โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IMF เตือนหนี้สาธารณะโลกจ่อทะลุ 100% ของ GDP ปี 2030

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
IMF เปิดรายงาน Fiscal Monitor ในการประชุมที่กรุงเทพฯ เตือนหนี้สาธารณะโลกอาจเกิน 100% ของ GDP ภายในปี 2030 พร้อมเสนอ 3 แนวทางปรับนโยบายการคลัง รับมือภาระดอกเบี้ยและราคาพลังงานผันผวน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนสถานการณ์หนี้สาธารณะโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นและมีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม แต่ฐานะการคลังของหลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ ดอกเบี้ย และมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะโลกอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผยรายงานติดตามสถานการณ์การคลังโลก หรือ Fiscal Monitor ระหว่างการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนด้านเศรษฐกิจการคลังจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม

IMF ชี้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ฐานะการคลังหลายประเทศอ่อนแอลง

นายโรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เปิดเผยรายงาน Fiscal Monitor โดยระบุว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้น แต่สถานะทางการคลังของหลายประเทศกลับมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน และการดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาของภาครัฐ

หลายประเทศเลือกใช้มาตรการควบคุมหรืออุดหนุนราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงที่ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อชดเชยส่วนต่างราคา

IMF ระบุว่า มาตรการดังกล่าวสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง และอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินนโยบายเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้ โดยรายงานกล่าวถึงต้นทุนทางการคลังที่อาจอยู่ในระดับประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กับขอบเขตและระยะเวลาของมาตรการ

การใช้งบประมาณอุดหนุนอย่างต่อเนื่องยังเพิ่มข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ โดยเฉพาะประเทศที่มีภาระหนี้เดิมสูง และต้องรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น

เตือนหนี้สาธารณะโลกทะลุ 100% ของ GDP ภายในปี 2030

รายงาน Fiscal Monitor คาดการณ์ว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของ GDP โลกภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ปัจจัยสำคัญมาจากภาระการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนดอกเบี้ยและข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในหลายประเทศ

เมื่อภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไปชำระหนี้มากขึ้น ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และรายจ่ายด้านสังคมมีข้อจำกัดตามไปด้วย

นอกจากนี้ ระดับหนี้สาธารณะที่สูงยังลดความสามารถของรัฐบาลในการใช้นโยบายการคลังเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน

IMF เห็นว่า การรักษาเสถียรภาพทางการคลังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความพร้อมให้ประเทศต่าง ๆ สามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

IMF เสนอ 3 แนวทางปรับนโยบายการคลัง ลดความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

สำหรับแนวทางรับมือความเสี่ยงด้านการคลัง IMF เสนอให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งดำเนินมาตรการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารรายได้และรายจ่ายภาครัฐ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

แนวทางแรก ปฏิรูประบบภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้

IMF เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดความบิดเบือนที่เกิดจากระบบจัดเก็บภาษี และลดอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมรักษาความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ

การปรับปรุงระบบภาษีอย่างเหมาะสมจะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพียงพอสำหรับการดำเนินนโยบายสาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการก่อหนี้เพิ่มเติมมากเกินไป

รายงานระบุว่า หากประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินการปฏิรูประบบภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจช่วยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ประมาณ 3.5–5% ซึ่งเป็นผลเชิงบวกต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ

แนวทางที่สอง เร่งปรับฐานะการคลังตามแผนที่กำหนด

IMF แนะนำให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงสถานะทางการคลัง โดยดำเนินนโยบายรายได้และรายจ่ายให้สอดคล้องกับกรอบการคลังระยะกลางและเป้าหมายที่กำหนดไว้

การดำเนินมาตรการตามแผนอย่างต่อเนื่องจะช่วยควบคุมระดับหนี้สาธารณะ ลดความเสี่ยงจากภาระดอกเบี้ย และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะต่อไป

แนวทางที่สาม ปรับมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

IMF เห็นว่า การใช้มาตรการทางการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจควรดำเนินการอย่างตรงจุด โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก

สำหรับมาตรการรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน IMF ไม่สนับสนุนการอุดหนุนราคาเต็มจำนวนหรือครอบคลุมทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสร้างภาระงบประมาณสูง และทำให้กลไกราคาไม่สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริง

แนวทางที่เหมาะสมคือการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ราคาพลังงานปรับตัวตามต้นทุนอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในระยะยาว

นโยบายลักษณะนี้จะช่วยลดภาระทางการคลัง และทำให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปใช้ในภารกิจที่จำเป็นด้านอื่นได้มากขึ้น

IMF ย้ำเร่งปรับฐานะการคลัง ก่อนภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น

ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เน้นย้ำว่า การปรับปรุงฐานะการคลังเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลแต่ละประเทศควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากประเทศต่าง ๆ ชะลอการดำเนินมาตรการออกไป อาจทำให้ภาระดอกเบี้ยสะสมสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มความเปราะบางของระบบการคลัง และจำกัดทางเลือกในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต

เมื่อระดับหนี้เพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจย่อมมีข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่การปรับลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ภาครัฐในระยะหลังอาจต้องดำเนินการด้วยมาตรการที่เข้มข้นกว่าเดิม

IMF ระบุว่า ยิ่งรัฐบาลเลื่อนการปรับฐานะการคลังออกไปนานเท่าใด ต้นทุนและผลกระทบจากการปรับนโยบายในอนาคตก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ข้อเสนอทั้ง 3 ด้านของ IMF จึงมุ่งให้ประเทศต่าง ๆ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาระดับหนี้ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐและการดูแลประชาชนกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...