้ แต่บางทีต่อให้กรอบนั้นค่อยๆ ถูกทลาย แต่บางคนยังมีบาดแผลที่ทำให้เรายังวนอยู่กับสเตริโอไทป์เดิมๆ อยู่ บุ๊คจึงคิดว่า ‘ภาพตัวแทน’ เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราเห็นทรานส์ได้ทำอาชีพที่หลากหลาย เห็นความเป็นไปได้ที่มากขึ้นมันก็อาจจะเปิดมุมมองให้กับสังคม อย่างสมัยก่อน พ่อกับแม่บุ๊คเขาไม่ได้เห็นทรานส์เป็นแอร์โฮสเตสในบางประเทศ ทรานส์เป็นนักเขียน ทรานส์เป็นคุณหมอ ทรานส์เป็นนักการตลาด แต่ในวันที่พวกเราต่างต่อสู้และยืนหยัดเพื่อตัวเอง เพื่อคุณภาพชีวิตของตัวเอง มันส่งผลออกมาแล้วในวันนี้

แต่มันก็ยังมีคนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพต่างๆ อยู่ เพื่อนบุ๊คบางคนยังไม่สามารถทำงานบางบริษัทได้เลย เพราะว่าคำนำหน้าเป็น ‘นาย’ หรือเป็นคนข้ามเพศก็ถูกปิดโอกาส ถูกเลือกปฏิบัติ หรือเลือกเข้าทำงานแล้ว ก็มองความสามารถเราลบครึ่ง เราต้องยอมรับว่าปัจจุบันมันมีปัญหานี้อยู่ บางทีผู้หญิงก็ยังได้รับเงินไม่เท่ากับผู้ชาย ตำแหน่งบางอย่างผู้หญิงก็ไม่สามารถทำได้เหมือนผู้ชาย แล้วคนข้ามเพศอย่างเรา ก็ยิ่งอยู่ในอีกระดับที่เขาไม่ให้เราเข้าไปอยู่ในที่ตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ

เราเลยอยากใช้เวทีนี้ยืนหยัดในตัวเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในสังคม ทั้งในแง่ของสิทธิมนุษยชนต่างๆ จนถึงประเด็นคำนำหน้า

Q: สิ่งที่บุ๊คพยายามสื่อสารในปีนี้คือเรื่อง ‘สุขภาพจิต’ ของวัยรุ่นทรานส์ มีเรื่องอะไรบ้างที่บุ๊คมักถูกน้องๆ ทักมาถามหรือระบายมากที่สุด ซึ่งปัญหานั้นสะท้อนอะไรในสังคม

A: คือความรุนแรงทางเพศ มันไม่ใช่แค่การกระทำอย่างเดียว เพราะคำพูดลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันก็คือความรุนแรงอย่างหนึ่ง ยุคนี้คนอาจจะบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ถูกยอมรับแล้ว แต่ความจริง ไม่ว่าจะยุคไหนก็ยังมีปัญหานี้อยู่ ทุกวันนี้มีน้องๆ ‘ทรานส์’ หลายสิบคนทักมาหาบุ๊ค เรื่องที่เขาไม่ถูกยอมรับ และ 3 ใน 10 คน มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่ดำดิ่งไปสู่ภาวะสิ้นยินดี เพราะบางความเห็นอาจทำให้คนอีกคนเข้าสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตได้

