‘ทนายวิน’ เผยผู้เสียหายโอนเงินมูลนิธิฯ ‘บุ๋ม’ เพิ่ม 4 ราย จ่อร้องอายัดทรัพย์ เชิญ ‘กรรชัย-พุทธอภิวรรณ’ ให้ข้อมูล
เมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ หรือ “ทนายวิน” กรรมการฝ่ายกฎหมายบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด เปิดเผยถึงกรณี บุ๋ม ปนัดดา กับเงินบริจาคโอนก่อสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับจ้างตามสัญญาก่อสร้างโรงทานของมูลนิธิ (ในจังหวัดปทุมธานี) ซึ่งมูลนิธิควรออกมาเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ เนื่องจากเป็นเงินบริจาคของประชาชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าหลายล้านบาท ส่วนกรณีช่างเอ๋นั้น จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ปรากฏ ช่างเอ๋ เพียงจัดทำใบเสนอราคาให้กับมูลนิธิ แต่ทางมูลนิธิไม่ได้ว่าจ้าง ซึ่งหากมีการเสนอราคาแต่ไม่มีการตอบรับ สัญญาว่าจ้างก็ไม่เกิดขึ้น มูลนิธิจึงต้องไปว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น
ทนายวิน ระบุว่า ขณะนี้ยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับเหมาที่ดำเนินการก่อสร้างโรงทานตัวจริง พร้อมเรียกร้องให้มูลนิธิเปิดเผยข้อมูลการว่าจ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้กับโครงการใดและว่าจ้างใคร ส่วนกรณีพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต เป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการนำเงินของมูลนิธิไปใช้หรือไม่
ทนายวิน เผยอีกว่า นอกจากคุณออยศรีแล้ว ก็ยังมีผู้บริจาครายอื่นเข้ามามอบอำนาจให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยมีผู้เสียหายรายหนึ่งเคยบริจาคเงิน 20,000 บาท อีกรายเป็นทนายความชื่อดังในภาคอีสาน เคยบริจาคเงิน 100,000 บาท และยังมีผู้บริจาคอีก 2 ราย เคยบริจาครายละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นการบริจาคด้วยความศรัทธาในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมคาดว่าจะมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาเพิ่มเติมอีก และตนยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้จะไม่มีการเจรจา หรือมวยล้มต้มคนดู เนื่องจากข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และความผิดฐานฟอกเงิน เป็นความผิดที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย และไม่สามารถยอมความได้ โดยคดีจะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินไปถึงชั้นอัยการและศาล พร้อมย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตรวจสอบ และใช้กระบวนการทางกฎหมาย หากใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงก็ตาม และตนก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่ามีหนึ่งในนักข่าวอาวุโสที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิ ซึ่งใครก็ตามที่เป็นคณะกรรมการในมูลนิธิหรือเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ จะต้องนำพยานหลักฐานมาชี้แจง มีส่วนรู้เห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินที่เป็นจำนวนมากภายในมูลนิธิ หากพิสูจน์ได้ก็จบ รวมถึงทนายความที่เพิ่งลาออกไปเป็นนักกฎหมาย ต้องทราบว่าการโอนเงินไปจำนวนมากขนาดนี้ ไม่รู้ไม่เห็นไม่มีมติประชุมที่รับรองของมูลนิธิไม่น่าเป็นไปได้ และหลังจากนี้ ตนจะขอให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นพยานในเรื่องนี้ด้วยทั้งนายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือหนุ่ม นายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี หรือพุทธ ที่เป็นผู้บริจาครายใหญ่ เพื่อขอให้เข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานกับทางพนักงานสอบสวน
ทนายวิน ยังระบุว่า ในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. 69 ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดี ว่า มีการนำเงินบริจาคไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ส่วนวันอังคารที่ 3 พ.ย. 69 จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นการฟอกเงิน การพิจารณายึดและอายัดทรัพย์สินที่อาจมาจากการกระทำความผิด โดยให้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีด้วย และธุรกรรมทางการเงินเชิงลึก และในวันพุธ ที่ 4 พ.ย. 69 จะเดินทางไปที่รัฐสภา เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายที่กำกับดูแลด้านการฟอกเงินต่อไป.