โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘กากพิษ-สินค้าเถื่อน-น้ำมันรั่ว’ ถอดรหัสวิกฤตอุตสาหกรรมไทยกับทางออกที่ยั่งยืน

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับข่าวสารในแง่ลบเกี่ยวกับวงการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ การลักลอบทิ้งกากพิษสารเคมี ตลอดจนการเปิดดำเนินกิจการของโรงงานรีไซเคิลหรือโรงหลอมโลหะที่ไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมคือ “ทำไมโรงงานและผู้ประกอบการที่เสี่ยงต่อการสร้างมลพิษ หรือลักลอบนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ จึงยังสามารถเล็ดลอดสายตาและดำเนินกิจการอยู่ได้?” ช่องโหว่เกิดจากการอนุมัติใบอนุญาตที่ได้ง่ายเกินไป การตรวจสอบที่ไม่ทั่วถึง หรือเกิดจากบทลงโทษทางกฎหมายในอดีตที่ต่ำเกินไปจนผู้ประกอบการมองว่า “ค่าปรับ” คุ้มค่ากว่า “ต้นทุนในการบำบัดของเสียและควบคุมคุณภาพ” กันแน่?

หากพิจารณาจากกรณีศึกษาและข่าวสารที่เกิดขึ้นจริงในรอบปี 2569 จะพบว่าวิกฤตภาคอุตสาหกรรมไทยแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมของประชาชน:

กรณีที่ 1 วิกฤตคราบน้ำมัน ขยะพิษ และการลักลอบเปิดโรงงานเถื่อนในปราจีนบุรี

ปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเมื่อเจอเข้ากับปัจจัยทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

เหตุการณ์คราบน้ำมันและกากพิษรั่วไหลลงนาข้าว เมื่อเกิดฝนตกหนักและอุทกภัย น้ำได้ท่วมขังสูงกว่าระดับท้องนาถึง 3 เมตร และไหลกัดเซาะบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการตามใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105 (คัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลไม่เป็นของเสียอันตราย) และลำดับที่ 106 (นำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน/ทำอิฐบล็อก) ผลการตรวจค้นพบว่ากองฝังกลบกากอุตสาหกรรมไม่มีผ้าใบปิดคลุมตามเงื่อนไข และถังบรรจุของเสียไม่ได้ปิดอย่างดี ทำให้น้ำชะกากพิษและคราบน้ำมันรั่วไหลลอยเป็นคราบสีรุ้งกระจายสู่นาข้าวและแหล่งน้ำชุมชนตำบลหัวหว้า สร้างความหวาดผวาให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

โรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อนรุกป่า การบุกเข้าตรวจสอบ บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ พบการฝ่าฝืนคำสั่ง ลักลอบขยายเครื่องจักร และประกอบกิจการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตรวจพบกองขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล มีการใช้เศษพลาสติกร่วมกับดิน รวมถึงข้อสงสัยว่าเข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน และมีลักษณะการใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (นอมินี) ต่างชาติเข้ามาทำลายสิ่งแวดล้อมไทย

กรณีที่ 2 มหกรรมสินค้าเถื่อน ไร้ มอก. ทะลักตลาดและช่องทางออนไลน์

นอกจากปัญหามลพิษในพื้นที่แล้ว ด้านผู้บริโภคกำลังเผชิญกับการระบาดของสินค้าด้อยคุณภาพที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ

ปฏิบัติการบุกยึดหลอดไฟ LED คาโกดังย่านตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย มูลค่ากว่า 10.1 ล้านบาท (รวม 61,891 หน่วย) พบว่าผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตนำเข้าถูกต้องจาก สมอ. แต่กลับนำหลอดไฟกลม หลอดยาว และอุปกรณ์ขับหลอดที่ตกเกณฑ์มาตรฐานจากการทดสอบที่สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาจำหน่าย จนประชาชนร้องเรียนว่าหลอดไฟเกิดการระเบิดหลังใช้งานได้ไม่นาน