สิ่งที่บุ๊คได้ฟัง อย่างแรกเลยคือการไม่ถูกยอมรับจากครอบครัว ไม่รู้จะทำยังไงให้ครอบครัวเปิดใจ มันทำให้เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับมุมมองเรื่องเพศในสังคม มันก็ยังไม่ได้เปิดกว้างมากขนาดนั้น มันยังมีสิ่งที่ต้องค่อยๆ สอดแทรก และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้เขาได้เห็นต่อไป ที่สำคัญเด็กๆ เหล่านั้นก็ยังไม่มีตัวช่วยหรือกลุ่มคนที่ช่วยเหลือ บุ๊คเลยพยายามเป็นหนึ่งมือที่ช่วยเหลือเขาเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าเราจะไม่ใช่นักจิตวิทยา แต่เราสามารถเป็นพี่คนหนึ่ง เป็นเพื่อนคนหนึ่ง ที่พร้อมจะรับฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น และอยากเป็นหนึ่งกำลังใจที่อยู่เคียงข้างเขา ในวันหนึ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ให้ติดต่อมาได้เลย หรือว่าเรามีแอปพลิเคชัน Buddy Thai ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของเด็กยุคใหม่ เพราะบางคนมีปัญหาทางใจ อาจไม่ได้ไปหาหมอในทันที เราหาเพื่อนที่คุยเรื่องส่วนตัวได้

และในยุคนี้ที่โซเชียลมีเดีย คือสนามเด็กเล่นของเด็กยุคใหม่ เขาอาจจะเล่นเพื่อมาเจอเพื่อน เจอความสนุกสนาน แต่บางอย่างก็กำลังบ่มเพาะความคิดที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต จนทำให้บางคนอาจจะรู้สึกดีไม่เท่ากับคนอื่น ยิ่งถ้าเด็กๆ ทรานส์เข้าไปอ่านคอมเมนต์เหยียดทรานส์ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะการบูลลี่ในโลกออนไลน์มันง่ายมาก แล้วเด็กคนหนึ่งจะมีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะรับรู้ว่า ความคิดเห็นของคนเรามันต่างกัน หรือมีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะรับรู้ว่าตัวเรามีคุณค่ามากพอกว่าการให้คุณค่ากับคำพูดของคนอื่นขนาดนั้นหรือเปล่า เด็กบางคนจึงตกเข้าไปอยู่ในลูปของคำดูถูกเหยียดหยาม และหยิบสิ่งนั้นมาเป็นบาดแผลที่ฝังใจซ้อนทับถมไปเรื่อยๆ ขนาดผู้ใหญ่เวลาเจอปัญหาทางใจ ยังยากเลยนะ

หรืออย่างประเด็นคำนำหน้า ขนาดเรามีจุดยืน พร้อมจะรับฟังอย่างไม่ตัดสิน เรายังโดนคำพูดหลักพัน หลักหมื่น พร้อมที่จะเหยียบย่ำเรา แต่เรามีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง แต่ลองนึกถึงเด็กหรือคนที่ใจไม่ได้แข็งแรงพอ บางทีเขาอาจรู้สึกว่า การเป็นตัวเองจะต้องลำบากขนาดนี้เลยเหรอ สมมติเขามองตัวเองเป็นผู้หญิง แต่มีคนบอกว่า เธอไม่ใช่ บางทีอาจทำให้รู้สึกว่า แล้วฉันเป็นใคร ฉันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า? เพราะบางความเห็นอาจกำลังลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ บุ๊คไม่อยากให้ตัวตนของใครรู้สึกแปลกแยกไปเลย เพราะการรู้สึกแตกต่างจากสังคมมันทำให้ความสุขในชีวิตหายไป นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราต้องรับฟังกันอย่างมีเหตุผล

เรื่องสุขภาพจิตจึงควรถูกหยิบยกมาพูดตั้งแต่เด็กๆ ไม่ใช่แค่ในครอบครัว แต่รวมถึงสถาบันการศึกษา ที่ต้องมาตรวจเช็กหัวใจ ตรวจเช็กสุขภาพจิต สถาบันครอบครัวต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยแบบที่ปลอดภัยจริงๆ พร้อมที่จะรับฟังว่าเขาเจออะไรบ้าง และทุกครั้งที่เรารับฟัง ก็อย่าเพิ่งตัดสินว่าทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ ต้องทำแบบนี้นะ แต่ให้เขาอธิบาย และคุณครูก็ควรตรวจตราดูว่าสุขภาพจิตของเด็กๆ ตอนนี้เป็นอย่างไร เพราะว่ากันตามตรง ยุคนี้ต่อให้เราสามารถโทร.หากรมสุขภาพจิต หรือมีพื้นที่ให้แชตคุยเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น แต่เด็กบางคนก็อาจไม่มีความกล้านั้น คนรอบข้างจึงมีส่วนสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เขาเข้าสู่การเยียวยาต่อไป

