COTTO ฝ่าตลาดวัสดุก่อสร้างชะลอ เดินเกมนวัตกรรม–รุกรีเทล ดันกำไรโตต่อเนื่อง
ตลาดวัสดุก่อสร้างไทยยังหดตัวราว 10% กดดันยอดขาย COTTO ติดลบเล็กน้อย แต่ยังรักษากำไรแข็งแกร่ง เดินหน้าขยายสินค้า–ช่องทางขาย พร้อมดัน SPC และสุขภัณฑ์อัตโนมัติราคาจับต้องได้ รับเทรนด์ปรับปรุงบ้านและความต้องการยุคใหม่
นายทนงชัย อัศวินชัยโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างในประเทศปีนี้ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องประมาณ 10% จากผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบระบบโลจิสติกส์ รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการใหม่
แนวโน้มตลาดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หลังจากฟื้นตัวสูงสุดในปี 2565 ภายหลังโควิด ก่อนจะค่อย ๆ ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง
แม้ยอดขายรวมปีนี้ของ COTTO จะติดลบเล็กน้อย แต่บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากการบริหารต้นทุนอย่างเข้มข้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มในโรงงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต และการปรับพอร์ตสินค้าให้เหมาะสม โดยไม่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านช่องทางจำหน่าย บริษัทกระจายผ่าน 3 กลุ่มหลักในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ได้แก่ ช่องทางโครงการ ช่องทางดีลเลอร์ และช่องทางรีเทลของบริษัทเอง โดยปัจจุบันมีโชว์รูม COTTO LiFE โชว์รูมที่รวบรวมโซลูชันสำหรับห้องน้ำครบครัน จำนวน 5 แห่งทั่วประเทศ เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน และร้าน “คลังเซรามิก” มากกว่า 100 แห่ง สำหรับตลาดระดับกลาง พร้อมเร่งปรับภาพลักษณ์โชว์รูมให้สะท้อนว่าแบรนด์มีสินค้ามากกว่ากระเบื้องและสุขภัณฑ์
หนึ่งในสินค้าที่โดดเด่นคือพื้น SPC (Stone Plastic Composite) ที่เติบโตสองหลักต่อเนื่องเป็นปีที่สอง จากคุณสมบัติเด่นด้านการทนน้ำและใช้งานได้หลากหลายพื้นที่ในบ้าน ปัจจุบันแม้ SPC จะมีสัดส่วนต่ำกว่า 10% ของตลาดปูพื้น แต่มีแนวโน้มเติบโตสูง บริษัทจึงลงทุนตั้งโรงงานผลิตเอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและบริหารซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายตลาดสุขภัณฑ์อัตโนมัติสู่กลุ่มราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่มีราคาเริ่มต้น 70,000-80,000 บาท ปัจจุบันมีสินค้าระดับต่ำกว่า 10,000 บาทในซีรีส์ KLIRR และเตรียมเปิดตัว SENSIS รุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Kick Sensor สั่งงานแบบไร้สัมผัส
นอกจากนี้ยังเปิดตัว "SILN Series" อ่างล้างหน้าดีไซน์ซ่อนระบบระบายน้ำ ซึ่งสะท้อนกลยุทธ์การยกระดับสินค้าไป สู่ Smart Living และ Well-being มากขึ้น รวมถึงพัฒนาสินค้าระดับกลางราคาประมาณ 30,000 บาท ที่ยังคงฟังก์ชันและดีไซน์ใกล้เคียงระดับพรีเมียม
ในปี 2569 บริษัทเร่งขยายพอร์ตสินค้า “COTTO THE SURFACE” ครอบคลุมวัสดุปิดผิวครบ 10 ประเภท ได้แก่ Tile, Vinyl Tile (SPC), Wood, Clay Decor, Stone Décor, Worktop, Mosaic, Grout, Door & Window และ Bathroom Furniture เพื่อตอบโจทย์งานออกแบบที่ต้องการความต่อเนื่องของวัสดุทั้งพื้นที่ โดยเฉพาะ Worktop จากกระเบื้องแผ่นใหญ่ที่มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำกว่าหินธรรมชาติ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
นายทนงชัย กล่าวว่าปัจจุบัน COTTO ครองตำแหน่งผู้นำตลาดกระเบื้องเซรามิกและสุขภัณฑ์ในประเทศไทย โดยมีการแข่งขันใกล้เคียงกับผู้เล่นรายใหญ่อันดับสอง ขณะเดียวกันยังคงเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าจากจีนอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงเน้นกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและดีไซน์ ควบคู่กับการควบคุมการผลิตครบวงจรจากฐานการผลิตที่สระบุรี
ในของธุรกิจต่างประเทศ บริษัทมีโรงงานในประเทศเวียดนามจำนวน 5 แห่ง และส่งออกสินค้าไปยังหลายสิบประเทศทั่วโลก โดยมองว่าเวียดนามยังมีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว จึงอยู่ระหว่างการยกระดับการผลิตจากสินค้าระดับล่างสู่ระดับบน เพื่อรองรับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น
สำหรับตลาดในประเทศไทย บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดปรับปรุงที่อยู่อาศัย (Renovation) มากขึ้น เพื่อรองรับแนวโน้มบ้านสร้างใหม่ที่มีจำนวนลดลงในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาบุคลากรผ่านศูนย์ Technical Center เพื่อยกระดับมาตรฐานช่างติดตั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพงานและความพึงพอใจของลูกค้า
พร้อมกันนี้บริษัทยังให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยการเติบโตในปัจจุบันต้องควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งต่อผู้บริโภค อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม
โดยตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2050 พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมหลายรายการ และรางวัลด้านการออกแบบในระดับสากล
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : COTTO ฝ่าตลาดวัสดุก่อสร้างชะลอ เดินเกมนวัตกรรม–รุกรีเทล ดันกำไรโตต่อเนื่อง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th