การสนธิกำลังบุกตรวจค้น 2 จุดใหญ่ ยึดของกลางรวม 41,161 หน่วย มูลค่ากว่า 32.5 ล้านบาท โดยจุดแรกคือ บริษัท วายวายนา อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (อ.บางเสาธง) ซึ่งเปิดเป็นคลังสินค้า Fulfillment รับฝาก-แพ็ก-ส่งสินค้าออนไลน์ ตรวจยึดสายไฟ ปลั๊กพ่วง เครื่องนวด แบตเตอรี่สำรอง และไดร์เป่าผมไร้ มอก. ส่วนจุดที่สองคือ บริษัท หัวเหลียง แอลอีดี ไลท์ติ้ง จำกัด (อ.เมืองฯ) พบหลอดไฟ LED T8/T5 และอุปกรณ์แปลงไฟฟ้าไร้ มอก. ซุกซ่อนในโกดังหลังร้าน พร้อมฉลากภาษาต่างประเทศ ซึ่งขยายผลพบเบาะแสเชื่อมโยงการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

การเข้าตรวจค้นโกดังย่านคลองจั่น เขตบางกะปิ ยึดเครื่องจ่ายไฟ (Power Supply) 6,981 หน่วย และไฟเส้น LED 78,614 หน่วย รวมกว่า 85,595 ชิ้น มูลค่า 10.9 ล้านบาท ซึ่งสินค้าไร้ มอก.กลุ่มนี้หากนำไปตกแต่งร้านค้าหรือสถานบันเทิง ความร้อนสะสมอาจก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร เพลิงไหม้ และปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนระบบสื่อสารโทรคมนาคมของประชาชน

ในอีกมุมหนึ่ง ปฏิบัติการสุ่มตรวจร้านจำหน่ายยางรถยนต์รายใหญ่ 5 แห่งในพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ (ตรวจยางล้อกว่า 71,000 เส้น) ไม่พบยางเถื่อน สะท้อนว่ามาตรการป้องปรามอย่างต่อเนื่องช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีธรรมาภิบาลปฏิบัติตามกฎหมาย

การปฏิบัติการเชิงรุกและการยกระดับกฎหมาย

กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย พลเอกนักรบ บุญบัวทอง ประธานกรรมการฯ/หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน”, นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. และ นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ยกระดับมาตรการปราบปรามและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

มาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าและบังคับใช้กฎหมายทันที

ใช้อำนาจสั่งหยุดกิจการ (ม.39) และสั่งปรับปรุง (ม.37) สั่งหยุดประกอบกิจการโรงงาน บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ทันที ห้ามรับกากอุตสาหกรรม ห้ามนำวัตถุดิบเข้าหรือเคลื่อนย้ายของออกจากโรงงาน พร้อมสั่งให้คลุมผ้าใบหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรม 100% ล้อมคันกระสอบทราย ใช้ทุ่นกักน้ำมัน (Oil Boom) ฉีดพ่นสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) และใช้แผ่นดูดซับน้ำมันกู้คืนสภาพน้ำ

ดำเนินคดีอาญาและประสานหน่วยงานระดับชาติ แจ้งความร้องทุกข์ต่อ สภ.ศรีมหาโพธิ ประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อสกัดกั้นเจ้าของโรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างชาติไม่ให้ออกนอกประเทศ และปูพรมตรวจโรงงานประเภท 105/106 เกือบ 3,000 แห่งทั่วประเทศ

การชดใช้ค่าเสียหายและการทำ CSR ยืนยันว่าผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บกวาดและเยียวยาความเสียหายให้ประชาชน 100% พร้อมเสนอให้โรงงานทำ CSR เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และความรู้สึกของชุมชนโดยรอบ