Q: สำหรับคำตอบที่นำไปสู่การมงลง บุ๊คพูดถึงการใช้คำนำหน้า ‘นางสาว’ ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รับได้ แต่ไม่เคยยอมรับได้ทางกฎหมาย ที่ผ่านมาการยังไม่ได้ใช้นางสาวทำให้เราประสบความยากลำบากอย่างไรบ้าง

A: ประเทศไทยรับได้แต่ยังไม่ยอมรับ เราเพิ่งจะมายอมรับความรักที่หลากหลายไม่กี่ปีนี้เอง ทั้งๆ ที่เราถูกมองว่าเป็นประเทศ LGBTQ-friendly มาหลายปีมากๆ นึกถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ มาที่ประเทศไทย แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อปีสองปี และเป็นสเต็ปแรก

และในแง่ของกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เราต้องพบเจอกับความแตกต่างทางความคิดเห็น มันก็เลยทำให้เราต้องยืนหยัดในจุดยืนค่อนข้างชัดเจน ที่ผ่านมาบุ๊คเคยเจอประสบการณ์การดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะถูกปฏิเสธการทำงาน ถูกเลือกปฏิบัติ ไปฝึกงานก็ถูกแยกห้องมาแล้วถูกหัวหน้าพูดว่า ถ้าอยากฝึกงานที่นี่ประมาณ 3 เดือน ผมที่ยาวถึงหน้าอก ต้องตัดเป็นรองทรง พร้อมพูดคำว่า ครับ อันนี้เป็นอย่างแรกที่ต้องเจอในฐานะเด็กคนหนึ่ง

โตขึ้นมายิ่งเห็นเลยว่า การเดินทางไปต่างประเทศ หรือการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะทางการเงินหรืออะไรก็แล้วแต่ เรายังถูกตั้งคำถามว่าคำนำหน้าเป็นนาย แต่ทำไมพูดค่ะ เสียงก็เป็นผู้หญิง ซึ่งการถูกตั้งคำถามกับตัวตนบ่อยๆ ครั้ง มันเหมือนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรามันถูกตั้งคำถามจนเรารู้สึกว่า ความเป็นคนของเรามันแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร

บุ๊คพยายามใช้เสียงของเราบอกให้ทุกคนรู้ว่าหมุดหมายปลายทางของการเปลี่ยนคำนำหน้า ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนที่ได้พริวิเลจเหนือกว่าใคร แต่แค่เป็นคนที่ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข โดยที่ไม่ต้องกลัวว่า เราจะต้องเจอปัญหากับการยืนยันตัวตนอีกกี่ร้อยครั้ง ถูกละเมิดทางร่างกายเมื่อเราติด ตม. ต่างประเทศอีกกี่ครั้ง รวมถึงเราต้องถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงานอีกกี่ครั้ง เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกทลายไป เราคงเหมือนได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นคนที่มีความสุขในทุกวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องตัวตนได้เหมือนกับทุกๆ คน

ต่อให้ประเทศเราโอบกอดความหลากหลายมาประมาณหนึ่ง แต่ในแง่ของกฎหมาย ยังเป็นเรื่องที่ทุกๆ คนในประเทศยังต้องให้ความสนใจเพิ่มเติมมากขึ้น หลายประเทศที่เราอาจจะมองว่าเขาไม่ได้โอบกอดความหลากหลายเท่าไหร่เลย แต่เขายังมอบความคุ้มครองทางกฎหมายให้ทรานส์เลยค่ะ เช่น จีนสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าได้ แต่ขั้นตอนพวกนี้อาจไม่ได้ถูกกำหนดได้ด้วยตัวของเราเอง แต่มันจะเป็นการนำเสนอผ่านนักภาษาศาสตร์ นักสื่อสาร หรือแพทย์ที่มีข้อมูลทางการแพทย์ หรือคนที่มีความรู้เชิงรัฐศาสตร์ การเมือง ซึ่งนั่นคือประเทศที่คนมองว่า conservative แต่เขาก็ยังมีทางออกให้กับปัญหานี้

