โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตน้ำมันเขย่าเหล็กไทย ต้นทุนพุ่งขนส่งแพง-เหล็กจีนทุบซ้ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
นาวา จันทนสุรคน

อุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากวิกฤตตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานโลกผันผวน ส่งสัญญาณต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง ขณะที่ โรงงานใช้นํ้ามันเตาก็ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม เสี่ยงดันต้นทุนผลิตเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ค่าขนส่งจ่อขยับทันที หากรัฐยุติตรึงราคาดีเซลซํ้าเติมด้วยความไม่แน่นอนเส้นทางเดินเรือ กระทบโลจิสติกส์และต้นทุนรวม

ด้านเหล็กจีนยังทะลักเข้าอาเซียน หลังถูกกีดกันจากสหรัฐ-ยุโรป ผู้ผลิตไทยแบกรับต้นทุนเพิ่ม แต่ติดข้อจำกัดสินค้าควบคุม ปรับราคายากหวั่นอุตสาหกรรมชะงักซ้ำช่วงฟื้นตัว เร่งรัฐใช้มาตรการพลังงานการค้า ดูดซับแรงกระแทกระยะสั้น

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI และในฐานะรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ถึงทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กในตอนนี้

ต้นทุนพลังงานกระทบรง.เหล็ก

อุตสาหกรรมเหล็กบางประเภทโดยเฉพาะโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิต ตัวอย่างเช่น บางโรงงานใช้น้ำมันเตาปริมาณเกือบ 4 ล้านลิตร ดังนั้นหากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงก็ย่อมกระทบต่อต้นทุนผลิตทันที สุดท้ายจะเชื่อมโยงไปถึงราคาขายเหล็กให้กับผู้ใช้ปลายทาง โดยเฉพาะเหล็กที่ใช้ในภาคก่อสร้างและโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าต้นทุนกำลังจะขึ้นแล้ว

ล่าสุดผู้ขายน้ำมันเตาแจ้งแล้วว่าราคาจะปรับขึ้นแน่นอน เพียงแต่จะขึ้นมาก-น้อยแค่ไหนยังต้องรอดูตามต้นทุนจริง เพราะสินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุมภายใต้รายการของกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตามใจ ต้องแสดงโครงสร้างต้นทุนอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงขอปรับราคา

ค่าขนส่งขึ้นเหล็กก็ต้องขึ้นราคา

ถ้าราคาน้ำมันขยับขึ้นมากหากคิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัมก็อาจเพิ่มเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัมได้ เพราะเดิมราคาน้ำมันเตาอยู่เพียงราว 7 บาทเศษต่อลิตร แต่หากขึ้นไปถึง 24-25 บาทต่อลิตรเท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ผลกระทบถือว่าหนักมากสำหรับผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้ได้รับสัญญาณว่าจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพราะการซื้อขายจะอิงเป็นรายเดือน

ตอนนี้ผู้ประกอบการยังรอดูว่าราคาจะออกมาเท่าไร ซึ่งถือเป็นต้นทุนใหม่ที่จะเริ่มกดดันภาคการผลิตอย่างจริงจัง ขณะนี้ยังไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะต้นทุนเดิมของเดือนมีนาคมยังพอรับได้ แต่หากภาครัฐมีการปรับนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือราคาดีเซล ก็จะไปกระทบค่าขนส่งทันที ตั้งแต่การขนจากโรงงานไปยังผู้ค้า และจากผู้ค้าไปยังผู้บริโภค ส่วนต้นทุนการผลิตจากพลังงานก็จะทยอยตามมา

กลุ่มก่อสร้างโดนผลกระทบเต็ม ๆ

เมื่อราคาเหล็กมีการขึ้นราคากลุ่มที่ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น เสาเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กเส้น ล้วนมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันคล้ายกันทั้งหมด เพราะเมื่อค่าพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต้นทุนก็จะเพิ่มทั้งระบบ โดยสต๊อกเดิมเชื่อว่าโรงงานส่วนใหญ่น่าจะยังมีวัตถุดิบและต้นทุนเดิมพอถึงสิ้นเดือนมีนาคม แต่ต้นทุนใหม่ที่รวมผลจากพลังงานน่าจะเริ่มเห็นชัดในเดือนเมษายนเป็นต้นไป

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละโรงงานใช้เชื้อเพลิงต่างกัน บางแห่งใช้น้ำมันเตา บางแห่งใช้ก๊าซ มองผลกระทบระยะสั้นที่สุดในตอนนี้คือ เรื่องค่าขนส่ง หากรัฐยุติการตรึงราคาดีเซลเมื่อใดก็จะกระทบพร้อมกันหมด แต่ในเชิงการผลิตต้นทุนพลังงานจะเริ่มสะท้อนหนักขึ้นในเดือนเมษายน

ดังนั้นภาครัฐไม่ควรให้ขึ้นค่าพลังงานรวดเดียว เพราะหากต้นทุนพลังงานพุ่ง 3 เท่าจะกลายเป็นภาระหนักต่อประชาชนทันที ผู้บริโภคจะช็อกได้ เนื่องจากรายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตามต้นทุน จึงอยากให้ภาครัฐช่วยดูดซับแรงกระแทกในช่วงแรก แล้วค่อย ๆ ปรับขึ้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีเวลาปรับตัว แม้สุดท้ายแล้วราคาจะต้องกลับเข้าสู่กลไกตลาดแต่ควรมีช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม

เม.ย.หยุดยาวงานชะลอตัว

ยังคุมได้อยู่ในระดับหนึ่ง ถ้ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันมากไปกว่านี้ ระบบขนส่งยังเดินได้ตามปกติ โรงงานยังมีความพร้อมส่งมอบสินค้า เพียงแต่หากต้นทุนเชื้อเพลิงขยับขึ้นเมื่อใดต้นทุนขนส่งก็จะเปลี่ยนทันที

