ทักษิณ ชินวัตร ขอนิรโทษกรรม 4 คดี ปมมาตรา 3 ทาบเงาศึกซักฟอก
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ขอให้วินิจฉัยสิทธิรับนิรโทษกรรมใน 4 คดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยอ้างว่าคดีเหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2549
คณะกรรมการชุดนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน การพิจารณาคำร้องจึงเป็นจุดสำคัญว่าจะตีความขอบเขตกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขอย่างไร โดยเฉพาะข้อยกเว้นเกี่ยวกับคดีทุจริต
เปิดเหตุผลขอนิรโทษกรรม 4 คดี
คำร้องครอบคลุมคดีหวยบนดิน โทษจำคุก 2 ปี คดี Exim Bank โทษจำคุก 3 ปี คดีแปลงสัมปทานดาวเทียม โทษจำคุก 5 ปี และคดีขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งศาลสั่งให้ทรัพย์สินกว่า 46,373 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน
ฝ่ายนายทักษิณเสนอเหตุผลหลักสามข้อ ได้แก่ การเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งก่อนถูกรัฐประหาร ความเกี่ยวพันของกระบวนการดำเนินคดีกับประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และข้ออ้างว่าไม่มีคดีใดที่ศาลวินิจฉัยว่าตนกระทำผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
ผู้ร้องยังอ้างว่าประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าวอยู่ในบัญชีท้ายกฎหมาย พร้อมยกแนวคิด “ผลไม้ของต้นไม้พิษ” มาโต้แย้งที่มาของกระบวนการดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม เหตุผลเหล่านี้ยังเป็นข้ออ้างในคำร้อง ไม่ใช่ผลวินิจฉัยว่าทักษิณได้รับนิรโทษกรรมแล้ว
มาตรา 3 ข้อจำกัดที่ต้องวินิจฉัย
ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 ซึ่งตามต้นฉบับระบุว่าไม่ให้นิรโทษกรรมแก่ความผิดบางประเภท รวมถึงความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ แม้มาตรา 6 จะเปิดช่องให้ยื่นคำร้องและให้อำนาจคณะกรรมการวินิจฉัย แต่ยังต้องพิจารณาภายใต้ข้อจำกัดนี้
ข้อโต้แย้งในต้นฉบับระบุว่า สามคดีของทักษิณมีฐานความผิดเกี่ยวกับมาตรา 157 และการทุจริตหรือประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสวนทางกับเหตุผลของฝ่ายผู้ร้อง จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่รายละเอียดคำพิพากษาแต่ละคดีและขอบเขตของกฎหมายที่นำมาใช้
อีกประเด็นคือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งมุ่งเยียวยาประชาชนผู้ชุมนุมและผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่หนังสือขอพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ถูกยกมาเปรียบเทียบ เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการยอมรับผิดและสำนึกในความผิด
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลวินิจฉัยในข้อมูลที่ให้มาว่า ประเด็นเหล่านี้จะส่งผลต่อคำร้องอย่างไร จึงยังไม่ควรสรุปผลล่วงหน้า
จังหวะซักฟอกกับข้อวิเคราะห์แรงต่อรอง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน อดีตแกนนำนปช. มองว่า นายทักษิณและทีมกฎหมาย ทราบข้อจำกัดเรื่องคดีทุจริตอยู่แล้ว จึงตีความการยื่นคำร้องในช่วงเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า อาจมุ่งเพิ่มแรงต่อรองกับฝ่ายรัฐบาล
ข้อวิเคราะห์นี้เชื่อมโยงกับบทบาทของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียงสนับสนุนในสภามีความสำคัญต่อรัฐบาล แต่ต้นฉบับไม่ได้แสดงหลักฐานการเจรจาหรือข้อตกลงแลกเปลี่ยน จึงยังไม่อาจยืนยันว่าคำร้องเป็นส่วนหนึ่งของดีลทางการเมือง
สิ่งที่ต้องติดตามคือ คณะกรรมการจะให้น้ำหนักข้ออ้างเรื่องผลพวงรัฐประหารและข้อยกเว้นตามมาตรา 3 อย่างไร ส่วนการประเมินว่าคำร้องจะกระทบศึกซักฟอกเพียงใด ยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ที่มาประกอบ :เจาะลึกทั่วไทยอินไซต์ไทยแลนด์