มันไม่ใช่ว่าวันนี้บุ๊คพูด แล้วพรุ่งนี้กฎหมายออกมาเลย ใช้คำนำหน้าได้เลย คือสมรสเท่าเทียมคนไทยก็สู้กันมาหลัก 10 ปี เรื่องคำนำหน้าเราก็คงยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพื่อค่อยๆ แก้ปัญหาทีละจุดไปเรื่อยๆ

Q: แม้จะมีหลายประเทศที่ใช้คำนำหน้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วไม่มีปัญหาใดๆ ตามมา แต่ดูเหมือนคนไทยบางกลุ่มก็ยังต่อต้านอย่างหนักอยู่ดี มีคำต่อต้านหรือข้อกังวลใดบ้าง ที่บุ๊คอยากจะอธิบายให้เขาเข้าใจมากขึ้น

A: หนึ่ง อาชญากรรม เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปสู่เบสิกเลยว่า สังคมเราใช้ชีวิตภายใต้กฎหมาย ใครทำผิดต้องได้รับโทษ ซึ่งประโยคนี้มันจบแล้ว มันจบในตัวว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร ถ้าคุณทำผิด คุณต้องได้รับโทษ บุ๊คคิดว่า มันไม่ได้เป็นการชี้โพรงให้กระรอกว่า คุณเปลี่ยนมาเป็นนางสาวสิ แล้วคุณจะได้ทำผิดได้ เพราะสุดท้าย ถ้าวันหนึ่งเปลี่ยนขึ้นได้จริงๆ มันคงไม่ใช่ วันนี้จะเป็นนางสาว งั้นฉันเดินเข้าไปเขตเพื่อเปลี่ยนได้เลย ยังไงมันก็ต้องมีกระบวนการทางการแพทย์ อย่างบุ๊ค ตอนจะผ่าตัดแปลงเพศก็ต้องพบจิตแพทย์หลายรอบ ดูเรื่องฮอร์โมน สุขภาพ ร่างกาย ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ทุกคนคิด ถ้าจะมีการหลอกลวงเกิดขึ้น พุ่งเป้าไปที่การกระทำ ที่ตัวบุคคล อย่าพุ่งเป้าไปที่เพศ หรือการเหมารวม

สอง การแพทย์ ในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน จริงๆ ถ้าจะตรวจในเรื่องระดับการเต้นของหัวใจ หรือค่าออกซิเจนในเลือด ทั้งหมดใช้วิธีเดียวกัน แต่ถ้ามีมุมไหนที่ต้องตรวจสอบมากกว่านั้น บุ๊คเชื่อว่ามีวิธีการแก้ไขปัญหา เช่น การเพิ่มข้อมูลเรื่องเพศกำเนิดที่เป็นข้อมูลพื้นฐานลงในชิปของบัตรประชาชน ทุกวันนี้เราพกกันอยู่แล้ว แค่เสียบชิป ก็รู้อยู่แล้วค่ะ ซึ่งถ้าบอกว่าทุกวันนี้เราไม่เห็นได้ใช้ข้อมูลผ่านชิปบนบัตรประชาชนเลย ก็แสดงให้เห็นว่า บางระบบควรถูกพัฒนาเพื่อให้เห็นว่า ความสะดวกเกิดขึ้นได้ เพื่อโอบรับความหลากหลาย

