โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บ้านใหญ่ VS บ้านใหม่ (3)

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทวี สุรฤทธิกุล

นักการเมืองรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “บ้านใหม่” คงต้อง “ประนีประนอมอำนาจ” กับนักการเมืองรุ่นเก่าที่เรียกว่า “บ้านใหญ่” เพื่อให้ประเทศไทยมีบ้านใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ที่สำคัญมีความสงบสุขได้ในที่สุด

การประนีประนอมอำนาจ (Power Compromising) น่าจะเป็นศัพท์ใหม่(เพราะในสมัยที่ผู้เขียนเรียนวิชารัฐศาสตร์เมื่อสมัยก่อนยังไม่มีคำนี้)ที่เข้ามาแทนที่คำว่า “การประสานประโยชน์” (Coordinate Benefits) อันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่นักรัฐศาสตร์มองว่าในระบอบนี้สังคมจะต้องมีกลุ่มที่หลากหลาย ที่เรียกว่าสังคมพหุนิยม (Pluralistic Society) มาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่าง ๆ ด้วยกัน ในลักษณะที่ต้องมีการพูดคุยหรือตกลงกัน นั่นคือทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract) อันเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17

ตอนที่ผู้เขียนเรียนทฤษฎีเมื่อกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ท่านอาจารย์ผู้สอนท่านบอกว่าที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยได้ยากก็เพราะเราขาดลักษณะสังคมแบบพหุนิยม ที่กลุ่มต่าง ๆ จะมีอำนาจทัดเทียมกัน แต่สังคมไทยเป็นสังคมแบบ “แท่งอำนาจ” หรือ “ปีรามิดยอดแหลม” ข้างบนสุดเป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ คือ “ผู้ครอบครองอำนาจ” คือพวกชนชั้นปกครอง ได้แก่ ข้าราชการชั้นสูง นายทุน และผู้มีอิทธิพล (น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “อำมาตย์” ในสมัยใหม่นี้) ตรงกลาง “ผู้รองรับอำนาจ” คือกลุ่มที่ต้องรับใช้ผู้มีอำนาจ ได้แก่ ข้าราชการ และชนชั้นกลาง (หมายถึงผู้มีรายได้พออยู่พอกินหรือมีงานประจำ) และล่างสุดคือ “ผู้อยู่ใต้อำนาจ” คือประชาชนในระดับล่าง คือเกษตรกร กรรมกร ผู้ไม่มีรายได้ประจำ และคนยากจน

ในสมัยนั้นพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ใช้ลักษณะแบบนี้ของสังคมไทย มาเรียกร้องให้ผู้คนในระดับล่างนั้น “ปลดแอก” จากผู้มีอำนาจในระบอบเดิม แต่หลังจากที่พยายามต่อสู้มาเกือบ 30 ปี ก็ต้องพ่ายแพ้ ซึ่งกูรูการเมืองในสมัยนั้นคือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่าคอมมิวนิสต์นั้นแพ้ “ศักดินาไทย” ที่ไม่ใช่ศักดินาแบบที่ชนชั้นปกครองเอารัดเอาเปรียบผู้ใต้ปกครอง แต่เป็นแบบ “แบ่งปัน” คือชนชั้นศักดินานั้นเองที่คอยหล่อเลี้ยงและช่วยเหลือประชาชนคนชั้นล่าง เช่น เรามีรัฐประหารที่ทหารอ้างว่าทำเพื่อประชาชน หรือในเวลาที่มีเลือกตั้ง นักเลือกตั้งก็แจกจ่ายผลประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับประชาชน ตั้งแต่การซื้อเสียงในระหว่างการเลือกตั้ง จนถึงการใช้นโยบายประชานิยม “ลด แลก แจก แถม” ภายหลังการเลือกตั้ง

อีกสาเหตุหนึ่งในความพ่ายแพ้ของคอมมิวนิสต์ก็คือ คอมมิวนิสต์นั้นคิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า “ไม่มีผิดไม่มีบาป” คือทรงคุณูปการณ์แก่คนไทยและสังคมไทยเป็นล้นพ้น โดยเฉพาะในหลวงร.9 นั้น ทรงเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศ อันเป็นจุดอ่อนที่คอมมิวนิสต์มุ่งโจมตีว่าชนชั้นนำของไทยได้แต่เอาเปรียบ “กดขี่และขูดรีด” แต่เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงออกนำด้วยพระองค์เอง แล้วข้าราชการไม่ว่าในยุคที่ผู้ปกครองเป็นทหารหรือนักเลือกตั้ง ก็ต้อง “โดยเสด็จตามพระราชประสงค์” ซึ่งพระมหากษัตริย์นั้นเองที่ทำให้ข้าราชการกับประชาชนใกล้ชิดกันและรักกันในที่สุด กระทั่งคอมมิวนิสต์ก็ไม่สามารถชวนเชื่อให้ประชาชนนั้นเกลียดชังข้าราชการได้ แม้แต่แกนนำคอมวิมนิสต์หลายคนก็ต้องยอมกลับตัวกลับใจเข้ามาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” หรือโดยเสด็จตามพระราชประสงค์(ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรักและสามัคคีกันและมาร่วมพัฒนาประเทศด้วยไปกัน)ด้วยในที่สุด

แนวพระราชาโชบายแบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการ “การประนีประนอมอำนาจ” ได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เคยพูดถึงการเมืองในยุคที่มีการประนีประนอมอำนาจกับคอมมิวนิสต์นี้ว่า ตอนนั้นรัฐบาลหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 มีนโยบายที่แข็งกร้าวกับคอมมิวนิสต์ ทำให้มีคนหนีเข้าไปอยู่ป่าและร่วมต่อสู่กับรัฐไทยมากขึ้น พอมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2522 ก็มีแนวคิดในฝ่ายทหารที่จะเปลี่ยนแนวทางในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ โดยได้มีความพยายามผลักดันพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (สมัยนั้นสื่อมวลชนใช้คำเรียกว่า “ข้อมูลใหม่”) ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ใน พ.ศ. 2523 และในกลางปีนั้นก็ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ที่เป็นแนวปฏิบัติเพื่อการประนีประนอมอำนาจกับคอมมิวนิสต์นั้น จากนั้นพวกคอมมิวนิสต์ก็ทยอยออกมามอบตัว ที่ทางรัฐบาลให้ใช้คำว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” แทนคำว่า “ผู้มอบตัว” แล้วอีก 2 ปีต่อมา (พ.ศ. 2525) คอมมิวนิสต์ก็หมดไปจากป่าเมืองไทย (แต่จะออกมาอยู่ในเมือง ในกลุ่มองค์กร หรือในพรรคการเมืองใด ก็คงต้องติดตามกันต่อไป)

ตอนนั้นผู้เขียนทำงานเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ยังได้เห็นอดีตผู้นำนิสิตนักศึกษาที่หนีเข้าป่าไปหลายคนแวะเวียนมาพูดคุยกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้านสวนพลู บางคนได้พูดออกมาว่าที่พวกเขา(คอมมิวนิสต์กลับใจ)รอดตายกันในครั้งนี้ก็ด้วยนโยบาย 66/2523 โดยแท้ แต่ถ้าผู้เขียนหูไม่ฝาดก็ได้ยินบางคนพูดว่า “เป็นด้วยพระเมตตาอันสุดประเสริฐ”

ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายไว้ในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องที่ ปปช.ฟ้องนักการเมืองของพรรคประชาชน จำนวน 44 คน ไว้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล โดยไม่ได้ให้มีการยุติการปฏิบัติงานของผู้เป็น ส.ส.อยู่นั้น ผู้เขียนมองว่าน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีในระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่ได้มีการยึดแนวคิด “การประนีประนอมอำนาจ” ที่เป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย มาใช้ในการการดำเนินการทางการเมืองในเวลานี้

ตั้งแต่ยุคที่ คสช.โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “ครองเมือง” หลังรัฐประหาร 2557 หลายคนมองว่าประเทศไทยได้อยู่ในยุค “นิติสงคราม” โดยเฉพาะในความคิดของคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นที่คนในพรรคอนาคตใหม่ ที่ต่อมาเป็นพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน ล้วนแต่มีความเชื่ออย่างฝังใจว่า ชนชั้นปกครองของไทยต้องการที่กำจักพรรคการเมืองของพวกเขาให้ “สิ้นซาก” หรือหมดอำนาจไม่จากการเมืองไทย โดยการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ และมีความเชื่อกันถึงขนาดที่ว่า การที่พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นสู่อำนาจนี้ ก็เพราะพรรคภูมิใจไทยได้ “สมรู้ร่วมคิด” กับกลุ่มอำนาจเก่า ในอันที่จะช่วยกำจัดพรรคของพวกเขาให้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

ผู้เขียนขอบอกว่าถ้าคนในพรรคประชาชนยังมีแนวคิดแบบนั้น ก็เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดเอามาก ๆ สิ่งที่พรรคประชาชนและคนที่นิยมพรรคการเมืองนี้ต้องทำก็คือ ปรับแนวความคิดเสียใหม่ โดยเฉพาะอยากจะให้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่ยึดหลักการประนีประนอมอำนาจดังกล่าว ที่สำคัญการปฏิรูปทางการเมืองก็ไม่ใช่การทำลายสถาบันเก่า ๆ แต่ต้องทำด้วยการ “ร่วมประโยชน์” ระหว่างกัน เพราะพวกเราทั้ง “คนเก่า - คนใหม่” ก็ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนาน

สรรพสิ่งในธรรมชาติยังต้องปรับตัวอยู่เรื่อย ๆ หรือค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป การเมืองที่เป็นชีวิตส่วนหนึ่งของมนุษย์ก็ต้องปรับตัวให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...