การปฏิรูปกฎหมายและบทลงโทษในระยะยาว

แก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมายกากอุตสาหกรรม ยอมรับว่ากฎหมายเดิมใช้มานาน 40-50 ปี มีโทษปรับเพียงหลักแสนบาท (ไม่เกิน 200,000 บาท) ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการบำบัดกากพิษอย่างถูกต้อง ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเพิ่มโทษปรับเป็นระดับ 8 หลัก (สิบล้านบาทขึ้นไป)

เปลี่ยนมลพิษให้เป็น “คดีทางการเงิน” (ยึดทรัพย์ ปปง.-DSI) ผลักดันให้การลักลอบทิ้งกากพิษและขนขยะพิษเข้าข่ายมูลฐานความผิดทางการเงิน เพื่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์สินของผู้ประกอบการและนอมินีได้

ระบบตัดคะแนนยึดใบอนุญาต เพิ่มเงื่อนไขการเก็บบันทึกประวัติ หากกระทำผิดซ้ำครบ 3 ครั้ง จะทำการยึดใบอนุญาตประกอบกิจการถาวรและห้ามเปิดโรงงานอีกต่อไป

โครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากมาตรการปราบปราม กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้วางแนวทางปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อม

การจัดการขยะพลังงานสะอาด เร่งจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อรองรับซากแผงโซลาร์เซลล์ (ที่เริ่มหมดอายุหลังใช้งานมา 10-15 ปี) และแบตเตอรี่รถยนต์ EV โดยนำแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพมาทำ Recondition เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ส่วนที่เสื่อมจริงจะถูกกำจัดในพื้นที่ควบคุมที่มีระบบบำบัดและติดตาม 24 ชั่วโมง

การยกระดับเกษตรกรรม (AI ยกกำลัง 2) นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยเกษตรกร (ซึ่งมีแรงงาน 30% แต่สร้าง GDP เพียง 8%) โดยใช้ AI ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ (คุณภาพดิน/น้ำ) กลางน้ำ (แปรรูปอัตโนมัติ) และปลายน้ำ (E-commerce) เปลี่ยนการขายวัตถุดิบราคาถูก เช่น ข้าวตันละ 7,000-8,000 บาท ไปสู่การแปรรูปสร้างมูลค่าหลายหมื่นบาทต่อตัน พร้อมจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 4 ภาค

การปรับตัวของ SME และยานยนต์ ใช้แนวทาง Multi-pathway ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่พึ่งพา EV เพียงอย่างเดียว แต่ดูแลฐานผลิตเครื่องยนต์สันดาป (ICE), ไฮบริด (PHEV), BEV และไฮโดรเจน เพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานเดิมที่ทำร่วมกับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นมานาน 60-70 ปี โดยให้ SME Bank สนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีแก่ SME กว่า 3.2 ล้านรายในการปรับตัวสู่ Green Industry และมาตรฐาน CBAM ของยุโรป

ทางออกที่ยั่งยืนเพื่อลมหายใจของประชาชน

บทเรียนจากคราบน้ำมันรั่วไหลที่ปราจีนบุรี และมหกรรมสินค้าไม่ได้มาตรฐานที่ทะลักเข้าสู่สังคมไทย เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้ายว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจจะแลกกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชนไม่ได้อีกต่อไป”

ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทุกมิติ

การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาดและเท่าเทียม ปราบปรามโรงงานเถื่อน สินค้าไร้ มอก. และกลุ่มทุนนอมินีอย่างไม่ละเว้นหน้าไหน ตามสโลแกน “ไม่สนใจว่านามสกุลอะไร ทำผิดกฎหมายต้องลงโทษขั้นสูงสุด”

การก้าวทันช่องทางจำหน่ายใหม่ คุมเข้มระบบคลังสินค้า Fulfillment และการขายสินค้าออนไลน์ โดยบังคับให้แสดงเครื่องหมาย มอก. พร้อม QR Code ที่ตรวจสอบใบอนุญาตได้จริง

การสร้างความร่วมมือกับชุมชน (Community Watch) เปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นร่วมตรวจสอบ ผ่านสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรม 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ชุมชนและโรงงานสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนอย่างแท้จริง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...