สาม การหวงแหนสิทธิสตรี บุ๊คพยายามเข้าใจมุมนี้ พี่ๆ ผู้หญิงที่บุ๊คสอบถาม ส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น แต่เข้าใจดีว่ามันยังมีคนรู้สึกแบบนั้น สิทธิสตรีเป็นเรื่องที่เรียกร้องกันมาเป็น 100 ปี และยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ยังทำอยู่ต่อไป แต่การที่เราเข้าไปอยู่ในความหมายของคำว่าผู้หญิง มันไม่ได้หมายความว่าเราจะไปลดสิทธิของสตรีให้ลดน้อยลงเลย แต่เราสามารถเป็นอีกหนึ่งเสียงให้กับผู้หญิงที่เขาสามารถได้รับกฎหมายในการคุ้มครองชีวิตของเขา หรือความสะดวกสบายในชีวิตของเขาให้หนักแน่นขึ้นได้ มันยังมีประเด็นหลายเรื่องที่ต่อให้เราไม่ได้มีร่างกายทางชีวภาพที่เป็นผู้หญิง 100% แต่เราก็สามารถเข้าใจในแง่การใช้ชีวิตได้ บุ๊คคิดว่าการมีผู้หญิงที่หลากหลายมากขึ้น สิทธิสตรีจะเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำ อยากให้เปิดใจกันมากยิ่งขึ้นค่ะ

บุ๊คเคยสัมภาษณ์พี่คนหนึ่งที่เขาเคยโดนบอกว่าเหมือนทรานส์มากๆ เขาตอบว่า เขาไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะสำหรับเขา ทรานส์ก็คือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสามารถ มีคุณค่าในการใช้ชีวิต มีลมหายใจเหมือนกับเรา เขาไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องสูญเสียความเป็นหญิงอะไรไป แต่กลับรู้สึกว่า เรามีเพื่อนพลังหญิงที่พร้อมซัพพอร์ตเขามากขึ้นด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ผิดค่ะที่บางคนจะยังอคติ ยังกังวลว่าฉันจะดูเหมือนทรานส์หรือเปล่า หรือดูแปลกหรือเปล่า แต่บุ๊คอยากให้มองว่า ทรานส์ไม่ได้น่ารังเกียจ และลองมองทรานส์เป็นคนกันดูไหมคะ แค่ประโยคนี้ มองเราเป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

บุ๊คเชื่อว่าวันนี้หลายคนคงยังไม่สามารถเข้าใจกันได้ 100% เรายังต้องใช้เวลา และบุ๊คก็พร้อมที่จะใช้เวลาตรงนี้ เข้าใจความกังวลของทุกๆ คนด้วยเช่นกัน

Q: มีความคิดเห็นกับประเด็น Transphobia อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่มีภาพจำว่าพร้อมเปิดรับคนทุกเพศ

A: เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเราก็เคยเจอในชีวิตจริงเหมือนกัน บางคนอาจจะไม่สามารถจริงๆ ที่จะโอบกอดความหลากหลายนี้ แต่บุ๊คมองว่า มันมีวิธีแก้หลายอย่างมาก เช่น ถ้าเราทำงาน เราควรจะสามารถทำงานร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง หรือในสังคม ไม่ชื่นชอบ ก็กดข้าม ไม่ติดตาม แต่มากไปกว่านั้น อยากให้มองเหนือกว่าคำว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ให้มองว่า เขาก็คือคนคนหนึ่งที่ โอเค อาจจะไม่ชอบจริงๆ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำให้เขารู้สึกแย่ หรือคิดว่าเขาไม่ควรค่าแก่การถูกมองเห็นว่าเป็นคน เพราะจากประสบการณ์ที่เจอ บุ๊คเคยถูกมองเหมือนไม่ใช่คนเลยด้วยซ้ำ ซึ่งบางคนอาจมีประสบการณ์ส่วนตัวที่แตกต่างกัน

เราคิดเห็นได้ แต่บางอย่างที่เราคิด ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาทั้งหมด เราอาจไม่จำเป็นต้องสื่อสารว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่เราสามารถแสดงความคิดเห็นโดยที่ไม่ใช้อคติส่วนตัว หรือถ้อยคำลดทอนคุณค่าของคนอื่น การดูถูก บูลลี่ พอพูดแบบนี้อาจจะมีคนมองว่า เยอะอะไรนักหนา แต่เชื่อเถอะ ถ้าวันที่คุณเจอกับตัวเอง มันจะยิ้มไม่ออกจริงๆ

