โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำมันแพง ใครกระทบน้อยสุด เปิดกลุ่มอาชีพ-ธุรกิจแผลเบา

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด 5 เมษายน 2569 หลังดีเซล B7 ขยับเป็น 50.54 บาทต่อลิตร วิเคราะห์ว่าใครได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แยกตามชนิดเชื้อเพลิง รายได้ ครัวเรือน ธุรกิจ และอาชีพที่พึ่งพาน้ำมันน้อย

เช้าวันที่ 5 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันในไทยยังอยู่ในระดับสูง โดยราคาขายปลีกที่ถูกรายงานในหลายสถานีบริการสะท้อนภาพเดียวกันคือ ดีเซลแตะ 50.54 บาทต่อลิตรแล้ว ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่แถว 43.95 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ที่ 43.58 บาทต่อลิตร E20 ที่ 38.95 บาทต่อลิตร และเบนซิน 95 ที่ราว 52.54 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มพรีเมียมสูงกว่านั้นอีก ทำให้คำถามว่า “ใครเจ็บน้อยสุด” กลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นในภาวะค่าครองชีพตึงตัวแบบนี้

แรงกดดันรอบล่าสุดมาจากมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อ 4 เมษายน 2569 ที่ลดการชดเชยน้ำมันดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จาก 20.71 บาท เหลือ 18.10 บาทต่อลิตร และลดการชดเชย B20 ลงเหลือ 19.61 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาดีเซล B7 ปรับขึ้น 2.80 บาทต่อลิตร จาก 47.74 บาท เป็น 50.54 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 5 เมษายนเป็นต้นไป พร้อมกับเป้าหมายลดเงินไหลออกของกองทุนจาก 1,708.75 ล้านบาทต่อวัน เหลือ 1,496.72 ล้านบาทต่อวัน

เมื่อถามว่าใครได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ต้องแยกดู 2 ชั้นให้ชัด ชั้นแรกคือ “คนเติมเชื้อเพลิงอะไร” และชั้นที่สองคือ “ทำมาหากินแบบไหน” เพราะผู้ที่จ่ายแพงที่ปั๊ม ไม่ได้แปลว่าจะเจ็บสุดเสมอไป ขณะเดียวกันคนที่เติมไม่มาก ก็อาจยังโดนของแพงผ่านค่าขนส่งและราคาสินค้าอยู่ดี นี่จึงเป็นเรื่องของทั้งถังน้ำมัน รายได้ และอำนาจในการผลักต้นทุนพร้อมกัน

ถ้ามองเฉพาะ “หน้าปั๊ม” ในวันที่ 5 เมษายน 2569 กลุ่มที่จ่ายต่อหน่วยต่ำสุดในตลาดทั่วไปไม่ใช่ดีเซลแล้ว เพราะ E20 และ E85 ยังมีราคาต่อลิตรต่ำกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่ดีเซลทะลุ 50 บาทไปแล้ว

แต่ถ้ามองในเชิง “การกันกระแทกจากภาครัฐ” กลุ่มที่ถูกพยุงมากที่สุดยังคงเป็นผู้ใช้น้ำมันดีเซล เนื่องจากดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ รัฐจึงใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยต่อเนื่อง และเมื่อปรับลดการชดเชยลงเพียง 2.61 บาทต่อลิตร ราคาก็เด้งขึ้นทันที 2.80 บาทต่อลิตร ภาพนี้บอกชัดว่าในช่วงก่อนหน้านี้ดีเซลถูกกดไว้ต่ำกว่าที่ตลาดจะสะท้อนจริงอยู่พอสมควร ดังนั้นถ้าถามว่า “ใครเคยโดนน้อยสุดในเชิงนโยบาย” คำตอบยังคงเป็นผู้ใช้ดีเซล แต่ถ้าถามว่า “วันนี้ใครจ่ายถูกสุดที่ปั๊ม” คำตอบไม่ใช่ดีเซลแล้ว

ในมุมธุรกิจ ภาคที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำมันแพงคือธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง เช่น ขนส่ง ร้านอาหาร สายการบิน รวมถึงภาคผลิตที่ต้องรับทั้งต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุชัดว่าแรงกระแทกแรกตกกับภาคบริการและภาคผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้น ทำให้ต้นทุนของธุรกิจกลุ่มนี้ขยับขึ้นโดยตรงและเร็วที่สุด

เมื่อกลับด้านจากข้อมูลนี้ กลุ่มที่กระทบน้อยกว่าจึงเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลัก เช่น งานบริการฐานความรู้ งานดิจิทัล ซอฟต์แวร์ คอนเทนต์ งานที่ปรึกษา การตลาดออนไลน์ งานเอกสาร และงานที่ทำงานจากบ้านได้ เพราะต้นทุนหลักของธุรกิจเหล่านี้คือคน เทคโนโลยี และค่าเช่า มากกว่าค่าน้ำมัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงมักมาในรูปกำลังซื้อของลูกค้าชะลอลง มากกว่าการโดนต้นทุนเชื้อเพลิงเล่นงานตรง ๆ ข้อสรุปนี้เป็นการอนุมานจากโครงสร้างธุรกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่าภาคที่ใช้พลังงานสูงจะได้รับแรงกดดันก่อนและแรงกว่า

