บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เคาะยุทธศาสตร์ชาติ ปักธง “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ดึงลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์ชาติ ปักธง “ชิปเมดอินไทยแลนด์” วางโรดแมปพัฒนาอุตสาหกรรมครบวงจร ตั้งเป้าดึงลงทุน 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี และ 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593
วันที่ 24 กันยายน 2569 - นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569
ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการวางทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยอย่างเป็นระบบ
โดยกำหนดโรดแมป 3 ระยะ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร และขับเคลื่อนเป้าหมาย“ชิปเมดอินไทยแลนด์” พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี (ค.ศ. 2030) และกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี (ค.ศ. 2050) ขยายรายได้รวมของอุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาท และสร้างงานเพิ่มเติมกว่า 230,000 ตำแหน่ง
หัวใจของยุทธศาสตร์ คือ การเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบทั้งซัพพลายเชน โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และส่งเสริมครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การวิจัยและออกแบบชิป (Design) การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ (Front-end) การประกอบและทดสอบทั้งแบบดั้งเดิมและขั้นสูง (Conventional and Advanced Back-end) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการและบุคลากรไทยมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก และขับเคลื่อนเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ภายใต้ยุทธศาสตร์ ได้กำหนดการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) จะเร่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานการประกอบและทดสอบชิป ยกระดับสู่การประกอบและทดสอบขั้นสูง และวางรากฐานการผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ ระยะที่สองภายในปี 2583 (ค.ศ. 2040) จะเร่งดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญในส่วนต้นน้ำเพิ่มเติม ทั้งการออกแบบชิป การทำ Wafer Fabrication รวมทั้งการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน และระยะที่สามภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ตั้งเป้าให้ไทยมีซัพพลายเชนที่ครบวงจร และสามารถสร้างผู้ประกอบการไทยให้เป็น Local Champion ร่วมสร้างนวัตกรรมและมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ฯ ได้ปักธงเซมิคอนดักเตอร์ 3 กลุ่มที่สอดคล้องกับฐานอุตสาหกรรมไทยและความต้องการของตลาดโลก ได้แก่
- โฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการรับส่งและประมวลผลข้อมูล รองรับการเติบโตของ AI, ดาต้าเซ็นเตอร์และระบบสื่อสารความเร็วสูง ปัจจุบันมีหลายบริษัทชั้นนำเข้ามาตั้งฐานในไทยแล้ว เช่น Lumentum, Fabrinet, Terahop
- ชิปสำหรับระบบไฟฟ้า (Power Semiconductor) สำหรับควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีความต้องการสูงจากยานยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า โดยมีตัวอย่างบริษัทชั้นนำที่ลงทุนในไทยแล้ว เช่น Infineon, Toshiba Semiconductor และ ROHM Integrated Systems
- เซนเซอร์ (Sensor) ต่อยอดจากขีดความสามารถ MEMS ของไทยสู่ IoT ระบบอัตโนมัติ ยานยนต์ อุปกรณ์อัจฉริยะ และการแพทย์ โดยมีตัวอย่างบริษัทที่มีฐานในไทยแล้ว เช่น Sony Device Technology ซึ่งประกอบชิปเซนเซอร์ภาพ ทั้งสามกลุ่มนี้ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ไทยมีฐานลูกค้าและโอกาสเชิงพาณิชย์ชัดเจน
นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถ 2 ด้าน คือ การออกแบบวงจรรวม (IC Design) และการประกอบและทดสอบขั้นสูง (Advanced Back-end / Advanced Packaging) โดยจะสนับสนุนศูนย์ออกแบบชิป การเข้าถึงเครื่องมือออกแบบ และเครื่องมือในการผลิตต้นแบบชิป ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยีการประกอบชิปขั้นสูง เช่น Bumping, RDL, Wafer-Level Packaging, Power Packaging และ 2.5D/3D Packaging เพื่อให้ไทยสามารถสร้างขีดความสามารถได้ในทุกขั้นตอนของการผลิตชิป
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ จะดำเนินการผ่าน 5 กลไกสำคัญ คือ
- ด้านสิทธิประโยชน์ ทั้งด้านภาษีอากร เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยการจัดทำแพ็กเก็จสนับสนุนแบบ Tailor-made เพื่อดึงดูดนักลงทุนเป้าหมาย โดยเฉพาะในกิจการผลิตชิปต้นน้ำและการประกอบและทดสอบขั้นสูง
- ด้านบุคลากรทักษะสูง โดยผลักดันความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา ผูกเงื่อนไขการพัฒนาบุคลากร รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในการนำเข้ากลุ่ม Talent จากต่างประเทศ
- ด้านเทคโนโลยี ผ่านการยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยให้รองรับการผลิตต้นแบบและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมจัดตั้งกลไกสนับสนุนศูนย์ออกแบบชิป เครื่องมือช่วยออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (EDA) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง และศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ เพื่อเร่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างชาติกับบริษัทไทย และพัฒนาผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม (Local Champion)
- ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการกำหนดพื้นที่คลัสเตอร์ที่เหมาะสม การจัดทำแผนเตรียมความพร้อมด้านน้ำ ไฟฟ้า พลังงานสะอาด การจัดการของเสีย และการรับมือภัยพิบัติ
- ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้เหมาะสม การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุน มาตรการจัดซื้อและการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศผ่าน FTA รวมทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ซัพพลายเชนได้มากขึ้น
ในขั้นต่อไป ที่ประชุมมอบหมายให้จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยกำหนดเป้าหมายและแนวทางดำเนินงานในแต่ละด้านให้ชัดเจน พร้อมเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อเร่งแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรค เช่น ความพร้อมและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และการเดินหน้าดึงดูดนักลงทุนเป้าหมายเชิงรุก เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกิดผลเป็นรูปธรรม
ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนงาน “Siam Silica” ให้เป็นกลไกสำคัญด้านกำลังคน เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อให้หลักสูตร การวิจัย และการฝึกปฏิบัติตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม
แผนงาน Siam Silica ตั้งเป้าผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 86,600 คน ภายในปี 2573 แบ่งเป็นกำลังคนสมรรถนะสูง 84,900 คน และบุคลากรวิจัยระดับสูงประมาณ 1,700 คน ผ่านการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรมเพื่อปรับทักษะ การฝึกงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาอาจารย์ นักวิจัย และผู้ฝึกสอน เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนเพิ่มเติมในกิจการออกแบบชิป การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ การประกอบและทดสอบขั้นสูง และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
Siam Silica จะเชื่อมการพัฒนาคนเข้ากับโจทย์เทคโนโลยีและการลงทุนของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่โฟโตนิกส์ ชิปสำหรับระบบไฟฟ้า การออกแบบชิป การประกอบและทดสอบชิป การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุขั้นสูง ไปจนถึงเทคโนโลยีควอนตัม เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่สามารถสร้างนักวิจัย วิศวกร ช่างเทคนิค และผู้ประกอบการไทยที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
อ้างอิง : www.boi.go.th