Q: จากประเด็นคำนำหน้า ทำให้เราได้เห็นว่ายังมีคนเหยียดเพศกันอีกมากมาย บางคนมองว่า “ได้คืบจะเอาศอก” หรือ “อยู่ในประเทศไทยก็โชคดีแล้ว” การลดทอนการต่อสู้ให้ทุกคนต้อง “ยอมๆ ไป” มีปัญหาอย่างไรในมุมของบุ๊ค

A: มันสื่อให้เห็นว่าประเทศไทยประนีประนอมมานานมากๆ บางคนบอกว่าฉันโอบกอดความหลากหลายทางเพศแล้วไง ทำไมถึงยังไม่พอ แต่สิทธิที่เรากำลังพูดซ้ำๆ ณ เวลานี้ มันคือการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คือถ้าเราไม่ได้ถูกเลือกปฏิบัติแต่แรก ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตมันยาก ไม่ได้เจอปัญหา มันก็คงไม่มีใครทำชีวิตตัวเองให้ยากขึ้นด้วยการออกมาพูดหรอก เราแค่พูดในสิ่งที่เราเจอ เราแค่อยากเป็นคนอย่างปกติสุขเท่านั้นเองค่ะ

Q: สุดท้ายนี้ มงทิฟฟานี่ได้เติมเต็มหนึ่งความฝันของบุ๊คได้สำเร็จ จริงๆ แล้วมีอะไรที่อยากจะทำอีกบ้างหลังจากนี้

A: อยากเขียนหนังสือของตัวเอง บุ๊คเชื่อว่าเรื่องราวของบุ๊คจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ปลอดภัยให้คนได้หยุดพักมาอ่าน นอกเหนือจากงาน เราชอบเล่นดนตรี อยากเรียนดนตรีเพิ่ม จริงๆ บุ๊คชอบเล่นกีตาร์มาก เคยไปฝึก Fingerstyle Guitar มา อยากฝึกตรงนี้ต่อ บุ๊คเป็นเด็กวงโยฯ ตั้งแต่ประถม และชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ แต่โตมาก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราออกห่างไป มหา’ลัยก็เรียนดนตรีไทย เล่นซออู้นะ ถ้ามีโอกาสก็อยากหยิบความฝันในการเป็นนักดนตรีตรงนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง และถ้าวันหนึ่งได้เป็นนักเล่นกีต้าร์และมีวงของตัวเองก็คงดี ฝันให้ไกลไปให้ถึงค่ะ!

Q: มีอะไรฝากถึงผู้หญิงข้ามเพศคนอื่นๆ บ้าง

A: เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตอย่างเต็มที่กับความฝัน หรือกับงาน บุ๊คไม่อยากให้ทุกคนลืมดูแลสุขภาพจิต เพราะอย่างบุ๊คเอง ตั้งใจว่าเราจะเดินหน้าเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่สิ่งหนึ่งที่บุ๊คจะไม่ลืมเหมือนกัน คือเราไม่ควรจะลืมหัวใจของเราด้วยเช่นกัน บางครั้งตัวกับสมองนำไปแล้ว แต่หัวใจมันอาจจะไม่เคยถูกเยียวยาเลย ฉะนั้นถ้าเหนื่อยก็พักบ้าง ยิ่งตอนนี้โลกออนไลน์มันเต็มไปด้วยข้อความต่างๆ ที่อาจจะใจร้าย ก็พักจากมันบ้าง แล้วไปอยู่ในโลกออฟไลน์ในที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยบ้างก็ได้ค่ะ

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘บุ๊ค ธีรชยา’ Miss Tiffany 2026 ผู้ใช้เวลา 10 กว่าปี กว่าครอบครัวจะยอมรับว่าเป็น ‘ทรานส์’ ใช้เวลา 8 ปี กว่าจะ ‘มง’ และจะใช้เวลาต่อจากนี้เป็น ‘พี่สาวและเพื่อนทางใจ’ ให้กับคนที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวจากการไม่ถูกยอมรับแค่เพราะเป็นตัวเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...