อีกกลุ่มที่แผลบางกว่าคือธุรกิจที่ “ผลักต้นทุนได้” เช่น สินค้าอาหารบางประเภท บริการเฉพาะทาง หรือผู้ประกอบการที่มีอำนาจตั้งราคา หากต้นทุนขยับก็ยังมีพื้นที่ปรับราคาสินค้าและบริการตามได้ ต่างจากแรงงานเงินเดือน ผู้รับจ้างรายวัน หรือผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยที่ต้องรับต้นทุนเพิ่มแทบเต็ม ๆ โดยไม่สามารถขึ้นราคาตามได้ทันที

ในระดับครัวเรือน กลุ่มที่กระทบน้อยสุดมักเป็นครัวเรือนรายได้สูงที่มีทางเลือกมากกว่า เพราะสถาบันวิจัย EIC ของ SCB ระบุว่าการอุดหนุนพลังงานแบบหน้ากระดานก่อความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย นัยของข้อมูลนี้คือครัวเรือนรายได้สูงมีทั้งกำลังซื้อและทางเลือกในการปรับตัวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเวลาเดินทาง ใช้รถคันที่ประหยัดกว่า หรือขยับไปใช้ EV และระบบขนส่งทางเลือกได้ง่ายกว่า

สำหรับผู้ใช้รถ EV ต้นทุนต่อกิโลเมตรยังต่ำกว่ารถน้ำมันชัดเจน แม้ในภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่ง โดยข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า EV ที่ชาร์จไฟบ้านช่วงค่าไฟต่ำมีต้นทุนราว 0.49 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่ชาร์จสถานีสาธารณะอยู่ราว 1.25-1.58 บาทต่อกิโลเมตร ส่วนรถใช้น้ำมันอยู่ราว 2.40-2.74 บาทต่อกิโลเมตรตามชนิดเชื้อเพลิง จึงไม่แปลกที่คนมี EV หรือเข้าถึงทางเลือกนี้ได้ จะรับแรงกระแทกจากน้ำมันแพงน้อยกว่าคนที่ต้องขับรถน้ำมันทุกวัน

ส่วนคนที่ไม่มีรถส่วนตัวและใช้ขนส่งสาธารณะเป็นหลัก แม้ยังได้รับผลจากราคาสินค้าแพงขึ้นอยู่ดี แต่ในแง่ “แรงกระแทกตรงจากการเติมน้ำมัน” กลุ่มนี้บางกว่าคนที่ต้องขับรถไปกลับทุกวัน เพราะไม่ได้รับภาระที่หัวจ่ายน้ำมันโดยตรง อย่างไรก็ดี หากราคาดีเซลสูงอยู่นาน ผลกระทบก็จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังค่าโดยสาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในที่สุด

หากเจาะลงไปที่คำถามว่า “อาชีพไหนกระทบน้อยสุด” คำตอบจะอยู่ในกลุ่มอาชีพที่ใช้สมอง ใช้ทักษะ และใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่าน้ำมัน เช่น โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ นักการตลาดออนไลน์ ครีเอเตอร์ นักเขียน นักบัญชี ที่ปรึกษา ครูติวเตอร์ออนไลน์ และงานออฟฟิศที่ไม่ต้องเดินทางภาคสนามบ่อย กลุ่มนี้ยังเจอค่าครองชีพสูงขึ้นเหมือนคนอื่น แต่ไม่ได้โดนต้นทุนเชื้อเพลิงเล่นงานตรงทุกวันเหมือนคนขับรถรับจ้าง ไรเดอร์ รถบรรทุก รถทัวร์ ประมง หรืออาชีพที่ต้องใช้เครื่องจักรและการขนส่งเข้มข้น

ดังนั้น คำตอบที่แม่นที่สุดคือ ถ้าดูจาก “ราคาที่จ่ายวันนี้” กลุ่มเติม E20 และ E85 ยังเจ็บเบากว่าดีเซลและเบนซิน แต่ถ้าดูจาก “แรงกันกระแทกจากภาครัฐ” ผู้ใช้ดีเซลยังเป็นกลุ่มที่ถูกช่วยมากที่สุด ส่วนถ้าดูจาก “รายได้และอาชีพ” คนที่เจ็บน้อยสุดคือผู้มีรายได้สูง คนที่มีทางเลือกการเดินทาง และอาชีพที่ไม่ได้พึ่งน้ำมันเป็นต้นทุนหลัก ขณะที่กลุ่มเปราะบางที่สุดยังเป็นคนทำงานที่ต้องขับรถทุกวัน และธุรกิจที่ต้นทุนพลังงานกินสัดส่วนสูงของรายจ่ายทั้งหมด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...