ช่วงนี้ทุกฝ่ายค่อนข้างระมัดระวังการใช้จ่ายอยู่แล้ว ทั้งพนักงาน คู่ค้า และผู้ประกอบการ หลายคนยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นบรรยากาศการบริโภคจึงไม่คึกคัก อีกทั้งเดือนเมษายนมักเป็นช่วงที่การบริโภคเหล็กลดลงอยู่แล้ว เพราะวันทำงานน้อย คนจับจ่ายน้อยลง และงานก่อสร้างจำนวนมากก็ชะลอตัวในช่วงวันหยุดยาว ช่างก่อสร้างก็หยุดงาน ทำให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างลดลงตามฤดูกาล

“เดิมทีแนวโน้มช่วงปลายปีที่แล้วเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะจากการเร่งลงทุนของภาครัฐในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้วัสดุก่อสร้างและแรงงานก่อสร้างฟื้นตัวดีกว่าที่คาด แต่เมื่อมาเจอแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและค่าน้ำมันภาวะที่กำลังจะฟื้นก็อาจกลับมาชะงักได้อีกครั้ง”

ยันไม่มีกักตุน-ไม่มั่วขึ้นราคา

เหล็กยังเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันและภาคเศรษฐกิจ ทุกคนยังต้องใช้ เพียงแต่อาจใช้ให้น้อยลงหรือใช้อย่างประหยัดขึ้น แต่จะให้ตัดเลยคงไม่ได้ ในฝั่งผู้ผลิตเอง ภายใต้ 10 สมาคมเหล็ก มีความเข้าใจร่วมกันชัดเจนว่าจะไม่มีการกักตุนสินค้า และจะไม่มีการขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง

หากมีผู้ประกอบการรายใดพยายามขึ้นราคาเกินสมควรกรมการค้าภายในก็สามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก เพราะผู้ผลิตต้องแสดงหลักฐานต้นทุน เช่น ใบแจ้งราคาน้ำมัน หรือโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงจริง ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กก็แจ้งโครงสร้างราคาต่อภาครัฐเป็นประจำอยู่แล้ว

วอนรัฐสกัดเหล็กจีนทุ่มตลาด

เรื่องแรกคือ ความปลอดภัยและประโยชน์ของผู้บริโภค เพราะการปล่อยให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาแข่งขันในตลาดเป็นเวลานาน ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลเสียโดยตรง ตัวอย่างเช่น เหล็กเคลือบบางประเภทที่ควรมีอายุการใช้งานได้ยาวนานหลายปี แต่ในความเป็นจริงกลับเสื่อมสภาพเร็ว สนิมขึ้นในเวลาไม่นาน จึงอยากให้ภาครัฐเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เทียบเคียงมาตรฐานสากล และทำให้การแข่งขันเป็นธรรม เพราะผู้ผลิตไทยที่ทำสินค้าคุณภาพดี ใช้วัสดุเคลือบหนา ต้นทุนย่อมสูงกว่า หากปล่อยให้สินค้าราคาถูกแต่คุณภาพต่ำเข้ามาแข่งขัน ผู้บริโภคอาจตัดสินใจจากราคาโดยไม่รู้ถึงความต่างของคุณภาพ สุดท้ายคนไทยไม่ได้ประโยชน์ เศรษฐกิจในประเทศก็ไม่หมุนเวียนอย่างที่ควรจะเป็น

“เหล็กจากจีนยังน่ากังวลมาก แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะเร่งใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงภาษีและมาตรการทางการค้าเข้มข้นขึ้น ทำให้การนำเข้าโตในอัตราที่ชะลอลง แต่ปัญหาหลักคือเหล็กจีนยังมีปริมาณมหาศาล และหลังจากสหรัฐกับยุโรปใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าอย่างเข้มข้นต่อเนื่องหลายปี เหล็กจีนจำนวนมากก็หันมาระบายในตลาดอาเซียนและตะวันออกกลางมากขึ้น ยิ่งหากตลาดตะวันออกกลางมีปัญหาก็มีความเสี่ยงที่สินค้าเหล็กจีนจะไหลเข้ามาในอาเซียนมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นไทยจำเป็นต้องให้กรมการค้าต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการไต่สวนและใช้มาตรการทางการค้าให้ทันสถานการณ์”

ส่วนการส่งเสริมการลงทุนควรมุ่งไปที่อุตสาหกรรมหรือประเภทเหล็กที่ประเทศไทยยังไม่มีกำลังการผลิตเพียงพอ หากเป็นสินค้าที่ไทยมีกำลังการผลิตล้นอยู่แล้วไม่ควรส่งเสริมเพิ่ม เพราะจะยิ่งซ้ำเติมโรงงานไทยเดิม และเปิดทางให้ทุนต่างชาติเข้ามาแข่งในตลาดที่อิ่มตัว จนผู้ประกอบการไทยอยู่ไม่ได้ ภาคอุตสาหกรรมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเหล็กเท่านั้น แต่ควรใช้เป็นบทเรียนกับหลายอุตสาหกรรม ว่าก่อนจะส่งเสริมการลงทุนเพิ่มต้องดูสภาพการแข่งขันและความเปราะบางของผู้ประกอบการเดิมในประเทศด้วย ไม่เช่นนั้นสุดท้ายโรงงานไทยจะทยอยปิดตัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตน้ำมันเขย่าเหล็กไทย ต้นทุนพุ่งขนส่งแพง-เหล็กจีนทุบซ้ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...