โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เอาไม่อยู่แล้ว! น้ำท่วมลามทั้งเอเชีย เสียหายหนัก ประกันจ่ายไม่หมด

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไทยฝนตกหนักอยู่เพียงไม่กี่วัน แต่เชื่อไหมว่ามูลค่าความเสียหายกำลังพุ่งถึงหลักหมื่นล้านบาท จากหลายพื้นที่ของไทยที่ต้องรับมือกับน้ำท่วม

ประเทศไทยฝนตกหนักอยู่เพียงไม่กี่วัน แต่เชื่อไหมว่ามูลค่าความเสียหายกำลังพุ่งถึงหลักหมื่นล้านบาท จากหลายพื้นที่ของไทยที่ต้องรับมือกับน้ำท่วม การจราจรติดขัด และธุรกิจที่สะดุดลงชั่วคราว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยอาจเป็นเพียงภาพเล็ก ๆ ได้เลย หากมองถึงปัญหาระดับภูมิภาค เพราะทั่วเอเชียกำลังเผชิญความเสียหายจากภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เงินประกันภัยกลับตามไม่ทัน

แล้วอย่างนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ใครกันแน่ที่ต้องเป็นคนจ่ายต้นทุน?

ความเสียหายของไทยจากน้ำท่วม

ฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาทำให้หลายพื้นที่ของไทยเผชิญน้ำท่วม และน้ำขังอย่างหนัก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการเดินทาง การค้า และการดำเนินธุรกิจ ในขณะที่ภาคเอกชนเองก็ต้องรับมือกับปัญหาตั้งแต่การขนส่งที่ติดขัด ไปจนถึงการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งกรุงเทพฯ และ 26 จังหวัดอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี และกรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896–20,635 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก ซึ่งตัวเลขนี้ไม่รวมความเสียหายของบ้านเรือน และทรัพย์สินอื่น ๆ

กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีความเสียหายสูงที่สุดในประมาณการระดับปานกลาง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้า บริการ การเงิน และการเดินทาง โดยมูลค่าความเสียหายของกรุงเทพฯ อยู่ที่7,014 ล้านบาทซึ่งสูงกว่าภาคตะวันออกที่มีมูลค่าความเสียหาย 2,976 ล้านบาทโดยคิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด

นอกจากนี้หากสถานการณ์น้ำท่วมยังยืดเยื้อ มีโอกาสสูงที่จะสร้างผลกระทบร้ายแรง และสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

น้ำท่วมไม่ได้หยุดแค่หน้าบ้าน แต่ลามไปทั้งระบบเศรษฐกิจ

เมื่อถนนถูกน้ำท่วม รถขนส่งเดินทางไม่ได้ ร้านค้าต้องปิด โรงงานไม่สามารถดำเนินการตามปกติ หรือแรงงานเดินทางไปทำงานไม่ได้ ผลกระทบก็จะค่อย ๆ ขยายจากพื้นที่ประสบภัยไปยังธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนว่า ธุรกิจบางส่วนไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับระดับ และระยะเวลาของน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญความเสี่ยงตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเดินทางของแรงงาน การขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า

ในกรุงเทพฯ ภาคการค้าส่ง และค้าปลีกคิดเป็นสัดส่วน 23.4% ของความเสียหายที่ประเมินไว้ รองลงมาคือภาคการเงิน และประกันภัย 14.9% และภาครัฐ 10.3% ตามลำดับ

นั่นหมายความว่า ต่อให้คนคนหนึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง ก็ยังสามารถได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เดียวกันผ่านราคาสินค้า การเดินทาง การขนส่ง หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่หยุดชะงักได้

และนี่คือจุดที่เรื่องน้ำท่วมไทยเริ่มเชื่อมโยงกับปัญหาในระดับเอเชีย

ไทยไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่ประเทศเดียว น้ำท่วมลามทั่วเอเชีย

ข้อมูลปี 2568 ชี้ว่า ภัยพิบัติสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในเอเชียรวมประมาณ 2.18 ล้านล้านบาท

แต่จากความเสียหายทั้งหมด มีเพียงประมาณ 175,000 ล้านบาท ที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย

พูดอีกอย่างคือ ความเสียหายส่วนใหญ่ของเอเชียไม่ได้มีประกันรองรับ

และเมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ภาพที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็สะท้อนปัญหาเดียวกันในระดับประเทศ นั่นคือ เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ความเสียหายไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำหรือซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่รวมถึงรายได้ของธุรกิจที่หายไป การผลิตที่หยุดลง สินค้าที่เสียหาย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถดำเนินต่อได้

ความเสียหายเพิ่ม แต่เงินประกันตามไม่ทัน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “ความเสียหายทางเศรษฐกิจ” กับ “ความเสียหายที่มีประกันรองรับ”

ในปี 2568 ประกันภัยครอบคลุมความเสียหายจากภัยพิบัติในเอเชียเพียงประมาณ 8% ของความเสียหายทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 17%

ยิ่งเมื่อแยกตามระดับการพัฒนาของตลาด เราจะเห็นได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจน

ตลาดเอเชียเกิดใหม่มีสัดส่วนความเสียหายจากภัยพิบัติที่ได้รับการประกันประมาณ 5% ขณะที่ตลาดพัฒนาแล้วอยู่ที่ประมาณ 22%

ช่องว่างดังกล่าวทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น เงินที่ใช้ในการฟื้นฟูไม่ได้มาจากบริษัทประกันทั้งหมด แต่ภาระส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และครัวเรือน

ประเทศไทยเองจึงต้องเผชิญโจทย์เดียวกันกับอีกหลายประเทศในเอเชียว่า “เมื่อความเสียหายเพิ่มขึ้น ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนเหล่านั้น?”

ไทยกำลังสร้างเมือง และเศรษฐกิจบนพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น

ข้อมูลในรายงานระบุว่า พื้นที่ก่อสร้างของไทยเพิ่มขึ้น43% ระหว่างปี 2546-2566 และประมาณ 55% ของพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมภายในประเทศ

ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะยิ่งมีอาคาร โรงงาน ถนน ร้านค้า และทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง มูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติก็ยิ่งสูงขึ้น

กล่าวอีกอย่างคือ ปัญหาไม่ได้มีเพียงว่า “ฝนตกหนักขึ้นหรือไม่” แต่คำถามที่ตามมาคือ เราจะเอาทรัพย์สิน และธุรกิจของเราวางตรงไหน และตรงนั้นจะมีระบบรองรับความเสี่ยงมากแค่ไหน

กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วม ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่บ้านเรือน แต่กระทบทั้งการค้าปลีก การขนส่ง บริการ การเงิน และกิจกรรมทางธุรกิจจำนวนมากพร้อมกัน

จากน้ำท่วมไม่กี่วัน สู่ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายอีกนาน

ท้ายที่สุด ตัวเลขความเสียหายหลักหมื่นล้านบาทอาจดูเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่สำหรับประชาชน ความเสียหายเหล่านี้หมายถึงบ้านที่ต้องซ่อม รถที่เสียหาย ร้านค้าที่ต้องหยุดกิจการ รายได้ที่หายไป และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

และเมื่อความเสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้มีประกันภัยรองรับ ภาระเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับน้ำที่ลดลง แต่ถูกส่งต่อไปยังครัวเรือน ธุรกิจ และภาครัฐ สุดท้ายแล้ว คนธรรมดาจึงเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ มากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...