โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รับไว้เป็นคดีพิเศษ “น้ำมันหายกลางทะเล” เร่งสืบหาปลายทาง 60 ล้านลิตร

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569 ส่วนคณะกรรมการ ประกอบด้วยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เจ้ากรมพระธรรมนูญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีก 9 ราย ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้มีวาระสำคัญในกรณีการพิจารณาคดีการกักตุนน้ำมันจากทั่วประเทศ รับไว้เป็นคดีพิเศษ

ภายหลังการประชุมนานเกือบ 2 ชั่วโมง นายปกรณ์ ออกมาแถลงข่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ หลังจากมีรัฐบาลใหม่ และไม่ได้ประชุม 8 เดือนแล้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติในคดีสำคัญเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎกระทรวง สั่งคดีพิเศษเพิ่มเติม 3 คดีตามกฎหมายหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิตอล, กฎหมายว่าด้วยสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งหากคดีที่เข้าข่ายความผิดดังกล่าว หากมีมูลค่าความผิด100 ล้านขึ้นไป จะอยู่ในอำนาจการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

ที่สำคัญในวันนี้ที่ประชุมมีมติให้ความผิดอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรค 1 (2) กรณีการลักลอบการกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน แล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยมีการรับคดีไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว

ขณะที่ พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติในวาระเพื่อพิจารณา 2 เรื่อง เรื่องแรกคือให้ความเห็นชอบการกำหนดลักษณะรายละเอียดในความผิดที่จะเข้าตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ด้วยกฎหมาย 3 ฉบับเพิ่มเติมขึ้นมา ก็คือกฎหมายว่าด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล, กฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือบัญชีม้า และกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายล่วงหน้า

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นมติด้วยคะแนนเสียงที่ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เรื่องดำเนินการคดีกับผู้ค้าน้ำมัน ปรากฎว่าที่ประชุม ก็มีการลงมติและพิจารณากันอย่างรอบด้าน เพื่อให้ครอบคลุมถึงผู้กระทำความผิด ซึ่งที่ประชุมมีมติให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และต้องเกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 รวมทั้งผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม โดยจะต้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรม

พร้อมกำหนดระยะช่วงเวลาที่กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบให้รับเป็นคดีพิเศษ

และหลังจากนี้เมื่อนัดมีมติให้รับกรณีเหล่านี้เป็นคดีพิเศษแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็จะตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งจะดำเนินการไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ยืนยันพร้อมดำเนินการกับทุกคน ทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค

เมื่อถามถึงความชัดเจนว่า รับคดีใดเป็นคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า น้ำมันที่หายกลางทะเล 57 ล้านลิตร และคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เพราะพาณิชย์จังหวัดได้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ เพื่อการสอบสวนแล้วและมีการโอนสำนวนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงจะใช้คดีดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นในการตรวจสอบ ซึ่งความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใดที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษทั้งหมด ส่วนที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบคลังน้ำมันในพื้นที่หลายจังหวัด ทั้ง จ.อ่างทอง จ.สมุทรสาคร จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี จ.ระยอง และ จ.ขอนแก่น เราจะต้องไปตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายลักษณะความผิดที่เกี่ยวข้องกับเป็นผู้น้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 และมีความซับซ้อนก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและประชาชนหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วว่าเกี่ยวข้อง ก็มีโอกาสรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งหลังจากนี้เราจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ มาเป็นพนักงานสอบสวน

ส่วนพฤติการณ์ของเรือน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี เราได้ข้อมูลจาก ศรชล. ที่รายงานมาแล้วบางส่วน พบว่ามีความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือ จาก 99 เที่ยวเรือ ที่ออกจากโรงกลั่น ซึ่งเราตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีทั้งประวิงเวลา ล่าช้า ไม่วิ่งตามเส้นทางปกติ และใน 24 เที่ยวเรือมีน้ำมัน 60 ล้านลิตร ที่ต้องตรวจสอบพบความผิดปกติ ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเป็นน้ำมันที่หายไปทั้งหมดหรือไม่

และใน 24 เที่ยวเรือยังไม่สามารถบอกจำนวนเรือได้ ว่ามีกี่บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือ แต่ไม่ถึง 10 บริษัท ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะต้องไปตรวจสอบเอกสารจากกรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน และ ศรชล. ซึ่งจะต้องนำข้อมูลของแต่ละส่วนมาเทียบเคียงตรวจสอบ รวมถึงต้องตรวจข้อมูลทางกายภาพว่าน้ำมันใน 24 เที่ยวเรือนั้นไปอยู่ที่ไหน.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...